Journal of Integration Social Sciences and Development https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD <p> </p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p>Journal of Integration Social Sciences and Development <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2985-2137">ISSN : 2985-2137 (Online)</a> มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขาศึกษาศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ปีละ 3 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสาร Journal of Integration Social Sciences and Development เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 3 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2569) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสาร Journal of Integration Social Sciences and Development มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> - ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> - ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:<br /></strong>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: ajisd2435@gmail.com โทร. 080-7743578 ID Line : ajisd2435 (ดร.สมใจ มณีวงษ์: บรรณาธิการ)</p> <p><strong>สำหรับผู้แต่ง<br /></strong>เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1Au1mWZgrVjOZfKWf6MsTtI85aLuF7jEm/edit">https://docs.google.com/document/d/1Au1mWZgrVjOZfKWf6MsTtI85aLuF7jEm/edit</a> <br />เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1FPO2h7RxD-S8BJp4ECAKMtJgpG4fztvj/edit">https://docs.google.com/document/d/1FPO2h7RxD-S8BJp4ECAKMtJgpG4fztvj/edit</a></p> สำนักงาน รดาเทรนนิ่ง แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ th-TH Journal of Integration Social Sciences and Development รายงานผลการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่ม เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2841 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัยอายุ 3–4 ปี จำนวน 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้รูปแบบ One Group Pretest–Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 15 แผน และ (2) แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Samples และวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มมีทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุนทรี ดุลมา อุบล ผลจันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-01-16 2026-01-16 6 1 1 8 รายงานผลการพัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ เพื่อฝึกการเตรียมความพร้อม สำหรับเด็กอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2842 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อศึกษารายงานผลการพัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ เพื่อฝึกการเตรียมความพร้อม สำหรับเด็กอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยเด็กอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี ร้อยละ 80 มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Design) โดยใช้รูปแบบ One Group Pretest Posttest Design ที่มีแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวมีการวัดก่อนการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กนักเรียนหญิง - ชาย ห้องอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวนเด็ก 15 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ชนิด 1. แผนการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการเพื่อฝึกการเตรียมความพร้อม 2. แบบประเมินทักษะด้านมิติสัมพันธ์ จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล 1.หาความเที่ยงตรงของแบบประเมินทักษะด้านมิติสัมพันธ์ โดยดูค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC 2. เปรียบเทียบการพัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์ กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 โดยการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับเกณฑ์ที่กำหนด</p> อุบล ผลจันทน์ สุนทรี ดุลมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-01-16 2026-01-16 6 1 9 18 รายงานผลการใช้หนังสือนิทานเพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดสำหรับเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2843 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อรายงานผลการใช้หนังสือนิทาน สำหรับเด็กปฐมวัย ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะการฟัง และการพูด 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ได้แก่ เด็กนักเรียนห้องอนุบาลปีที่ 1 (อายุ 2-3 ปี) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (specific random) ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อพัฒนาความพร้อม ด้านการฟัง และพูด สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 10 เล่ม 2) แบบประเมินทักษะการฟังและการพูด 1 ฉบับ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการประเมินหนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เล่มที่ 1-10 จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน พบว่าหนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.13 และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 มีระดับคุณภาพระดับมาก 2. ทักษะทางภาษาด้านการฟังและการพูด สำหรับเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมการใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย มีคะแนนสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> สุนทรี ดุลมา อุบล ผลจันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-01-16 2026-01-16 6 1 19 27 การพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดรวบยอด สำหรับเด็กปฐมวัย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2844 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดรวบยอดสำหรับเด็กปฐมวัย การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และทดลองใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพ จำนวน 42 คน ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้การจัดประสบการณ์กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา แบบวัดความสามารถในการคิดรวบยอด แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ดังกล่าวมีความสามารถในการคิดรวบยอดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กรรณิการ์ ทองรักษ์ ศุกลรัตร์ มิ่งสมร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-01-16 2026-01-16 6 1 28 35 การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทยเรื่องตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2845 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะภาษาไทยเรื่องตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก จำนวน 30 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบวัดความสามารถในการอ่านและเขียน 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที ผลวิจัย พบว่า 1) แบบฝึกทักษะภาษาไทยเรื่องตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 80.89/81.89 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80&nbsp; 2) ความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย รวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กรรณิการ์ ทองรักษ์ อารีย์ ปรีดีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-01-16 2026-01-16 6 1 36 43 การเรียนรู้ภาษาไทยต่อทางเลือกในวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3244 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษามุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาไทย และ 2. วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษาไทยที่มีผลต่อทางเลือกในวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ ทำการศึกษาในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านกรณีศึกษาหมู่บ้านตะโด้กุย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 11 คน ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์เป็นหลัก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ชาวปกาเกอะญอตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยในฐานะ “ทุนทางสังคม” และใบเบิกทางสู่อนาคตที่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพที่มั่นคง และการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการรัฐ โดยมีการปรับตัวแบบพหุวัฒนธรรมที่ใช้ภาษาไทยเพื่อสื่อสารกับโลกภายนอกควบคู่กับการธำรงรักษาภาษาถิ่นในวิถีชีวิตดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ยังเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ปัจจัยทางภาษาศาสตร์ จากการแทรกแซงของภาษาแม่ที่ส่งผลต่อทักษะการอ่านและการเขียน 2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจของครอบครัว ที่บีบบังคับให้ผู้เรียนต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อช่วยงานเกษตรกรรม และ 3) ปัจจัยด้านการจัดการศึกษา ที่ขาดแคลนบุคลากรและสื่อการสอนที่เหมาะสมกับบริบทผู้เรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียน แต่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดรับกับบริบท จึงจำเป็นต้องมีการปรับนโยบายการจัดการศึกษาที่เข้าใจความละเอียดอ่อนทางชาติพันธุ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางสังคมให้แก่ชุมชน</p> วิชญาพร ทองสีอ่อน กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-03-07 2026-03-07 6 1 44 51 การใช้แนวทางการดำเนินงานตามกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ 5Q และกระบวนการ 5R พัฒนาผลสัมฤทธิ์ เป็นเงื่อนไขนำในรูปแบบการป้องกันความล้มเหลวในโรงเรียนจากการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำของนักเรียนมัธยมศึกษา : การวิจัยผสานวิธีแบบแทรกแซง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3245 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามาตรการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่นักเรียนได้รับการสนับสนุนจากครูให้มีความคล่องตัวทางการเรียนส่งผลให้เกิดความพากเพียรทางวิชาการ 2) ศึกษาผลของการสนับสนุนจากครูและความคล่องตัวทางการเรียนที่มีต่อความพากเพียรทางวิชาการ ตามการรับรู้ของนักเรียน และ 3) เสนอรูปแบบการป้องกันความล้มเหลวในโรงเรียนจากการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำที่พัฒนาให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ด้านการสนับสนุนจากครูและความคล่องตัวทางการเรียนที่มีต่อความพากเพียรทางวิชาการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสานวิธีแบบมีการแทรกแซง ประกอบด้วย การศึกษาค้นคว้าแบบร่วมมือเพื่อกำหนดเงื่อนไขนำ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นสำหรับข้อมูล เชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพภายหลังการใช้สิ่งแทรกแซง กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารและครู ปีการศึกษา 2566 จำนวน 99 คน ปีการศึกษา 2567 ประกอบด้วยครู 21 คน ผู้ปกครอง 24 คน นักเรียน 347 คน และผู้ทรงคุณวุฒิทาง การศึกษา จำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามในการกำหนดเงื่อนไขนำ แบบวัดการสนับสนุนจากครู แบบวัดความคล่องตัวทางการเรียน แบบวัดความพากเพียรทางวิชาการ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) มาตรการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ดำเนินงานตามกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ 5Q ได้แก่ เป้าหมายคุณภาพ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพคุณภาพ เครือข่ายคุณภาพ ทรัพยากรคุณภาพ และห้องเรียนคุณภาพ ร่วมกับกระบวนการ 5R พัฒนาผลสัมฤทธิ์ ได้แก่ การประกาศ การแก้ไข การรับรู้ การเสริมสร้าง และการลดจำนวน ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงผ่านเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 100 2) การสนับสนุนจากครูและความคล่องตัวทางการเรียนร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพากเพียรทางวิชาการได้ร้อยละ 86.60 และ 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและป้องกันความล้มเหลวทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p> พัชรี ศรีสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-03-07 2026-03-07 6 1 52 70 A Phenomenological Study of Stakeholders’ Perspectives for Curriculum Development to Enhance Thai Communication Skills among Pre-service Teachers https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3247 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Thai communication skills, including listening, speaking, reading, and writing, are core professional competencies that underpin instructional quality, ethical practice, and public trust in the teaching profession. However, pre-service teachers in regional universities continue to face persistent challenges in developing these competencies due to disparities in educational background, linguistic foundations, and access to authentic communication practice. This study aimed to explore stakeholders’ perspectives on contextual conditions and challenges influencing Thai communication development, examine perceived needs and expectations for enhancing communication skills in teacher education, and synthesize these perspectives to inform curriculum development aligned with national teacher professional standards. Adopting a qualitative phenomenological approach within an instrumental case study, data were collected from 431 stakeholders at Kalasin University, Thailand, including university administrators, teacher educators, and pre-service teachers. Data collection employed a combination of individual in-depth interviews and small-group discussions. Group-based discussions were used to elicit shared experiential meanings and reduce power-related discomfort, while individual interviews were selectively conducted in cases involving sensitive, vulnerable, or personally nuanced experiences, in accordance with participants’ preferences and ethical considerations. This flexible data collection strategy enabled the study to preserve phenomenological integrity while capturing both collective and individual dimensions of lived experience across a large and diverse participant group. Thematic analysis revealed five interrelated experiential dimensions shaping Thai communication development, namely problem-related, context-related, needs-related, awareness-related, and learning-support-related dimensions. Key barriers included unequal prior educational experiences, limited opportunities for sustained and authentic communication practice, and fragmented institutional support. Despite these challenges, stakeholders consistently conceptualized Thai communication competence as a professional and ethical responsibility integral to teacher identity and public trust. The findings underscore the need for curriculum development approaches that prioritize experiential learning, contextual responsiveness, and structured learning support, providing empirically grounded insights for developing coherent and equitable frameworks to enhance Thai communication skills in teacher education.</p> Theerapat Sinthudech Paweena Khansila Anucha Pimsak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-03-07 2026-03-07 6 1 71 85 การวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการออกแบบหลักสูตรพลศึกษาแบบเกมที่เน้นภารกิจเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3250 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอของวัยรุ่นไทยยังเป็นความท้าทายสำคัญ ขณะที่การจัดการเรียนรู้พลศึกษามักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมซ้ำเดิมและขาดแรงจูงใจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์และความต้องการจำเป็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับนิยามข้อกำหนดการออกแบบภารกิจเชิงเกมมิฟิเคชันของรายวิชาพลศึกษาที่มุ่งเสริมสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนเอกชน 6 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยประยุกต์กระบวนการคิดเชิงออกแบบขั้น Empathize กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 84 คน ครูพลศึกษา จำนวน 6 คน และผู้บริหาร/ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนานต่อกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในระดับสูง (93.33%) และมีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วม (86.67%) แต่สะท้อนประสบการณ์ด้านอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศและอุปกรณ์ไม่เพียงพอ (72.22%) สำหรับความต้องการจำเป็นนั้น นักเรียนให้ความสำคัญสูงสุดกับด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี (65.56%) รองลงมาคือรูปแบบกิจกรรมที่เน้นความสนุกและการแข่งขัน (60.00%) ขณะเดียวกัน ครูและผู้บริหารสะท้อนความจำเป็นเรื่องอุปกรณ์และนวัตกรรม (100%) รวมถึงการสนับสนุนเชิงนโยบายจากผู้บริหาร (100%) ข้อค้นพบเหล่านี้นำไปสู่ข้อกำหนดการออกแบบภารกิจเชิงเกมมิฟิเคชัน ได้แก่ ภารกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนและป้อนกลับทันที การแข่งขันที่ปลอดภัยและเชิงสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและระบบสนับสนุนครูและโรงเรียนเพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง การวิจัยเชิงออกแบบการศึกษาระยะที่ 1 นี้ ได้เติมเต็มช่องว่างทางวิชาการโดยการบูรณาการแนวคิดเกมมิฟิเคชันเข้ากับทฤษฎีการกำหนดตนเองในบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับสถานศึกษาในการจัดสรรทรัพยากรและออกแบบรายวิชาพลศึกษาแนวใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ผดุงเกียรติ แสงงาม ชุลิดา เหมตะศิลป์ วิศรุต พยุงเกียรติคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-03-07 2026-03-07 6 1 86 98 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดสมุทรปราการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3398 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาและการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 330 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาและการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ (2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานวิชาการในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยครั้งนี้ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนบทบาทของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษา และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ</p> นันทนา เดชศรี อรชร วัฒนกุล พร้อมภัค บึงบัว ถาวร วัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-03 2026-04-03 6 1 99 108 การพัฒนาสมรรถนะที่พึงประสงค์ของข้าราชการท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21: การศึกษาเชิงคุณภาพจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3399 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ประสบการณ์การพัฒนาสมรรถนะหลักที่จำเป็นของข้าราชการท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 จากมุมมองของผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2) มุมมองและบริบทการทำงานที่สะท้อนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สมรรถนะด้านดิจิทัล และนวัตกรรมภาครัฐที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กร (3) บทบาทเชิงลึกของภาวะผู้นำ การบริหารเชิงพื้นที่ จริยธรรม และธรรมาภิบาลต่อความสามารถในการบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิผล และ (4) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะที่เหมาะสมสำหรับอนาคต การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ด้วยการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 23 คน ได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาสมรรถนะหลักของข้าราชการท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 สะท้อนการปรับตัวต่อการบริหารภาครัฐยุคใหม่ โดยครอบคลุมสมรรถนะด้านดิจิทัล การคิดขั้นสูง การสื่อสารและความร่วมมือ ตลอดจนคุณธรรมและการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความโปร่งใสของบริการสาธารณะ 2) การสำรวจบริบทการทำงานที่สะท้อนทักษะศตวรรษที่ 21 เป็นฐานสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพข้าราชการท้องถิ่น โดยเน้นการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการปรับตัว ควบคู่การพัฒนาดิจิทัล เทคโนโลยี และสมรรถนะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 3) การวิเคราะห์บทบาทภาวะผู้นำ การบริหารเชิงพื้นที่ จริยธรรม และธรรมาภิบาลต่อความสำเร็จของการบริหารท้องถิ่น สังเคราะห์ได้ 4 มิติ ได้แก่ วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ คุณธรรมและความโปร่งใส ความร่วมมือและการมีส่วนร่วม และนวัตกรรมควบคู่การพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมประสิทธิภาพและความไว้วางใจของประชาชน และ 4) แนวทางพัฒนาสมรรถนะข้าราชการท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21 ควรมุ่งเสริมศักยภาพการปรับตัวต่อการบริหารที่ซับซ้อน ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัล การคิดขั้นสูง ภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม การมีส่วนร่วม และนวัตกรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารอย่างยั่งยืน</p> ธรรศพงศ์ วงษ์สวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-03 2026-04-03 6 1 109 120 การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ จังหวัดสมุทรปราการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3425 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา สังกัดสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) เพื่อศึกษาตัวแปรด้านการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ จำนวน 260 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.94</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ตัวแปรด้านหลักความคุ้มค่า หลักนิติธรรม และหลักความโปร่งใส สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 46.70</p> อารดา คำยา จรีพร โชติพิบูลย์ทรัพย์ กรรณิการ์ สุสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-08 2026-04-08 6 1 121 130 การจัดการคุณภาพและการพัฒนาสมรรถนะที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3426 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการจัดการคุณภาพของพนักงานตัวแทนประกันชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิต และ 2) ศึกษาการพัฒนาสมรรถนะของพนักงานตัวแทนประกันชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิตเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ตัวแทนประกันชีวิตที่ได้รับใบอนุญาต จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม (มีค่าความเที่ยงตรงทั้งฉบับเท่ากับ .978) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ปัจจัยการจัดการคุณภาพ ทั้ง 4 ปัจจัย สามารถร่วมกันอธิบายคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิต โดยภาพรวม ได้ร้อยละ 58.00 (Adj.R<sup>2</sup> = .580) โดยปัจจัยการจัดการคุณภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิต เรียงลำดับมากไปน้อยของการมีอิทธิพล คือ การปรับปรุง (Beta = .262, Sig. = .000) การตรวจสอบ (Beta = .226, Sig. = .004) การปฏิบัติ (Beta = .178, Sig. = .014) และการวางแผน (Beta = .166, Sig. = .013) ตามลำดับ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2. การพัฒนาสมรรถนะของตัวแทนประกันชีวิต ทั้ง 3 ปัจจัย สามารถร่วมกันอธิบายคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิต โดยภาพรวม ได้ร้อยละ 65.10 (Adj.R<sup>2</sup> = .651) โดยการพัฒนาสมรรถนะของตัวแทนประกันชีวิตที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของตัวแทนประกันชีวิต เรียงลำดับมากไปน้อยของการมีอิทธิพล คือ ด้านทัศนคติ (Beta = .530, Sig. = .000) ด้านทักษะ (Beta = .207, Sig. = .001) และด้านความรู้ (Beta = .143, Sig. = .004) ตามลำดับ</p> ภควรรณ นาคบางแก้ว ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์ พินิจ แกล้วเกษตรกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-08 2026-04-08 6 1 131 138 ผลของการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาเปตองตามแนวคิดของคาร์รอนที่มีต่อความสามัคคีของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3427 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาเปตองตามแนวคิดของคาร์รอนที่มีต่อความสามัคคีของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง และเพื่อเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาเปตองตามแนวคิดของคาร์รอนที่มีต่อความสามัคคีของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี จำนวน 54 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 27 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมทางพลศึกษาโดยใช้กีฬาเปตองตามแนวคิดของคาร์รอน จำนวน 8 แผน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 1 ชั่วโมง แบบวัดความสามัคคี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent Sample t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามัคคีก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม และ Independent Sample t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามัคคีหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามัคคี ทั้งในมิติของการรวมกลุ่มทางสังคมและการรวมกลุ่มด้วยงาน ของทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมพลศึกษา และเมื่อเปรียบเทียบหลังการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาเปตองของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองคะแนนเฉลี่ยความสามัคคี ทั้งด้านการรวมกลุ่มทางสังคม และด้านการรวมกลุ่มด้วยงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมด้วยกีฬาเปตองส่งผลต่อการพัฒนาความสามัคคีในกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมและกลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมดังกล่าว</p> ภัสรา คุ้มปรุ นวลพรรณ ไชยมา ปทุมพร ศรีอิสาณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-08 2026-04-08 6 1 139 149 พฤติกรรมทางการเมืองของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3428 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้ประกอบการเรือโดยสาร จำนวน 143 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติด้วยสถิติ t-test Independent และความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ รายด้านและโดยรวม พบว่า โดยรวมมีพฤติกรรมทางการเมืองที่เห็นด้วยมาก เมื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของแต่ละด้าน พบว่า มีพฤติกรรมทางการเมืองที่เห็นด้วยมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการติดตามข่าวสารทางการเมือง รองลงมา คือ ด้านการสนับสนุนทางการเมือง ด้านการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง และด้านการยอมรับความคิดเห็นทางการเมือง 2) ผู้ประกอบการเรือโดยสารที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางสังคม รายได้ ประเภทของเรือที่แตกต่างกัน มีการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งรายรวมและรายด้าน และ 3) ข้อเสนอแนะการแสดงออกพฤติกรรมทางการเมืองของผู้ประกอบการเรือโดยสาร อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ 1) ควรมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง เพราะการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญในการแสดงออกทางการเมือง และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ 2) ประชาชนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครแต่ละคนและสนับสนุนผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม และมีนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และ 3) การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง การปราศรัย หรือการสนับสนุนผู้สมัครผ่านทางโซเชี่ยวมีเดีย เป็นช่องทางหนึ่งในการแสดงออกทางการเมือง</p> จิรัฎฐ์ ธูปหอม วีรนุช พรมจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-08 2026-04-08 6 1 150 159 แนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว องค์กรชุมชน ในการจัดการศึกษาด้านบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคล ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3429 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว และองค์กรชุมชนในการจัดการศึกษาด้านบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว และองค์กรชุมชน ในการจัดการศึกษาด้านบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำนวน 4 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 201 คน ได้มาโดยการเทียบตารางเครจซี่และมอร์แกน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว และองค์กรชุมชน ในการจัดการศึกษาด้านบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) แนวทางการเสริมสร้างร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว และองค์กรชุมชน ในการจัดการศึกษาด้านบริหารงานวิชาการ ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร ควรเน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนเชื่อมโยงชุมชน และเรียนรู้ครอบคลุมนักเรียน 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน จัดหาอุปกรณ์ให้เพียงพอ สร้างระบบเรียนรู้ยั่งยืน 3) ด้านการวัดผลประเมินผลผู้เรียน ควรส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วน สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน 4) ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ควรใช้กลไกคณะกรรมการสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ 5) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควรเน้นปฏิบัติจริงบูรณาการความรู้หลากหลาย 6) ด้านการนิเทศการศึกษาควรส่งเสริมร่วมมือทุกภาคส่วน นิเทศและสนับสนุนพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 7) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง</p> จิรศักดิ์ จำเนียร วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ธีระวัฒน์ มอนไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-08 2026-04-08 6 1 160 172 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3435 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึกตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึก 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึกกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโนนงาม อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู ปีการศึกษาที่ 1/2568 จำนวน 1 ห้องเรียน 20 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ใช้แบบแผนการทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน – หลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึก 2) แบบฝึกคณิตศาสตร์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.27 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.27 - 0.67 และ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึก มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 78.81/79.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึกมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึกมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ความพึงพอใจมีต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีแบบเปิดเสริมด้วยแบบฝึกอยู่ในระดับ มากที่สุด</p> ชาปิยา หงสาทร ละดา ดอนหงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-09 2026-04-09 6 1 173 183 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3436 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบร่วมมือ แบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ระหว่างหลังเรียนด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะกับเกณฑ์ร้อยละ 80 4) ศึกเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนภาษาไทยด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบกโนนเรียง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้อง นักเรียนทั้งหมด 20 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ภาษาไทย 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.50 - 0.73 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.47 - 0.67และค่าความเชื่อมั่น 0.95 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าทีแบบกลุ่มเดียวไม่อิสระ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยแบบร่วมมือแบบ TGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 84.88/86.17</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบTGTเสริมด้วยแบบฝึกทักษะ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบTGT เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับมาก</p> วรรณนิศา ทิพย์เนตร ละดา ดอนหงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-09 2026-04-09 6 1 184 194 คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3437 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ 2) เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ และ 3) เสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองบึงกาฬ 352 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ T - test และ F - test ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.894</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านร่างกายรองลงมาคือ ด้านจิตใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ผลการเปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยภาพรวมผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ต่างกัน มีคุณภาพชีวิต ไม่แตกต่างกัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ข้อเสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ จัดชมรมผู้สูงอายุที่มีการออกกำลังกาย เช่น แอโรบิก ไทเก็ก โยคะ หรือ รำไม้พลอง&nbsp;</p> ณัฏฐ์ศิชญา พงษ์กองเงิน บุญเหลือ บุบผามาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-09 2026-04-09 6 1 195 204 ความสัมพันธ์ระหว่างการประยุกต์ใช้ Generative Artificial Intelligence กับคุณภาพการสอบบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3438 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ และ 2) ทดสอบผลกระทบของการประยุกต์ใช้ Generative Artificial Intelligence ที่มีต่อคุณภาพการสอบบัญชีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 131 คน ได้มาจากการคำนวณขนาดตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความตรงด้านเนื้อหาอยู่ในระดับเหมาะสม มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.479–0.803 และ 0.556–0.805 และมีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.762–0.972 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้ Generative Artificial Intelligence ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้านการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงวิชาชีพ และด้านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสอบบัญชี มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับคุณภาพการสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ด้านการตรวจสอบเอกสารอัตโนมัติ ด้านการสื่อสารและการจัดทำรายงาน และด้านการเรียนรู้และการพัฒนาความรู้ของผู้สอบบัญชี ไม่พบความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า Generative Artificial Intelligence มีบทบาทในการยกระดับคุณภาพการสอบบัญชีเฉพาะในบางมิติ โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การสนับสนุนการตัดสินใจ และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสอบบัญชี ดังนั้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวควรมุ่งเน้นในมิติที่ก่อให้เกิดผลเชิงบวก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้งบการเงินอย่างเหมาะสม</p> กิตติวัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-09 2026-04-09 6 1 205 215 ผลกระทบของนวัตกรรมบริการทางการบัญชีที่มีต่อผลการดำเนินงานของสำนักงานบัญชีไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3439 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบความสัมพันธ์และ 2) ศึกษาผลกระทบของนวัตกรรมบริการทางการบัญชีที่มีต่อผลการดำเนินงานของสำนักงานบัญชีในประเทศไทย การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane ได้จำนวน 367 คน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้จากผู้ตอบแบบสอบถามจริงจำนวน 149 คน คิดเป็นร้อยละ 40.60 ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านความเป็นตัวแทนของประชากร และได้พิจารณาในการตีความผลการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าความตรงอยู่ในระดับเหมาะสม ค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.475–0.917 และ 0.688–0.883 และมีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.861–0.952 และ 0.902–0.934 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณและการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมบริการทางการบัญชีด้านกระบวนการให้บริการและด้านเทคโนโลยีสนับสนุนมีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของสำนักงานบัญชีในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F = 82.554; p &lt; 0.0001) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกำหนดปรับปรุง (Adjusted R²) เท่ากับ 0.688 แสดงให้เห็นว่าสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลการดำเนินงานได้ในระดับสูง ขณะที่นวัตกรรมด้านแนวคิดบริการใหม่ และด้านการส่งมอบบริการและความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนากระบวนการให้บริการอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสำนักงานบัญชีในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างยั่งยืน</p> วรรณภา อิมะไชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-09 2026-04-09 6 1 216 225 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดต่อความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3501 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด 2) เปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด จำนวน 6 แผน จำนวน 18 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เป็นแบบประเมินตามสภาพจริง (Scoring Rubric) มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 4 ระดับ โดยการสุ่มตอบคำถาม 1 จาก 10 ชุดคำถาม ชุดคำถามละ 5 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทีแบบไม่อิสระ และแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก</p> Duong Thi Bich Ngoc ละดา ดอนหงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-21 2026-04-21 6 1 226 236 การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3502 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย 2) เปรียบเทียบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอาชีพ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย จำนวน 380 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.820 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>ผลการวิจัยพบว่า:</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักความคุ้มค่า รองลงมา คือ ด้านหลักคุณธรรม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านหลักนิติธรรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การเปรียบเทียบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอาชีพ โดยภาพรวมประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย ไม่แตกต่างกัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลวังชัย ได้แก่ ควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่ององค์กรมีการกำหนดแผนปฏิบัติงานตามความสำคัญเร่งด่วนในการพัฒนาหน่วยงานและปฏิบัติงานตามแผนงาน</p> จุราณี สมชัยยานนท์ พิชัยรัฐ หมื่นด้วง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-21 2026-04-21 6 1 237 247 คุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูงอำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3503 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง 2) เปรียบเทียบระดับคุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง ที่จำแนกตามอายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และกลุ่มผู้เสียภาษี 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มีรายชื่อในกลุ่มเข้าข่ายต้องเสียภาษีในเขตตำบลนายูง จำนวน 334 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.754 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>ผลการวิจัยพบว่า:</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. คุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านคุณภาพบริการอย่างทันเวลา รองลงมา คือ ด้านคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านคุณภาพบริการอย่างก้าวหน้า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับคุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ที่จำแนกตามอายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และกลุ่มผู้เสียภาษี พบว่า โดยภาพรวม ประชาชนที่มีอายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และกลุ่มผู้เสียภาษีต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ไม่แตกต่างกัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการด้านงานจัดเก็บรายได้ของเทศบาลตำบลนายูง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ จัดทำทะเบียนผู้เสียภาษีที่แยกประเภทอย่างชัดเจน เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ภาษีป้าย, ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ</p> วรัญญา บุญบุตร สุปัน สมสาร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-21 2026-04-21 6 1 248 256 ปัจจัยด้านนวัตกรรมทางธุรกิจที่มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3504 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านนวัตกรรมทางธุรกิจของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อศึกษาระดับผลการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านนวัตกรรมทางธุรกิจที่มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบธุรกิจบริการที่จดทะเบียนพาณิชย์ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 385 คน โดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเป็นแบบสอบถามและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติอนุมาน (Inferential statistics) วิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ (Multiple regression analysis; MRA)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านนวัตกรรมทางธุรกิจ ด้านสารสนเทศ มีค่าเฉลี่ย 4.65 2) ด้านผลการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี พบว่า ด้านลูกค้า มีค่าเฉลี่ย 4.67 และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนวัตกรรมทางธุรกิจที่มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวม พบว่า ด้านสารสนเทศ ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านคน ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ ด้านภาวะผู้นำ ด้านการวางแผน และ ด้านกระบวนการ ไม่มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานีและทุกตัวแปรสามารถอธิบายความผันแปรของผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจบริการ SMEs ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในจังหวัดปทุมธานี ได้ร้อยละ 24.3 (Adjusted R<sup>2</sup> = .243, SEE = .37513)</p> กุสุมา ศิลป์วิเศษสรรค์ มนัญชยา ยอแซฟ กมลชนก เขียวแก้ว มยุรี ศิริยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-21 2026-04-21 6 1 257 266 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบการจัดการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานธุรกิจขนส่งภาคเอกชนภายในประเทศไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3505 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปริมาณนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และระบบการจัดการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจขนส่งเอกชนในประเทศไทย ประชากรในการศึกษานี้ประกอบด้วยผู้บริหารหรือผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการจำนวน 186 คน จากบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย ใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเชิงเส้น) ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบการจัดการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ร้อยละ 63.50 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การกำหนดเส้นทางอัจฉริยะ และการทำงานอัตโนมัติของกระบวนการ มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผ่านการเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ การลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินงาน และการเร่งความรวดเร็วในการให้บริการ ในทำนองเดียวกัน ระบบการจัดการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมการจัดการคลังสินค้า การบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ก็มีส่วนช่วยอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยช่วยลดการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจขนส่งเอกชนในประเทศไทย</p> เมธิน ชูคันหอม กิตติวัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-21 2026-04-21 6 1 267 277 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการกำลังสองตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3527 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบที่มีต่อทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA เรื่อง สมการกำลังสองตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ การใช้ปัญหาของการหาพื้นที่ เวลา และราคาสินค้า กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาคูพัฒนา "กรป.กลางอุปถัมภ์"<strong>&nbsp;</strong>จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 26 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) แบบ PAOR ของ Kemmis &amp; McTaggart ในเนื้อหาเรื่องสมการกำลังสองตัวแปรเดียว ซึ่งดำเนินการวิจัยปฏิบัติการจำนวน 3 วงจร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงออกแบบ (3 แผน รวม 10 ชั่วโมง) ใบกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ และแบบวัดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA 2022 ซึ่งทักษะตามกรอบ PISA ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1.การคิด/แปลงสถานการณ์ปัญหาในเชิงคณิตศาสตร์ (Formulate) การใช้มโนทัศน์ ข้อเท็จจริง วิธีการ และ 2.การให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหา (Employ) และ 3.การตีความ การประยุกต์ใช้ และการประเมินผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ (Interpret and evaluate) จำนวน 3 ใบกิจกรรม จากผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ มีผลต่อทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามกรอบ PISA เรื่อง สมการกำลังสองตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความสามารถอยู่ในระดับดี มีจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 76.92 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงาน 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่าคะแนนเฉลี่ยมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการเรียนรู้การแปลงสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงให้เป็นสมการคณิตศาสตร์ จากนั้นจึงพัฒนาทักษะการคำนวณผ่านการระดมความคิดร่วมกันในกลุ่ม จนท้ายที่สุดสามารถตีความและประเมินความสมเหตุสมผลของคำตอบเทียบกับบริบทจริงได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยรวมสูงขึ้นตามลำดับ</p> เอกรักษ์ พิมพ์เภา วรรณธิดา ยลวิลาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 278 259 การนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลเมืองเลย จังหวัดเลย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3528 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ข้อเสนอแนะแนวทางของประชาชนที่มีต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาล ไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้ใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาลเลย กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร่ ยามาเน (Taro Yamane) จำนวนทั้งสิ้น 390 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.880 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองเลย จังหวัดเลย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.69) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักการกระจายอำนาจ (=4.17) รองลงมา คือ ด้านหลักความเสมอภาค (&nbsp;= 4.08) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านหลักความโปร่งใส (= 3.05) 2) การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองเลย จังหวัดเลย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยภาพรวมประชาชนที่มีสถานภาพ อายุ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองเลย จังหวัดเลย แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองเลย จังหวัดเลย ไม่แตกต่าง 3) ข้อเสนอแนะแนวทางของประชาชนที่มีต่อผู้บริหารตามการนำหลักธรรมาภิบาล ไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองเลย ได้แก่ ควรมีวิธีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการต่างๆ เช่น การรักษาความสะอาด การบำรุง รักษาทางน้ำ การพัฒนาระบบขนส่ง และการดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นต้น</p> นราธิป พรหมเทศ สุขพัฒน์ อนนท์จารย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 290 302 การพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3529 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบระดับการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลยประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรของของเรือนจำจังหวัดเลย จำนวนทั้งหมด 70 คน ซึ่งผู้วิจัยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่า (t-test) และใช้สถิติเอฟ (F-test)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.27) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (μ = 4.50) รองลงมา คือ ด้านประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน (μ = 4.47) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน (μ = 3.93)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยภาพรวม พบว่าบุคลากรที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย แตกต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนบุคลากรที่มีเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย แตกต่างกัน ไม่แตกต่างกัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของเรือนจำจังหวัดเลย ได้แก่ ฝึกอบรมในด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจถึงวิธีการป้องกันข้อมูลจากการถูกโจมตีหรือถูกแฮ็ก</p> ธนกฤต น้อยบุ่งค้า ชาญยุทธ หาญชนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 303 313 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับโวหารภาพพจน์ในเนื้อเพลง เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3530 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ทางภาษาไทยโดยใช้โวหารภาพพจน์ในเนื้อเพลงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษากลุ่มเดียวกันระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิคCIRC ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมด้านการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับโวหารภาพพจน์ในเนื้อเพลงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเป็นเนื้อหาบทอ่านจะเกี่ยวกับธรรมชาติความสัมพันธ์ของครอบครัว จำนวน 5 ชุด ผลรวมของการประเมินค่าเฉลี่ยความเหมาะสมมากที่สุด</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภายหลังการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยกลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่าก่อนทดลองเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งมีค่าน้อยกว่าค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งนักเรียนกลุ่มทดลอง และครูผู้สอน มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่า ภายหลังการจัดกิจกรรม นักเรียนพัฒนาการด้านการอ่าน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้นักเรียนเป็นคนที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน เข้าใจการปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC พบว่า โดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านเอกสารประกอบการสอน และด้านครูผู้สอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 รองลงมาคือ ด้านบรรยากาศในการเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 ถัดไปคือ ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46</p> อัยนา มณีโชติ วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 314 321 การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมการศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่ามงคลจังหวัดน่าน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3531 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมการศึกษา 2) เพื่อศึกษาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมการศึกษา และ3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมการศึกษา โดยใช้แผนการทดลองแบบ One–Group Pretest–Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมการศึกษา 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 3) แบบวัดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่ามงคลจังหวัดน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ใช้ระยะเวลาทดลอง 20 ชั่วโมง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียน และใช้การทดสอบค่าที เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียน เพื่อตรวจสอบความแตกต่างทางสถิติ จากการทดลอง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกม พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด พบว่า อยู่ในระดับมาก 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมการศึกษา พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเชิงรุกผ่านเกมมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษและได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเรียน</p> ลัดดาวัลย์ ทองมูล วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 322 333 การพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ รายวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้สถานการณ์จำลองร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3533 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 2) เพื่อศึกษาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ รายวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดอุทการาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 14 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ แบบประเมินทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนที่สร้างขึ้น สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่า–ที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จำลองร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลศึกษาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนสื่อความ รายวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 มีทักษะที่สูงขึ้น ซึ่งมีคะแนนก่อนเรียน ร้อยละ 10.64 และคะแนนหลังเรียน ร้อยละ 23.07 สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสถานการณ์จำลอง ร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ของนักเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปุณยวีร์ สังข์ประไพ วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 334 343 การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3534 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา ในการส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสรรพยาวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่ม อย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา จำนวน 11 แผน แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนที่สร้างขึ้น สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t–test for dependent samples)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับบอร์ดเกมชีววิทยา มีประสิทธิภาพ 82.14/82.50 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น มีคะแนนระหว่างเรียนอยู่ในระดับ ดี 3) ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ซึ่งมีคะแนนก่อนเรียนร้อยละ 40.95 และหลังเรียน มีคะแนนร้อยละ 82.50 สูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนที่สร้างขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.39)</p> ธนาพร ไล้ประเสริฐ วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 344 357 ผลการจัดกิจกรรมนันทนาการผ่านการเคลื่อนไหวพื้นฐานเพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกายของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3535 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมนันทนาการผ่านการเคลื่อนไหวพื้นฐานเพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกายของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลวิหารแดง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สระบุรีเขต 2 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมนันทนาการ และแบบประเมินทักษะทางร่างกายของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ข้อมูลทางสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา และบรรยายเชิงพรรณนาผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมนันทนาการผ่านการเคลื่อนไหวพื้นฐานเพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วย การตีเขี่ย รับ-ส่งสิ่งของ การขว้าง และการวิ่งก่อนและหลังเรียนด้วยจัดกิจกรรมนันทนาการผ่านการเคลื่อนไหวพื้นฐาน มีผลการเปรียบเทียบทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน หลังเรียนด้วยกิจกรรมนันทนาการผ่านการเคลื่อนไหวพื้นฐานสูงกว่าก่อนเรียน</p> ญาดา บุญคง อารยะ โตศิริ วรเชษฐ์ สิงห์ลอ สิริเศฐ สันดุษิต สุริยา จันทนกูล จุฬาลักษณ์ สุขกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 358 369 โปรแกรมเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3536 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีวิธีดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 321 คน ได้มาโดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของ Krejcie และ Morgan และใช้เทคนิคการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และ ความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบยืนยันโปรแกรม จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. สภาพปัจจุบันของความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การมีคุณธรรม จริยธรรม ความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี การมีจิตแห่งการเคารพ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างสรรค์และนวัตกรรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. โปรแกรมเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 1) ที่มาหลักการและความสำคัญ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาและสาระสำคัญ 4) หลักการพัฒนาแบบ 70-20-10 5) การวัดและประเมินผล และเนื้อหาประกอบด้วย 5 Module ได้แก่ 1. ด้านการมีจิตแห่งการเคารพ 2. ด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม 3. ด้านการมีคุณธรรม จริยธรรม 4. ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และ 5. ด้านความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งผลการประเมินโปรแกรมโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> จุฑามาศ พรหมดา พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 370 384 การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3537 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาของครู 2. สร้างและประเมินโปรแกรมเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาของครู วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 299 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น 2. การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาของครู มีการประเมินโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโปรแกรม สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การศึกษาสภาพและความต้องการของผู้เรียน การประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริง และการดำเนินการเรียนรู้ ตามลำดับ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. โปรแกรมเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาของครู ประกอบด้วย ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา แบ่งออกเป็น 4 Module ได้แก่ 1. การศึกษาสภาพและความต้องการของผู้เรียน 2. การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 3. การดำเนินการเรียนรู้ 4. การประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ตามสภาพจริง 4) หลักการพัฒนา/วิธีพัฒนา หลักการพัฒนาแบบ 70:20:10 วิธีพัฒนาประกอบด้วย การฝึกอบรมและร่วมสัมมนา การเรียนรู้เป็นกลุ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรมเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาของครู โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> นันธิญา เวสา พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 385 396 ผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสมต่อความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3538 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสม 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยสื่อประสมกับเกณฑ์ร้อยละ 80 4) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยสื่อประสม 5) ศึกษาความพึงพอใจ ต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างจำนวนนักเรียน 35 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยสื่อประสม 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในด้านอ่านจับใจความภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ มีค่า p ระหว่าง 0.47-0.77 มีค่า r ระหว่าง 0.20-0.40 มีค่าความเชื่อมั่น 0.799 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ SQ5R เสริมด้วยสื่อประสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าทีแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์ค่าทีแบบกลุ่มเดียว</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp; รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสม มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.25/86.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสม มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7004 ส่งผลให้ความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.04</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสมส่งผลให้ความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทย หลังการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ตามที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทย หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. ความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ SQ5R ร่วมกับสื่อประสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สมพงศ์ ทองลี วิไล พลพวก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 397 407 การประยุกต์ใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบพลัยโอเมตริกในการฝึกทักษะกีฬาคาราเต้โด 8 สัปดาห์ต่อเวลาในการตอบสนองของนักศึกษามหาวิทยาลัย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3539 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบพลัยโอเมตริกที่มีต่อเวลาในการตอบสนองของนักศึกษามหาวิทยาลัย และ 2) เปรียบเทียบผลของกิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบพลัยโอเมตริกที่มีต่อเวลาในการตอบสนองของนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชมรมคาราเต้ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอุดรธานี จำนวน 15 คน ที่คัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยคือ กิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบพลัยโอเมตริก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน และแบบทดสอบเวลาในการตอบสนองมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.80) และมีค่าความเชื่อมั่นจากการทดสอบซ้ำเท่ากับ 0.957 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมานใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ และการทดสอบ Friedman โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า เวลาในการตอบสนอง (1.51, 1.00 และ 0.70 วินาที ตามลำดับ ) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) เมื่อทำการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของ Tukey พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างช่วงก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 ช่วงก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 และช่วงหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 กับสัปดาห์ที่ 8 ตามลำดับ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุป โปรแกรมพลัยโอเมตริกไม่เพียงช่วยเพิ่มความสามารถด้านเวลาในการตอบสนอง แต่ยังสามารถยกระดับสมรรถภาพและประสิทธิภาพในการแข่งขันของนักกีฬาได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแนวทางที่ผู้ฝึกสอนสามารถนำไปใช้พัฒนานักกีฬาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผล</p> ธัญญาวัฒน์ หอมสมบัติ ณัฐกานต์ บัวระบัน พรทวี นาคศรี ไชยา มะณี กิตติพงษ์ จันทวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 408 417 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิดต่อความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3540 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียน หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิดของนักเรียน แบบแผนการวิจัยที่ใช้คือ แบบกลุ่มเดียววัดก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 นักเรียนจำนวน 28 คนได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิด จำนวน 8 แผน 2) แบบทดสอบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทย มีค่าความยากความง่ายระหว่าง 0.48 - 0.62 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.30-0.79 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL Plus เสริมด้วยแผนผังความคิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 การทดสอบค่าทีแบบ One Sample t-test และค่าทีแบบ t-test (Dependent Samples)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิด มีความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H เสริมด้วยแผนผังความคิด</p> จีระพันธ์ กัลยาแก้ว วิไล พลพวก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-25 2026-04-25 6 1 418 426