แนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษา 99 คน และครูผู้สอน 198 คน รวม 297 คน โดยการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified)
ผลการวิจัยพบว่า
1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความฉลาดรู้ทางดิจิทัล ด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง และด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์
2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตประกอบด้วย 15 แนวทาง ได้แก่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง 5 แนวทาง การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล 4 แนวทาง การบริหารเชิงกลยุทธ์ 3 แนวทาง และการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร 3 แนวทาง มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และการนำไปใช้ประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หน่วยงานต้นสังกัดควรนำแนวทางที่ได้จากการวิจัยไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา โดยเน้นการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหาร ส่วนข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อการตัดสินใจและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ และข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรขยายการศึกษาไปยังเขตพื้นที่อื่นหรือศึกษาภาวะผู้นำในมิติอื่น เช่น ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมหรือเชิงดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง
Article Details
เอกสารอ้างอิง
คณพศ ยศพล (2567).แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม. วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น, 8(3), 347–362.
คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา. (2565). รายงานผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
ธีระ รุญเจริญ. (2557). ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร: ข้าวฟ่าง.
พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ และคณะ. (2560). การนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน. คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2560). ผู้นำทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิจิตร ศรีสอ้าน. (2562). การอุดมศึกษาไทย: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1. (2568). งานสารสนเทศด้านงานบริหารงานบุคคล. กาฬสินธุ์ : สำนักงานฯ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570). กรุงเทพฯ: สำนักงานฯ.
Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). John Wiley & Sons.
Greenberg, D. B., McKone-Sweet, K., & Wilson, H. J. (2011). The innovative university: Changing the DNA of higher education from the inside out. Jossey-Bass.
Fullan, M. (2014). The principal: Three keys to maximizing impact. San Francisco, CA: Jossey-Bass.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Leithwood, K., Harris, A., & Azah, V. N. (2020). How school leaders shape the factors that influence student learning. Routledge.
Morgan, H. (2020). Best practices for implementing remote learning during a pandemic. Journal of Educational Technology Systems, 49(1), 5–14.
Robinson, V., & Gray, E. (2019). Open-to-learning leadership: How to build trust while addressing what matters most. Corwin.
Sheninger, E. (2019). Digital leadership: Changing paradigms for changing times (2nd ed.). Thousand Oaks.