Journal of Integration Social Sciences and Development
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD
<p> </p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p>Journal of Integration Social Sciences and Development <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2985-2137">ISSN : 2985-2137 (Online)</a> มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขาศึกษาศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ปีละ 3 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสาร Journal of Integration Social Sciences and Development เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 3 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2569) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสาร Journal of Integration Social Sciences and Development มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> - ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> - ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:<br /></strong>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: ajisd2435@gmail.com โทร. 080-7743578 ID Line : ajisd2435 (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิรดา เเพงไทย: บรรณาธิการ)</p> <p><strong>สำหรับผู้แต่ง<br /></strong>เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1Au1mWZgrVjOZfKWf6MsTtI85aLuF7jEm/edit">https://docs.google.com/document/d/1Au1mWZgrVjOZfKWf6MsTtI85aLuF7jEm/edit</a> <br />เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1FPO2h7RxD-S8BJp4ECAKMtJgpG4fztvj/edit">https://docs.google.com/document/d/1FPO2h7RxD-S8BJp4ECAKMtJgpG4fztvj/edit</a></p>
สำนักงาน รดาเทรนนิ่ง แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์
th-TH
Journal of Integration Social Sciences and Development
-
The Influencing Factors of Students' Acceptance of Artificial Intelligence Usage at Pingdingshan Vocational College
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3747
<p> This study investigates the factors influencing students' acceptance of artificial intelligence (AI) at Pingdingshan Vocational College, utilizing the Unified Theory of Acceptance and Use of Technology (UTAUT) as the theoretical framework</p> <p> A quantitative empirical approach was employed, utilizing structured questionnaires administered to students via random sampling. From a total of 400 distributed surveys, 377 valid responses were collected, achieving a 94.25% effective response rate. The data were evaluated using multiple linear regression analysis</p> <p> Based on these discoveries, students generally exhibited a high level of AI acceptance, with average scores for all core variables exceeding 4.1 out of 5. The empirical model demonstrated strong explanatory power (adjusted R² = 0.749, p < 0.001). The results confirmed that all four core factors significantly and positively impact students' acceptance of AI. Specifically, social influence (Beta = 0.285) and facilitating conditions (Beta = 0.247) exerted the strongest standardized impacts on acceptance, followed by effort expectancy (Beta = 0.067) and performance expectancy (Beta = 0.048).</p> <p> AI acceptance among vocational students is heavily shaped by social dynamics and institutional support, alongside the technology's perceived ease of use and academic benefits. Based on these findings, the study recommends cultivating students' internal drive, establishing a comprehensive school technical support system, and promoting the intelligent upgrading of the school's management infrastructure to optimize AI adoption.</p>
Zhao Wenze
Jidapa Chollathanrattanapong
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-06-08
2026-06-08
6 2
1
8
-
A Study of the Impact of the Legal Environment on the Logistics Market in Xishuangbanna Based on Perception Theory
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3748
<p> Against the background of the China–Laos Railway and the accelerated integration of Xishuangbanna into regional and international logistics corridors, the institutional and legal environment has become a critical factor influencing the development of the local logistics market. However, existing research has largely focused on infrastructure and cost factors, while relatively little is known about how logistics stakeholders’ perceptions of the legal environment shape their evaluation of logistics market development. Guided by Perception Theory, this study investigates the effects of Legal Environment Stability, Legal Environment Fairness and Legal Environment Predictability on Logistics Market Development in Xishuangbanna, with Perceived Legal Environment specified as a mediating variable.</p> <p> This study adopts a quantitative research method and collects data through a structured questionnaire survey administered to logistics related staff from relevant government departments, foreign trade enterprises and logistics or transport companies in Xishuangbanna. A total of 400 questionnaires were distributed, 352 were returned and 336 valid responses were retained for analysis. Reliability and validity of the scale were examined using internal consistency and construct validity indicators, correlation analysis was used to explore the relationships among the main variables, and structural equation modelling was applied to test the direct effects and the mediating effects of Perceived Legal Environment.</p> <p> The results show that all proposed hypotheses H1 to H5c are supported, indicating that Legal Environment Stability, Legal Environment Fairness and Legal Environment Predictability significantly and positively influence Perceived Legal Environment, that Perceived Legal Environment significantly and positively influences Logistics Market Development, and that Perceived Legal Environment plays a significant mediating role in the relationships between the three legal environment dimensions and Logistics Market Development in Xishuangbanna. Practically, the findings suggest that policymakers and relevant authorities in Xishuangbanna should prioritize maintaining regulatory stability, ensuring impartial law enforcement, and providing clear legal guidelines to improve predictability. Implementing these measures will enhance stakeholders' positive perceptions of the legal environment, ultimately fostering the sustainable development and attractiveness of the local logistics market.</p>
Li Songyun
Zhang Li
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-06-08
2026-06-08
6 2
9
18
-
การศึกษาผลการจัดกิจกรรมทางพลศึกษาโดยใช้กีฬาบาสเกตบอลที่มีต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพของนักศึกษาวิชาเอกพลศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4104
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมทางพลศึกษาโดยใช้กีฬาบาสเกตบอลที่มีต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพของวิชาเอกพลศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และเพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพของนักศึกษาวิชาเอกพลศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดยใช้กิจกรรมกีฬาบาสเกตบอล ก่อนการจัดกิจกรรมม หลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 4 และหลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 8 เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาวิชาเอกพลศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จำนวน 52 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การจัดกิจกรรมทางพลศึกษาโดยใช้กีฬาบาสเกตบอลที่มีต่อสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบและเกณฑ์สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สำหรับบุคคลอายุ 19-59 ปี ของกรมพลศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมทางพลศึกษาโดยใช้กีฬาบาสเกตบอลเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่งผลให้สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ ได้แก่ ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด และความอ่อนตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งความหนาของไขมันใต้ผิวหนังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) เมื่อเปรียบเทียบก่อนการจัดกิจกรรมม หลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 4 และหลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 8 <br>ในทางตรงกันข้าม ดัชนีมวลกายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกช่วงเวลาของการประเมิน (p > .05) นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ Tukey พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างก่อนการจัดกิจกรรมกับหลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 4 ก่อนการจัดกิจกรรมกับหลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 8 และหลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 4 กับหลังการจัดกิจกรรมสัปดาห์ที่ 8 อีกด้วย</p> <p> สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดกิจกรรมทางพลศึกษาโดยใช้กีฬาบาสเกตบอลมีประสิทธิผลในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพหลายด้านอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 8 สัปดาห์ แม้จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็ตาม</p>
อนุชิต คำหินกอง
นวลพรรณ ไชยมา
ธัญญาวัฒน์ หอมสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
19
33
-
กลยุทธ์การยกระดับความรู้และความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 สำหรับครูปฐมวัยยุคดิจิทัล
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4105
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ความเข้าใจของครูปฐมวัย และ 2) นำเสนอกลยุทธ์การยกระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับครูปฐมวัยในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูปฐมวัยจำนวน 220 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย <br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. สภาพปัจจุบันของสมรรถนะการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาดัชนีความต้องการจำเป็น พบว่าสมรรถนะด้านความรู้ความเข้าใจมีค่าสูงสุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.27) โดยเฉพาะในประเด็นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลและการทำวิจัยในชั้นเรียน</p> <p> 2. กลยุทธ์การยกระดับสมรรถนะประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก 6 ประเด็นย่อย รวม 23 กิจกรรมปฏิบัติการ ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทครูสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) และการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันว่ากลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติในระดับมากที่สุด</p>
สุรีย์ลักษณ์ รักษาเคน
พัชรา ศิลารักษ์
จงจิต เค้าสิม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
45
52
-
คุณลักษณะทางจิตใจของนักกีฬาฟุตซอล ในช่วงฤดูกาลแข่งขันรายการฟุตซอลไทยลีก : ทักษะการจัดการความเครียดทางการกีฬา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4106
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางจิตใจของนักกีฬาฟุตซอล ในช่วงฤดูกาลแข่งขัน : ทักษะการจัดการความเครียดทางการกีฬา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักกีฬาฟุตซอลสโมสรฟุตซอลเอสแบค-นอร์ทกรุงเทพ โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง อายุระหว่าง 19-30 ปี จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามทักษะการจัดการความเครียดทางการกีฬาและพัฒนาเป็นฉบับภาษาไทยโดย สุพัชริน ปานอุทัย ในปี พ.ศ.2559 โดยนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติการวิเคราะห์การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ (Independent Samples t-test) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยวิธีการหาความสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman rank correlation coefficient)กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักกีฬาฟุตซอลมีทักษะการจัดการความเครียดในระดับค่อนข้างสูง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความเชื่อมั่นและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ด้านการตั้งเป้าหมายและเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ และด้านอิสระจากความกังวล 2) นักกีฬาที่มีอายุแตกต่างกันมีทักษะการจัดการความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในด้านการจัดการกับปัญหา การยอมรับคำแนะนำ สมาธิ และความเชื่อมั่นในตนเอง กลุ่มอายุ 19–23 ปี มีความโดดเด่นด้านการจัดการปัญหาและสมาธิ ขณะที่กลุ่มอายุ 24–30 ปี มีระดับการยอมรับคำแนะนำและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงกว่า 3) อายุ รูปแบบการฝึกซ้อม และการฝึกจิตใจ มีความสัมพันธ์กับทักษะการจัดการความเครียดหลายด้าน โดยเฉพาะด้านอิสระจากความกังวล ด้านการจัดการกับปัญหา ด้านสมาธิ และด้านความเชื่อมั่นและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ดังนั้น ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาควรตระหนักถึงโปรแกรมการฝึกทักษะทางจิตใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับนักกีฬา สามารถควบคุมอารมณ์ในด้านการยอมรับคำแนะนำ และการรวบรวมสมาธิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม</p>
จีรัฐติกุล ต้นสายธนินท์
สุนทร พันธัง
นันทิยา รักตประจิต
พิมพา ม่วงศิริธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
53
65
-
A study on the relationship between intercultural communication competence and life satisfaction of international students at guangxi university of foreign languages
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4107
<p> This study aimed to examine the relationship between intercultural communicative competence (ICC) and life satisfaction among international students at Guangxi University of Foreign Languages. Specifically, it investigated (1) the relationship between overall ICC and life satisfaction, (2) the relationships between the dimensions of ICC and overall life satisfaction, and (3) the relationships between ICC and the dimensions of life satisfaction.</p> <p> A quantitative research design was adopted, and convenience sampling was employed to select 130 international students. The research instruments consisted of an Intercultural Communication Competence Scale comprising 22 items across four dimensions—linguistic communication competence, non-verbal communication competence, cultural awareness and tolerance, and conflict resolution competence—and a Life Satisfaction Scale comprising 20 items across four dimensions—academic life satisfaction, social life satisfaction, daily life service satisfaction, and psychological adaptation satisfaction. The content validity index (CVI) of the research instruments was 0.88. The Cronbach’s alpha coefficients for the Intercultural Communication Competence Scale and the Life Satisfaction Scale were 0.918 and 0.902, respectively. Data were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, hierarchical regression, and multiple regression.</p> <p> The findings were summarized according to the research objectives. First, overall ICC was significantly and positively correlated with overall life satisfaction (r = 0.642, p < 0.001) and significantly predicted life satisfaction (β = 0.565, p < 0.001), explaining 41.5% of the variance. Second, all dimensions of ICC were significantly and positively related to overall life satisfaction. Third, ICC was significantly and positively related to the dimensions of life satisfaction, with linguistic communication competence primarily predicting academic life satisfaction, non-verbal communication competence primarily predicting social life satisfaction, and cultural awareness and tolerance showing the strongest predictive effect on psychological adaptation satisfaction.</p> <p> The findings suggest that intercultural communicative competence plays an important role in international students’ life satisfaction and cross-cultural adaptation.</p>
Shuxuan Pang
Usaporn Klinkasorn
Qin Jian
Tanyavanun Punyathanaratana
Lalit Bunnag
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
66
75
-
A Study on the Relationship between the Blended Teaching Model and Learning Interest in University Basketball Courses: A Case Study of Guangxi University of Foreign Languages
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4108
<p> This study investigated the implementation of the blended teaching model and its relationship with students’ learning interest in university basketball courses at Guangxi University of Foreign Languages. The objectives were to: (1) examine the current level of blended teaching implementation, (2) analyze the relationship between the blended teaching model and overall learning interest, (3) explore the relationship between its dimensions and learning interest, and (4) determine its influence on different dimensions of learning interest.</p> <p> A quantitative research design was employed. The sample consisted of 252 undergraduate students selected through cluster sampling from six intact basketball classes. Data were collected using a structured questionnaire based on a five-point Likert scale. The instrument demonstrated acceptable reliability (Cronbach’s alpha > 0.80). Descriptive statistics, Pearson correlation, and regression analyses were conducted at the 0.05 significance level.</p> <p> The findings indicated that the blended teaching model was implemented at a moderately high level (M = 3.737, SD = 0.742). A significant positive correlation was found between the blended teaching model and overall learning interest (r = 0.728, p < 0.01). Both online preview (r = 0.502) and offline practice (r = 0.719) were positively related to learning interest, with offline practice showing stronger explanatory power (R² = 0.516). Moreover, the blended teaching model significantly predicted all dimensions of learning interest, including positive interest (β = 0.702), participation (β = 0.539), autonomous learning (β = 0.590), and course awareness (β = 0.566) (p < 0.001).</p> <p> These findings confirm that blended teaching effectively enhances students’ learning interest in university basketball courses.</p>
Xiangwen Deng
Usaporn Klinkasorn
Zhu Chuping
Tanyavanun Punyathanaratana
Lalit Bunnag
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
76
84
-
Research on the influence of the teaching method of badminton elective courses in Guangxi A College, China, on the sense of self-efficacy of college students
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4109
<p> This study investigated the influence of an integrated innovative This study investigated the influence of an integrated innovative teaching model in badminton elective courses on college students’ learning self-efficacy, skill mastery, and physical fitness at Guangxi A College, China. Grounded in Bandura’s self-efficacy theory, a quasi-experimental, non-equivalent control group pretest–posttest design was adopted over a 16-week intervention. A total of 157 students were selected through cluster sampling and assigned to a control group (traditional teaching, n = 40) and an experimental group (integrated model, n = 117). The experimental group received a structured intervention combining game-based (Weeks 1–6), task-driven (Weeks 7–12), and competition-based (Weeks 13–16) teaching methods, while the control group followed the conventional explanation–demonstration–imitation–practice model. Research instruments included physical fitness tests, standardized badminton skill assessments, and a validated Physical Education Learning Self-Efficacy Scale. Data were analyzed using paired and independent samples t-tests and analysis of covariance (ANCOVA).</p> <p> Results indicated no significant differences between groups at pretest (p > 0.05), confirming baseline equivalence. ANCOVA results indicated that, after the intervention, the experimental group demonstrated significantly higher scores in all three dimensions of badminton learning self-efficacy—learning competence, learning efficiency, and learning interest—compared with the control group (p < 0.01), with large effect sizes (Cohen’s d = 1.76–1.95). Significant improvements were also observed in badminton skill mastery (total score: 26.70 ± 3.67 vs. 19.31 ± 2.98, p < 0.01) and physical fitness (p < 0.05–0.01).</p> <p> The findings suggest that integrating competition-based, task-driven, and game-based strategies can effectively enhance students’ psychological confidence, technical performance, and physical development. The integrated teaching model provides empirical support for innovative, student-centered reform in university physical education.</p>
Xiaoxue Wei
Usaporn Klinkasorn
Luo Xiaoyu
Lalit Bunnag
Tanyavanun Punyathanaratana
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
85
94
-
ผลของการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาแฮนด์บอลที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4111
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาแฮนด์บอลที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของความฉลาดทางอารมณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาแฮนด์บอล เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาโดยใช้กีฬาแฮนด์บอลโดยใช้กีฬาแฮนด์บอลที่ จำนวน 8 แผน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 12 – 17 ปี สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติแบบไม่อิงพารามิเตอร์ (Wilcoxon sign-rank test) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระดับความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข ก่อนการจัดกิจกรรมในอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ( = 26.67, S.D. = 2.15), ( = 29.15, S.D. = 4.62) และ ( = 29.58, S.D. = 1.68) ตามลำดับ และหลังการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับปกติ ( = 49.85, S.D. = 4.79), ( = 55.30, S.D. = 6.57) และ ( = 49.55, SD =3.71 ตามลำดับ) และผลการเปรียบเทียบคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านเก่ง ด้านดี และด้านสุขหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ศุภัครณัฐ ก้องเวหา
นวลพรรณ ไชยมา
รจนา ป้องนู
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
104
113
-
แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4112
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 328 คน โดยเทียบกับตารางของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ลักษณะตอบสนองคู่ ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง จำนวน 9 คน โดยเลือกแบบเจาะจง ขั้นตอนที่ 2 ร่างแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของร่างแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ใช้แบบประเมินความเหมาะสม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 ท่าน โดยเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา พบว่า อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 โดยเรียงตามความต้องการจำเป็นและต้องการพัฒนา ได้ดังนี้ 1. ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ 3 แนวทาง 2. ด้านบุคคลรอบรู้ 3 แนวทาง 3. ด้านรูปแบบทางความคิด 3 แนวทาง 4. ด้านการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม 3 แนวทาง 5. ด้านการคิดเชิงระบบ 3 แนวทาง 6. ด้านวิสัยทัศน์ร่วม 3 แนวทาง ประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
แพรวิตรา ทองผา
อำนาจ ชนะวงศ์
จิราพร วิชระโภชน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
114
123
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ BBL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน จับใจความสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4113
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ BBL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) ทดลองใช้ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ BBL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ BBL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและข้อมูลพื้นฐานจากครูผู้สอนจำนวน 8 คน และนักเรียนจำนวน 11 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 รวมทั้งการทดลองใช้เบื้องต้น (Try-out) เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ณ โรงเรียนคำหมุนผดุงเวทย์ ระยะที่ 2 ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านบอนวิทยา จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ใช้เวลาจัดกิจกรรมรวม 8 ชั่วโมง และระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาด้านทักษะพื้นฐานในการแยกแยะใจความสำคัญ และขาดแรงจูงใจในการอ่าน ขณะที่ครูผู้สอนมีความต้องการนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความและสามารถนำไปใช้ได้จริง 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นอุ่นเครื่อง 2) ขั้นนำเสนอความรู้ 3) ขั้นลงมือเรียนรู้ 4) ขั้นสรุปความรู้ และ5) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ โดยมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 73/76 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และ 3) ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
วัชรา สิมมา
ณิชาภาท์ กันขุนทศ
นาตยา หกพันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
124
131
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโฟนิกส์ร่วมกับอักษรสี เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4114
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ และร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโฟนิกส์ร่วมกับอักษรสี เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) ทดลองใช้ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโฟนิกส์ร่วมกับอักษรสี และ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้และเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราก่อนเรียนและหลังเรียนตามเกณฑ์ 70/70 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและข้อมูลพื้นฐานจากครูผู้สอนจำนวน 8 คน และนักเรียนจำนวน 11 คน รวมทั้งทดลองใช้เบื้องต้น (Try-out) เพื่อหาประสิทธิภาพ ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ณ โรงเรียนคำหมุนผดุงเวทย์ ระยะที่ 2 ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสูงเนินวิทยาคม จำนวน 13 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ใช้เวลาจัดการเรียนรู้รวม 8 ชั่วโมง ระยะที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาด้านการอ่านสะกดคำตรงตามมาตรา ขณะที่ครูผู้สอนต้องการรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตรา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอ่านสะกดคำ ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโฟนิกส์ร่วมกับอักษรสี ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เรียนรู้เสียงตัวอักษร 2) ฝึกการประสมเสียง 3) รู้จักการเทียบเคียงเสียง 4) หัดอ่านเขียนเข้าใจคำ โดยมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 72/76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 3) นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านสะกดคำที่ตรงตามมาตราหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ปาริฉัตร สาระขันธ์
ณิชาภาท์ กันขุนทศ
นาตยา หกพันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
132
140
-
การอภิปรายเพื่อขัดเกลาแนวคิด (Neriage) ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4115
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการของการอภิปรายเพื่อขัดเกลาแนวคิด (Neriage) ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด กลุ่มเป้าหมายนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 14 คน ณ โรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกภาคสนาม เครื่องบันทึกวีดิทัศน์ เสียง และภาพนิ่ง วิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบแนวคิดของ ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ (2562) ผลการวิจัยสรุปตามนวัตกรรม TLSOA ที่เน้นกระบวนการของการอภิปรายเพื่อขัดเกลาแนวคิด 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การจัดลำดับแนวคิดในการนำเสนอ ครูจัดลำดับแนวคิดจากเข้าใจง่ายไปสู่แนวคิดที่ซับซ้อน โดยเรียงจาก การนับ การแทนค่า และการอ่านค่าจากตาราง ตามลำดับ 2) การเปิดโอกาสให้นักเรียนนำเสนอแนวคิดที่หลากหลาย นักเรียนนำเสนอแนวคิดทั้ง การนับ การแทนค่า และการอ่านค่าจากตาราง 3) การเปรียบเทียบแนวคิด แนวคิดมีความแตกต่างกัน แต่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน 4) การพัฒนาความเข้าใจเชิงลึกและการคิดอย่างเป็นระบบ แนวคิดการแทนค่าข้อดีคือถูกต้องตามหลักคณิตศาสตร์ แต่ข้อจำกัดคือความซับซ้อนของการคำนวณ และเลือกแนวคิดการอ่านค่าจากตารางซึ่งง่ายกว่าแนวคิดการแทนค่า จากผลการวิจัยดังกล่าว นักเรียนเกิดการขัดเกลาแนวคิดผ่านการนำเสนอ การเปรียบเทียบ การจัดลำดับ และการเลือกแนวคิดที่เหมาะสมกับ การแก้ปัญหา</p>
กวินวิทย์ เป้งคำภา
สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
141
152
-
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) ร่วมกับการเสริมแรงทางบวกเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4116
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning: BBL) ร่วมกับการเสริมแรงทางบวก เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และ 3) ประเมินผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเสริมแรงทางบวก โดยเปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้</p> <p> การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 8 คน และกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนิคมกุฉินารายณ์หมู่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E₁/E₂ และการทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีข้อจำกัดในการจดจำหลักเกณฑ์ของมาตราตัวสะกด เกิดความสับสนเมื่อต้องอ่านออกเสียงคำที่มีตัวสะกด และขาดความมั่นใจในการอ่านออกเสียง ขณะที่ครูผู้สอนมีความต้องการสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถกระตุ้นความสนใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2) การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมความพร้อมและกระตุ้นสมอง ขั้นนำเสนอความรู้ผ่านประสาทสัมผัส ขั้นลงมือปฏิบัติและฝึกฝน ขั้นสรุปความรู้และสร้างความคงทนในการจำ และขั้นประยุกต์ใช้และตอบแทนสังคม โดยสอดแทรกการเสริมแรงทางบวกผ่านการกล่าวคำชมเชย การให้รางวัล และการให้ข้อมูลย้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ในทุกขั้นตอน การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E₁/E₂ เท่ากับ 73.56/75.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้ และ 3) คะแนนทักษะการอ่านออกเสียงคำที่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ธีรโชติ สำราญใจ
ณิชาภาท์ กันขุนทศ
นาตยา หกพันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
153
163
-
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4117
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิค 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้ แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยจำนวน 8 คนและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนิคมกุฉินารายณ์หมู่ 2 จำนวน 19 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะ และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คนเพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ความสอดคล้อง และความเหมาะสม จากนั้นนำนวัตกรรมไปทดลองใช้เบื้องต้น (Try-out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสร้างแสน จำนวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและหาประสิทธิภาพเบื้องต้นตามเกณฑ์ 70/70 และระยะที่ 3 การทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนิคมกุฉินารายณ์หมู่ 2 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Selection)โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest–Posttest Design)ดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน ใช้เวลารวม 8 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ (E₁/E₂) และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในการจำแนกใจความสำคัญออกจากรายละเอียดสนับสนุน และขาดแรงจูงใจในการอ่าน ขณะที่ครูผู้สอนมีความต้องการนวัตกรรมที่ส่งเสริมการลำดับความคิดอย่างเป็นระบบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้จริง 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs จำนวน 5 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นการเรียนรู้ตั้งคำถาม (Learning to Question) 2) ขั้นการเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ (Learning to Search) 3) ขั้นการเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ (Learning to Construct) 4) ขั้นการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร (Learning to Communicate) และ 5) ขั้นการเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม (Learning to Serve) โดยบูรณาการร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิค 5W1H ได้แก่ ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) และอย่างไร (How) ผลการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม (E₁/E₂) มีค่าเท่ากับ 73.68/76.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่กำหนดไว้และ 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความสำคัญหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
พรพรรณ แย้มงาม
ณิชาภาท์ กันขุนทศ
นาตยา หกพันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
164
174
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4118
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นด้านภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 รวมถึงศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการที่เหมาะสมต่อบริบทของสถานศึกษาในพื้นที่ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเป็นขั้นแรก แล้วจึงดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อขยายความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริหารและบริบทจริงของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูจำนวน 306 คน โดยวิธีการใช้ตารางของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ สถิติการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการในสภาพปัจจุบันของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของบุคลากรที่ต้องการเห็นบทบาทเชิงผู้ประกอบการสูงกว่าที่ปรากฏในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการจำเป็นรวม เท่ากับ 0.263 และเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรก ได้แก่ ด้านการสร้างนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ รองลงมาคือด้านความกล้าเสี่ยง และด้านการแสวงหาโอกาส</p> <p> ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสนับสนุนทิศทางเดียวกัน โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาผู้บริหารควรมุ่งเสริมสร้างทักษะการคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการประเมินสถานการณ์ที่ซับซ้อน การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การสร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากร ตลอดจนการแสวงหาและใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ในบริบทการทำงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก</p>
ณิชาภา ศรีพันธุ์
กุหลาบ ปุริสาร
อาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
175
182
-
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4119
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษา 99 คน และครูผู้สอน 198 คน รวม 297 คน โดยการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>Modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) สภาพปัจจุบันของสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความฉลาดรู้ทางดิจิทัล ด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง และด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์</p> <p> 2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำในอนาคตประกอบด้วย 15 แนวทาง ได้แก่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง 5 แนวทาง การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล 4 แนวทาง การบริหารเชิงกลยุทธ์ 3 แนวทาง และการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร 3 แนวทาง มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และการนำไปใช้ประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หน่วยงานต้นสังกัดควรนำแนวทางที่ได้จากการวิจัยไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา โดยเน้นการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหาร ส่วนข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ผู้บริหารควรพัฒนาทักษะการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อการตัดสินใจและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ และข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรขยายการศึกษาไปยังเขตพื้นที่อื่นหรือศึกษาภาวะผู้นำในมิติอื่น เช่น ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมหรือเชิงดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง</p>
นันทพร ภูครองนาค
กุหลาบ ปุริสาร
อาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
183
190
-
ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการบริหารการฝึกปฏิบัติและสาระการฝึกปฏิบัติวิชาชีพบริหารการศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4120
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการบริหารการฝึกปฏิบัติและสาระการฝึกปฏิบัติวิชาชีพบริหารการศึกษากับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาในรายวิชาปฏิบัติการวิชาชีพบริหารการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตัวอย่างได้แก่นักศึกษาจำนวน 41 คน ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และผู้บริหารพี่เลี้ยง 45 คน และอาจารย์นิเทศก์ 3 คน ใช้เป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติ ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s r) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีการปฏิบัติกิจกรรมการบริหารการฝึกปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด และมีการปฏิบัติตามสาระการฝึกปฏิบัติวิชาชีพบริหารการศึกษาอยู่ในระดับดีมาก กิจกรรมการบริหารการฝึกปฏิบัติและสาระการฝึกปฏิบัติวิชาชีพบริหารการศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถร่วมกันพยากรณ์ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาได้ร้อยละ 61.30 โดยสาระการฝึกปฏิบัติวิชาชีพบริหารการศึกษา(β=0.604) มีอำนาจพยากรณ์สัมพัทธ์สูงกว่ากิจกรรมการบริหารการฝึกปฏิบัติ (β=0.262) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสะท้อนว่านักศึกษาได้รับประโยชน์จากการฝึกปฏิบัติ สามารถพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านการบริหารการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับจากผู้บริหารพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ตามเป้าหมายของหลักสูตรและรายวิชา</p>
กล้า ทองขาว
พงษ์ภิญโญ แม้นโกศล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
191
204
-
ปัจจัยด้านคุณลักษณะของสถาบันอุดมศึกษาที่มีต่อประสิทธิผลของการจัดการความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4129
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของสถาบันอุดมศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการความรู้ และ 2) ศึกษาปัจจัยการจัดการในสถาบันอุดมศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการความรู้ในประเทศไทย การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารหรือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 385 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ One-way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย 1) ปัจจัยคุณลักษณะของสถาบันอุดมศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นภาคกลาง มีจำนวนบุคลากร มากกว่า 100 คน และส่วนใหญ่สังกัดสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ 2) ปัจจัยการจัดการความรู้ในสถาบันอุดมศึกษา พบว่า ด้านภาวะผู้นำ (การสนับสนุนการจัดการความรู้) มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) ปัจจัยประสิทธิผลการจัดการความรู้ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย พบว่า ด้านการสร้างความรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 4) การทดสอบความแปรปรวนของกลุ่มข้อมูลในการวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิผลการจัดการความรู้ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย จำแนกตามปัจจัยคุณลักษณะของสถาบันอุดมศึกษา พบว่า สถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา/วิทยาเขต ด้านจำนวนบุคลากร (ผู้บริหารและอาจารย์) และด้านประเภทของสถาบันอุดมศึกษาที่สังกัด แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5) การวิเคราะห์ปัจจัยการจัดการความรู้ในสถาบันอุดมศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการความรู้ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยภาพรวมร้อยละ 78.5 (Adjusted R2 = .785) โดยมีปัจจัยด้านภาวะผู้นำ (การสนับสนุนการจัดการความรู้) ด้านกลยุทธ์ในการจัดการความรู้ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์และระบบจูงใจ และด้านวัฒนธรรมองค์กร ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการความรู้ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านการวัดและการประเมินผล ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการความรู้ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
กมลชนก เขียวแก้ว
เกียรติชัย วีระญาณนนท์
ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
205
217
-
อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจ โดยมีความพึงพอใจเป็นตัวแปรส่งผ่านของนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จังหวัดแพร่
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4130
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการสื่อสารการตลาด ความพึงพอใจ และการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จังหวัดแพร่ และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยมีความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวเป็นตัวแปรส่งผ่าน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังอุทยานแห่งชาติดอยผากลอง จำนวน 300 คน ซึ่งเลือกด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นโดยรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.845 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (Partial Least Squares Structural Equation Modeling: PLS-SEM)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาด ความพึงพอใจ และการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อยู่ในระดับมาก การสื่อสารการตลาดมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว (β = 0.66) และความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว (β = 0.69) ขณะที่ความพึงพอใจมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว (β = 0.31) นอกจากนี้ การสื่อสารการตลาดยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวผ่านความพึงพอใจในฐานะตัวแปรส่งผ่าน (β = 0.22) แสดงให้เห็นว่า การสื่อสารการตลาดที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ ไม่เพียงช่วยกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางโดยตรง แต่ยังช่วยสร้างความคาดหวังและประสบการณ์เชิงบวกที่นำไปสู่ความพึงพอใจและการตัดสินใจท่องเที่ยว องค์ความรู้สำคัญจากการวิจัยคือการยืนยันบทบาทของความพึงพอใจในฐานะกลไกเชื่อมโยงระหว่างการสื่อสารการตลาดกับการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถนำไปใช้พัฒนากลยุทธ์การสื่อสารและการจัดการประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
ศุภศิษฏ์ ทองคำ
สุมาลี รามนัฏ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
218
229
-
การพัฒนาทักษะการอ่านผันวรรณยุกต์อักษรกลาง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4131
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการอ่านผันวรรณยุกต์อักษรกลางของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 รวมทั้งพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริม ทักษะการอ่านผันวรรณยุกต์อักษรกลาง โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหา ออกแบบ สร้าง และประเมินนวัตกรรม ระยะที่ 2 การทดลองใช้การจัดการเรียนรู้ และระยะที่ 3 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้มีความสมบูรณ์การทดลองใช้เบื้องต้น (Try Out) ดำเนินการกับ นักเรียนโรงเรียนหนองบัวใน จำนวน 16 คน เพื่อนำผลไปปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และตรวจสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม จากนั้นนำรูปแบบที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนโรงเรียนหัวงัววิทยาคม จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) แล้วนำผลการทดลองมาเปรียบเทียบทักษะการอ่านก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อสรุปผลและรับรอง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของนวัตกรรม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีปัญหาด้านทักษะพื้นฐานในการอ่านผันวรรณยุกต์อักษรกลาง ไม่สามารถแยกเสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรีและเสียงจัตวาได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังขาดความกระตือรือร้นในการอ่าน ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแบบฝึก ทักษะ มีค่าเท่ากับ 72.4/74.5 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์และ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 70/70 นอกจากนี้ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีคะแนนทักษะการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
สุภาวิณี พรมพนารักษ์
ณิชาภาท์ กันขุนทศ
นาตยา หกพันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
230
239
-
ความผูกพันในงานฐานะตัวแปรคั่นกลางระหว่างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความพึงพอใจในงานที่มีอิทธิพลต่อผลประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถขนส่งในภาคอุตสาหกรรมการขนส่งขนาดเล็กในเขตจังหวัดสมุทรปราการ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4133
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงาน ความผูกพันในงาน และผลการปฏิบัติงานของพนักงาน และ 2) วิเคราะห์บทบาทของความผูกพันในงานในฐานะตัวแปรคั่นกลางระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความพึงพอใจในงาน และผลการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถขนส่งในภาคอุตสาหกรรมการขนส่งขนาดเล็กในจังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานขับรถขนส่งหน้างานและพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในองค์กร จำนวน 200 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ Hair et al. (2019) และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.897 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมาก ส่วนความพึงพอใจในงาน ความผูกพันในงาน และผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง 2) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันในงาน ขณะที่ความพึงพอใจในงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันในงานและผลการปฏิบัติงาน และความผูกพันในงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลการปฏิบัติงาน แต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านความผูกพันในงาน ส่วนความพึงพอใจในงานมีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านความผูกพันในงาน โดยแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่ยอมรับได้ และ 4) องค์ความรู้สำคัญจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความผูกพันในงานเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่เชื่อมโยงปัจจัยด้านภาวะผู้นำและความพึงพอใจในงานไปสู่ผลการปฏิบัติงาน ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำ สภาพแวดล้อมการทำงาน และความผูกพันในงาน เพื่อยกระดับผลการปฏิบัติงานของพนักงานในภาคอุตสาหกรรมการขนส่งขนาดเล็ก</p>
สุพัตรา มินเสน
สุมาลี รามนัฏ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
240
253
-
แนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4135
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้างาน และหัวหน้าแผนก สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 จำนวน 7 วิทยาลัย รวม 152 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขั้นตอนที่ 2 นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ นักวิชาการ ผู้บริหารสถาบันอาชีวศึกษา ผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์การทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 9 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการตรวจสอบความสำเร็จและประเมินกลยุทธ์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 ประกอบด้วยรายการปฏิบัติ 20 รายการ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม มี 5 รายการ เช่น สถานศึกษาเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลในระบบฐานข้อมูลกลางแบบต่อเนื่อง ด้านที่ 2 การกำหนดกลยุทธ์ มี 6 รายการ เช่น สถานศึกษาใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ออกแบบแผนและออกแบบทิศทาง บนฐานข้อมูลจริง ด้านที่ 3 การปฏิบัติตามกลยุทธ์ มี 5 รายการ เช่น สถานศึกษาบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลทรัพยากรทั้งหมด เข้าด้วยกันเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และด้านที่ 4 การตรวจสอบความสำเร็จและประเมินกลยุทธ์ มี 4 รายการ เช่น สถานศึกษาสร้างระบบติดตามผลแบบเรียลไทม์ รายงานผ่านดิจิทัลด้วยช่องทางที่หลากหลายและแจ้งเตือนอัตโนมัติ วิเคราะห์ผลเชิงลึกด้วยสถิติและฐานข้อมูลและนำข้อมูลจากการตรวจสอบมาใช้พัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง</p>
จิตติมาพร จันทร์ลา
วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง
วีรภัทร ภัทรกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
269
283
-
แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4136
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 2) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 วิธีดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่สอนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 รวมทั้งสิ้น 314 คน ได้มาโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของสถานศึกษา ในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ได้แก่ 1) แพลตฟอร์มสื่อสังคม ควรส่งเสริมให้พัฒนาทักษะการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก วัดและประเมินผลลัพธ์พร้อมทั้งสะท้อนคิดเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2) แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเสมือนจริง/เกม ควรส่งเสริมให้ครูพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง/เกม สื่ออินเทอร์แอคทีฟ และการจำลองสถานการณ์ เพื่อช่วยอธิบายเนื้อหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น 3) แพลตฟอร์มสื่อวีดิทัศน์ ควรส่งเสริมให้ครูประยุกต์ใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านผ่านสื่อวีดิทัศน์คุณภาพและกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมของทั้งครูและนักเรียน 4) แพลตฟอร์มห้องเรียนดิจิทัล ควรส่งเสริมให้ครูใช้แพลตฟอร์มหลากหลายออกแบบกิจกรรมพัฒนาการคิดวิเคราะห์และคิดเชิงวิพากษ์ โดยมีระบบสนับสนุนในระดับโรงเรียน</p>
ธวัลกร ทองแดง
วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง
วีรภัทร ภัทรกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
284
296
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR-TA: Directed Reading-Thinking Activity ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4137
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR – TA ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR – TA ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3 ) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR – TA ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำปาววิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 36 คน โดยใช้เทคนิคการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ DR – TA 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ DR – TA สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และสถิติทดสอบค่าก่อน–หลังทดลองแบบกลุ่มเดียว (t-Dependent)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR – TA ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.17 /80.37 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่จัดกิจกกรมการเรียนรู้แบบ DR – TA ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบ DR – TA ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, = 0.10)</p>
ณัฐวดี ไวเบิล
ภูษิต บุญทองเถิง
สุรกานต์ จังหาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
297
308
-
การพัฒนาทักษะการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SSCS ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4138
<p> การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SSCS ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ของนักเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SSCS ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 24 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดทักษะการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SSCS ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 78.30/81.27 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ SSCS ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีทักษะการแก้โจทย์คณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ SSCS ร่วมกับเกมคณิตศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ธนาสวัสดิ์ ชินเพ็ชร
ภูษิต บุญทองเถิง
ธัญญลักษณ์ เขจรภักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
309
321
-
ประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้ว อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4139
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้ว 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้ว และ 3) เสนอแนวทางประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้ว กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนผู้มีรายชื่อในกลุ่มเข้าข่ายต้องเสียภาษี จำนวน 349 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม ประกอบไปด้วยเนื้อหา 3 ส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ T - test และ F - test ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.849</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. ระดับประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า รองลงมา คือ ด้านการให้บริการอย่างทันเวลา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค</p> <p> 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้ว พบว่า โดยภาพรวมประชาชนที่มีเพศ และเป็นกลุ่มผู้เสียภาษีต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้ว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประชาชนที่มีอายุ อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการให้บริการ การจัดเก็บภาษีขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุงแก้วไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3. แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ ได้แก่ พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่</p>
อนุสรณ์ แพงน้อย
บุญเหลือ บุบผามาลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
322
332
-
แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากลของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4140
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากลของครู และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากลของครู วิธีดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ศึกษาระดับบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากลของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (IS) จำนวน 154 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. แนวทาง การพัฒนาบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากลของครู ผู้ให้ข้อมูลหลักคือ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา นักวิชาการศึกษา/ศึกษานิเทศก์ โดยเลือกแบบเจาะจง จํานวน 9 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากลของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยาอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เทียบเคียงมาตรฐานสากลของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยบทบาท 5 ด้าน จำนวน 43 แนวทาง ดังนี้ 1. บทบาทในการออกแบบกำหนดทิศทางมี 8 แนวทาง เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน 2. บทบาทการสร้างความสัมพันธ์และวัฒนธรรมขององค์กร มี 14 แนวทาง เช่น การบูรณาการภาษาอังกฤษกับเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การสร้างวัฒนธรรมค่านิยมองค์กรที่สนับสนุนการใช้ภาษา การเชื่อมโยงการวิจัย นวัตกรรมกับชุมชน แหล่งเรียนรู้จริงควรส่งเสริมให้ครูและนักเรียนทำวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาชุมชน 3. บทบาทการสนับสนุนและบริหารจัดการทรัพยากร มี 5 แนวทาง เช่น การเชื่อมโยงสื่อดิจิทัลกับการเรียนรู้เชิงบูรณาการการพัฒนาผู้เรียน 4. บทบาทด้านการส่งเสริมพัฒนาครูและบุคลากร มี 7 แนวทาง เช่น การพัฒนาศักยภาพด้านภาษาอย่างต่อเนื่อง การสร้างนโยบายและแรงจูงใจ 5. บทบาทด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลมี 9 แนวทาง เช่น การสร้างระบบประเมินผลอย่างเป็นระบบและรอบด้าน การติดตามและสะท้อนผลการประยุกต์ใช้วิจัย เพื่อให้การส่งเสริมการจัดการเรียน การสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากลของครูในสถานศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
นภาพร ทองกลม
ธีระวัฒน์ มอนไธสง
วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
333
349
-
คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4141
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง จำนวน 103 คน ซึ่งผู้วิจัยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.832สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.06) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม (μ = 4.57) รองลงมา คือ ด้านความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน (μ = 4.45) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (μ = 3.45) 2. ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ทำงาน โดยภาพรวมพบว่าบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ทำงานต่างกัน มีคุณภาพชีวิตในการทำงานไม่แตกต่างกัน และ 3. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ โดยใช้หลอดไฟที่เหมาะสมและเพิ่มช่องระบายอากาศหรือพัดลมระบายอากาศในจุดอับ</p>
ทัชชวนันท์ โพธิ์เวียง
สุปัน สมสาร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
350
359
-
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4142
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ 2) เปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ 145 คน ซึ่งผู้วิจัยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.834สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.73) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการได้รับการยอมรับ (μ = 4.05) รองลงมา คือ ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ (μ = 3.88) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความสำเร็จในการทำงาน (μ = 3.53)</p> <p> 2. ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยภาพรวมพบว่าบุคลากรที่มีเพศต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในเทศบาลตำบลพรเจริญ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนบุคลากรที่มีอายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในเทศบาลตำบลพรเจริญ ไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3. ข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลตำบลพรเจริญ ได้แก่ กำหนดเป้าหมายการทำงานรายบุคคล/หน่วยงาน ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเทศบาล</p>
ปรีชา ตรงดี
โกศล สอดส่อง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
360
369
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4143
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขต และ 3) ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง จำนวน 374 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.748 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่าโดยภาพรวมประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ไม่แตกต่างกัน และ 3. ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ได้แก่ จัดเวทีประชาคมในระดับหมู่บ้านและตำบลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้แสดงความคิดเห็น</p>
ภัทรวดี ชวนประกอบ
พนิต ศรีประดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
370
378
-
คุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนของที่ทำการปกครอง อำเภอกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4144
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน 2) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่มาใช้บริการ จำนวน 382 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.875 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. คุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนของที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้า รองลงมา คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ</p> <p> 2. ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนของที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ พบว่าโดยภาพรวมประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนของที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3. ข้อเสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนของที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ จัดอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนเป็นประจำ</p>
อดิศร กุดแถลง
พนิต ศรีประดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
379
389
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4145
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ 2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลพรเจริญ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 382 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม ประกอบไปด้วยเนื้อหา 3 ส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ T - test และ F - test ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.946</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รองลงมาคือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล</p> <p> 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยภาพรวมพบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกัน มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3. ข้อเสนอแนะ แนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ จัดเวทีประชาคมระดับหมู่บ้าน/ชุมชน/ตำบล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น เสนอปัญหา ความต้องการ และแนวทางพัฒนา</p>
กฤษฎา มาตรวิจิตร
บุญเหลือ บุบผามาลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
390
399
-
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4147
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ 2) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือบุคลากรที่ปฏิบัติงานในเทศบาลเมืองบึงกาฬ 340 คน ซึ่งผู้วิจัยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.933 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.66) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านนโยบายและการบริหาร (μ = 4.59) รองลงมา คือ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ (μ = 3.85) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน (μ = 3.37)</p> <p> 2. ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ ที่จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยภาพรวมพบว่า บุคลากรที่มีเพศต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนบุคลากรที่มีอายุ ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ ไม่แตกต่างกัน</p> <p> 3. ข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเทศบาลเมืองบึงกาฬ ได้แก่ จัดทำแผนปฏิบัติงานรายบุคคล/รายฝ่าย โดยมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเทศบาล</p>
วัชรพล วะเกิดเป้ง
โกศล สอดส่อง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
400
410
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4148
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 285 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 19 คน และครู 266 คน ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิแบบไม่เป็นสัดส่วนและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและค่าเอฟ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2. จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง และประสบการณ์ทำงานไม่แตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษาแตกต่างกัน<br>อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจของสถานศึกษา (F = 649, p = 0.010) โดยกลุ่มปริญญาตรีและปริญญาโทมีความคิดเห็นสูงกว่าปริญญาเอก และด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการศึกษา (F = 3.227, p = 0.041) โดยกลุ่มปริญญาโทมีความคิดเห็นสูงกว่าปริญญาเอก</p> <p> 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจน การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบท การส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน และการนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา</p>
เจนจิรา นิ่มวัฒนกุล
กุลจิรา รักษนคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
411
426
-
ผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตนนทบุรี 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4149
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2. เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตนนทบุรี 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ได้แก่ ครูผู้สอน สหวิทยาเขตนนทบุรี 3 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 252 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม และการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลากเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที สถิติค่าเอฟ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตนนทบุรี 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตนนทบุรี 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน มีความคิดเห็นโดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่ วิทยฐานะ มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ ขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวม มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3.ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดและสื่อสารวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู มุ่งพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างบรรยากาศทางวิชาการที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดำเนินการนิเทศและพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
นารีรัตน์ สุขเสถียร
นิษรา พรสุริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
427
440
-
ผลกระทบของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตจังหวัดปทุมธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4167
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตจังหวัดปทุมธานี และ 2) ทดสอบผลกระทบของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตจังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน ได้มาจากการคำนวณตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความตรงด้านเนื้อหา (IOC) ระหว่าง 0.66-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อยู่ระหว่าง 0.491-0.843 และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอยู่ระหว่าง 0.623-0.845 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความถี่ในการใช้งาน ด้านระยะเวลาในการใช้งาน ด้านวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และด้านระดับการมีส่วนร่วม มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้ง 4 ด้าน มีผลกระทบเชิงบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมทักษะการใช้งานเทคโนโลยีที่ถูกต้องและปลอดภัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน</p>
ธีระยุทธ์ ขุนศรีแก้ว
ประทีป หมื่นหาญ
สมนึก การีเวท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
441
451
-
ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4168
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาแนวทาง การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane. 1973) วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นหน่วยการสุ่มและสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยการจับสลาก ได้กลุ่มตัวอย่างครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 241 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (t-test) สถิติค่าเอฟ (F-test) และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวทางการพัฒนา การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> การวิจัยพบว่า</p> <p> 1. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก</p> <p> 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต สายไหม กรุงเทพมหานคร พบว่า เพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษาที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน แต่ระดับการศึกษา มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และอายุที่ต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความไว้วางใจ: ส่งเสริมการทำงานอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส ยุติธรรม และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือ ความผูกพัน และยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ด้านความยุติธรรม: ส่งเสริมการบริหารงานอย่างเสมอภาค โปร่งใส ยึดหลักเหตุผล เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ขวัญกำลังใจ และความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3) ด้านความรับผิดชอบ: ส่งเสริมองค์กรให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่น กล้ารับผิดชอบ ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือ และพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) ด้านความน่าเคารพ: ส่งเสริมองค์กรให้เป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม ปฏิบัติต่อบุคลากรด้วยความสุภาพ เป็นธรรม และให้เกียรติ เพื่อสร้างความศรัทธา ความไว้วางใจ และบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการพัฒนา และ 5) ด้านความซื่อสัตย์ สุจริต: ส่งเสริมองค์กรให้ยึดมั่นความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล</p>
เสาวนีย์ ใจช่วง
อัจศรา ประเสริฐสิน
ปัทมา รูปสุวรรณกุล
นันทนา ชวศิริกุลฑล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
452
464
-
แนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4169
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 4) สร้างแนวทางการพัฒนาปัจจัยดังกล่าวของโรงเรียนมัธยมศึกษาการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผล และสร้างแนวทางการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนมัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ จำนวน 147 แห่ง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan จากประชากร 238 แห่ง ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา และสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลาก ได้ผู้ให้ข้อมูลรวม 246 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่า 0.861 และแบบประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา (ค่าเฉลี่ย, S.D.) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน Stepwise Multiple Analysis</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านสมรรถนะบุคลากรและการทำงานเป็นทีมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านโครงสร้างองค์การที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ปัจจัยที่สามารถพยากรณ์ความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 มี 5 ปัจจัย อธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 90.50 (R2= .905) ได้แก่ ความคล่องตัวตามแนวคิดของ Agile บรรยากาศองค์การ, ภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์การ, ระบบจัดการเทคโนโลยี การสื่อสาร และการประเมินผล และกลยุทธ์ที่สนับสนุนนวัตกรรม โดยสมการรูปคะแนนดิบคือ Y ̂ = 0.470 + 0.278(X8) + 0.205(X7) + 0.188(X5) + 0.144(X3) + 0.127(X1) สมการคะแนนมาตฐานคือ ZY = 0.351(Zx8) + 0.256(Zx7) + 0.224(Zx5) + 0.174(Zx3) + 0.142(Zx1) แนวทางการพัฒนาปัจจัยทั้ง 5 ด้าน มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด</p>
ไอรฎา วงค์เขียว
ศรุดา ชัยสุวรรณ
กรองทิพย์ นาควิเชตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
465
479
-
การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานสืบค้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนหนองบัววิทยายน
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4170
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ: 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานสืบค้นตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งสองวิชา และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนหนองบัววิทยายน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1จำนวน 43 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ วิชาละ 5 แผน (รวม 20 ชั่วโมง) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาละ 30 ข้อ (IOC 0.67–1.00, อำนาจจำแนก 0.45–0.64, ความเชื่อมั่น 0.95) และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent Samples t-test, One-Sample t-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานสืบค้น (E1/E2) เท่ากับ 80.31/82.82 และ 80.38/82.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 5) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
วรรณภา นันทะแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
480
494
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรจากตะไคร้หอมบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสเปรย์ตะไคร้หอม ตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4171
<p> การการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และอุปสรรค ของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกตะไคร้หอมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสเปรย์ตะไคร้หอม ตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรจากตะไคร้หอมบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น และ3) ส่งเสริมทางการตลาดและช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรจากตะไคร้หอม เป็นการวิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) โดยการผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ ข้อมูลแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างและกลุ่มเป้าหมาย คือ 1) ผู้ปลูกสมุนไพร ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพรที่ใช้ในชุมชน จำนวน 5 คน 2) ผู้แปรรูปสมุนไพรเพื่อจำหน่าย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสเปรย์ตะไคร้หอม จำนวน 10 คน และผู้บริโภคในชุมชน จำนวน 400 คนที่มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญและตามสะดวก (Accidental and Convenience Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า:</p> <p> 1. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน คือ ขาดความรู้เชิงลึกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ขาดช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และขาดการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก</p> <p> 2. ผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพรตะไคร้หอมที่พัฒนาขึ้น (เช่น น้ำมันงาและสเปรย์ตะไคร้หอม) ได้รับความพึงพอใจจากผู้บริโภคอยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D. = 0.61) แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ รูปลักษณ์ และบรรจุภัณฑ์ มีมาตรฐานความปลอดภัย เหมาะสมที่จะนำไปผลิตและต่อยอดสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์จริง</p> <p> 3. การส่งเสริมการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่าสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.65, S.D. = 0.19) ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมอบรมสามารถยกระดับองค์ความรู้และทักษะการทำตลาดทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถนำไปต่อยอดในการสร้างรายได้ เสริมสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน</p>
อภิรักษ์ ชาญศึก
รวัฒน์ มันทรา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
495
507
-
สิทธิที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจอัตโนมัติในยุคปัญญาประดิษฐ์: การวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย กับกรอบกฎหมาย GDPR และ AI Act ของสหภาพยุโรป
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4172
<p> การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ระบบการตัดสินใจอัตโนมัติ (Automated Decision-Making: ADM) ในการพิจารณาสินเชื่อ การคัดกรองบุคลากร และการประเมินความเสี่ยงด้านประกันภัย ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ยังปราศจากบทบัญญัติคุ้มครองที่เทียบเท่ากรอบกฎหมายของสหภาพยุโรป บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หลักการและกลไกการคุ้มครองสิทธิที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจอัตโนมัติตามกรอบกฎหมาย GDPR มาตรา 22, EU AI Act มาตรา 86 และบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของ CJEU 2) วิเคราะห์และจำแนกช่องว่างทางกฎหมายของ PDPA พ.ศ. 2562 ในประเด็นการคุ้มครองเจ้าของข้อมูลจากการตัดสินใจอัตโนมัติ 3) วิเคราะห์เปรียบเทียบกลไกทางกฎหมายของทั้งสองระบบโดยใช้ Functional Equivalence Method และ 4) เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายไทยเพื่อยกระดับการคุ้มครองเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในบริบทของปัญญาประดิษฐ์</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยกฎหมายเชิงหลักการ (Doctrinal Legal Research) ผสานกับการวิเคราะห์กฎหมายเปรียบเทียบตามแนวทางความเท่าเทียมทางหน้าที่ (Functional Equivalence) ของ Zweigert และ Kötz ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมแหล่งข้อมูลปฐมภูมิของสองระบบกฎหมาย ได้แก่ GDPR มาตรา 4, 13–15, 22 และ 35 พร้อม Recitals 71–73, EU AI Act มาตรา 3, 5, 6, 9, 14, 59 และ 86, บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของ CJEU ในคดี SCHUFA Holding (C-634/21) และ Dun & Bradstreet Austria (C-203/22), แนวปฏิบัติของ EDPB และ PDPA พ.ศ. 2562 พร้อมกฎหมายลำดับรอง การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์ตัวบทกฎหมาย (Doctrinal Analysis) การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงหน้าที่ (Functional Equivalence Method) และการวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมาย (Gap Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบกฎหมายของสหภาพยุโรปใช้ระบบการคุ้มครอง 4 ชั้น ได้แก่ (1) GDPR มาตรา 22 ที่วางข้อห้ามพร้อมข้อยกเว้น 3 ประการและมาตรการคุ้มครองบังคับ รวมถึงการแทรกแซงโดยมนุษย์ (Human Intervention) สิทธิโต้แย้ง และสิทธิได้รับคำอธิบายอัลกอริทึม (2) EU AI Act มาตรา 14 และ 86 ที่กำหนดการกำกับดูแลโดยมนุษย์ตั้งแต่การออกแบบ (Human Oversight-by-Design) (3) บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของ CJEU ที่วางหลัก Determining Role Test และมาตรฐานกระบวนการและหลักการที่นำมาใช้จริง และ (4) มาตรการ Soft Law ของ EDPB และ 2) PDPA มีช่องว่างทางกฎหมาย 5 ประการ ได้แก่ การขาดสิทธิปฏิเสธ ADM การขาดการกำกับดูแลการจัดทำโปรไฟล์ (Profiling) ความโปร่งใสของอัลกอริทึมที่ไม่เพียงพอ การขาดบทบัญญัติเรื่องการประเมินผลกระทบ (DPIA) และกลไกบังคับใช้ที่อ่อนแอ ส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างสองระบบกฎหมายมีลักษณะเป็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างในหลายมิติ (Multidimensional Structural Divergence)</p> <p> โดยสรุป ผู้วิจัยเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม PDPA โดยบัญญัติมาตรา 32/1 เพื่อรับรองสิทธิที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจอัตโนมัติ กำหนดหน้าที่การแทรกแซงโดยมนุษย์อย่างมีความหมาย หน้าที่ด้านความโปร่งใสของอัลกอริทึม และการบังคับจัดทำ DPIA สำหรับ ADM ที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมมาตรการเร่งด่วนผ่านการออกแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ทั้งนี้ มาตรา 32/1 ดังกล่าวมีสถานะเป็นข้อเสนอของผู้วิจัย มิใช่บทบัญญัติที่มีอยู่ในกฎหมายปัจจุบัน</p>
ณรงค์วิชย์ มหาศิริกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
508
523
-
แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4173
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 276 คน โดยตาราง Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ลักษณะตอบสนองคู่ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และ 0.93 ผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุข สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง และประเมินความเหมาะสม เป็นแบบสอบถามมาตราประมาณค่า 5 ระดับ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 ท่าน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น โดยใช้วิธี Priority Needs Index (PNI <sub>modified</sub>) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. สภาพปัจจุบัน การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.93, S.D. = 0.25) สภาพที่พึงประสงค์ การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.76, S.D. = 0.31) ความต้องการจำเป็นการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น PNI <sub>Modified</sub> = 0.211</p> <p> 2. แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์ มีทั้งหมด 6 ด้าน ประกอบด้วย 18 แนวทางย่อย ผลการประเมินความเหมาะสมของแนวทางการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
อภินันท์ วิชัย
อำนาจ ชนะวงศ์
จิราพร วิชระโภชน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
524
534
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับการบริหารงาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4174
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 2. เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 3.เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักการคำนวณของยามาเน่ ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 319 คนวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นหน่วยการสุ่ม และวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง (r = .730) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ปริตา จงภักดี
นิษรา พรสุริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-30
2026-08-30
6 2
543
553
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4175
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ แนวทาง และพัฒนารูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 มี 2 ขั้นย่อย คือ ขั้นที่ 1.1 ศึกษาสภาพการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 320 โรงเรียน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นที่ 1.2 ศึกษาแนวทางการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กกับผู้บริหารสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล เชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก โดยจัดประชุมกลุ่มสนทนากับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของร่างรูปแบบ และขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้างานวิชาการ จำนวน 60 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก โดยภาพรวมมีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ผู้บริหารต้องสร้างวิสัยทัศน์แบบมีส่วนร่วมและพัฒนาครูผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพข้ามโรงเรียนเพื่อให้เครือข่ายความร่วมมือมีประสิทธิภาพ 2) ความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบรูปแบบการบริหารเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ฐวีร์สุดา เกียรติศิรินทรา
ศรุดา ชัยสุวรรณ
กรองทิพย์ นาควิเชตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-30
2026-08-30
6 2
554
565
-
รูปแบบการบริหารตามแนวคิดการให้คำปรึกษาชี้แนะ (Coaching and Mentoring) เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4178
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบ สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของรูปแบบการบริหารตามแนวคิดการให้คำปรึกษาชี้แนะ (Coaching and Mentoring) เพื่อส่งเสริมทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่มีต่อทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ผลการเรียนรู้ของนักเรียน และความพึงพอใจของนักเรียน ดำเนินการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) 4 ระยะ ระยะที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญกึ่งโครงสร้างจำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับสำรวจสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์จากครู 24 คน ด้วยแบบสอบถามแบบตอบสนองคู่และวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนารูปแบบโดยอาศัยผลจากระยะที่ 1 ร่วมกับการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกับครูกลุ่มเดิม 24 คน ด้วยแบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One Group Pretest–Posttest Design) เป็นเวลา 1 ภาคเรียน (17 สัปดาห์) และระยะที่ 4 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบกับครูกลุ่มเดิม 24 คน และนักเรียน 696 คน ของโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2567</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า CM-ALT Model (Coaching and Mentoring for Active Learning Transformation) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง ระบบ Coaching และ Mentoring การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และระบบสนับสนุนและการจัดการ ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ COACH Process 5 ขั้นตอน ได้แก่ Commit & Clarify, Organize Coaching, Apply & Assist, Check & Challenge และ Harvest & Highlight ผลการประเมินความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ในระดับสูง (PNI Modified = 0.49) โดยด้านระบบ Coaching และ Mentoring มีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI Modified = 0.63) รูปแบบมีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ในระดับดีมาก (IOC เฉลี่ย = 0.96) และได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติในระดับมากที่สุด (M = 4.55) ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ ครูมีทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากระดับพอใช้ (M = 2.55) เป็นระดับดีมาก (M = 4.36) (t(23) = 16.84, p < .001, Cohen's d = 3.35) ผลการเรียนรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47.30 เป็นร้อยละ 74.34 ของคะแนนเต็ม (p < .001) และสัดส่วนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39.80 เป็นร้อยละ 87.36 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับมากที่สุด (M = 4.52) ทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับผลการเรียนรู้ของนักเรียน (r = .82) และร่วมกับสมรรถนะครูที่ผู้บริหารประเมินและความพึงพอใจของนักเรียน สามารถร่วมกันทำนายผลการเรียนรู้ของนักเรียนได้ร้อยละ 74 ผลการวิจัยยืนยันว่ารูปแบบการบริหารเชิงบูรณาการที่ใช้ Coaching and Mentoring อย่างต่อเนื่อง โดยมีภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงและชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน สามารถพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูได้อย่างมีประสิทธิผล และส่งผลต่อเนื่องไปสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจของนักเรียน</p>
สุนันทา พวงดอกไม้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-31
2026-08-31
6 2
566
575
-
ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิค KWL Plus ต่อความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4179
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิค KWL Plus 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิค KWL Plus กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิค KWL Plus กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำแสน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เสริมด้วยเทคนิค KWL Plus 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.57-0.77 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.37-0.60 และค่าความเชื่อมั่น 0.85 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิค KWL Plus สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 2. ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเสริมด้วยเทคนิค KWL Plus อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ละดา ดอนหงษา
นิทรา ช่อสูงเนิน
อำนวย เพชรโก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-31
2026-08-31
6 2
576
585
-
การพัฒนาการจัดการศึกษาสู่คุณภาพเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning : PBL) ควบคู่กับ STEM Education
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4180
<p> รายงานผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศฉบับนี้นำเสนอแนวปฏิบัติของโรงเรียนเทศบาล 1 โพศรี ในการพัฒนาการจัดการศึกษาสู่คุณภาพเด็กปฐมวัย โดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL) ควบคู่กับ STEM Education มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะในศตวรรษที่ 21 ของเด็กปฐมวัย 2) ยกระดับสมรรถนะของครูผู้สอนในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการ STEM Education และ 3) สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน โรงเรียนดำเนินงานโดยประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพ PDCA ร่วมกับกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และกระบวนการจัดประสบการณ์โครงงานบูรณาการ STEM 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นจุดประกายความสนใจ ขั้นวางแผนร่วมใจ ขั้นสืบค้นและลงมือทำด้วย STEM ขั้นสร้างสรรค์นวัตกรรมน้อย ขั้นสรุปแชร์ความรู้ และขั้นนิทรรศการ โดยมีครูปฐมวัยและเด็กปฐมวัยทุกคนเข้าร่วม พร้อมทั้งผู้ปกครองและปราชญ์ชุมชนเป็นภาคีสนับสนุน</p> <p> ผลการดำเนินงานพบว่า เด็กปฐมวัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 87.5–88.5 มีผลการประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับ "ดี" ขึ้นไป สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 85 ครูผู้สอนร้อยละ 100 สามารถออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุกบูรณาการ PBL และ STEM ได้อย่างมีคุณภาพ และผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมสูงถึงร้อยละ 91.00 โดยร้อยละ 94.50 มีความพึงพอใจต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนในระดับ "ดีมาก" ผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ปีการศึกษา 2568 อยู่ในระดับ "ดีมาก" และบรรลุเป้าหมายครบทั้ง 3 มาตรฐานปฐมวัย ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 การบริหารจัดการสถานศึกษา (ร้อยละ 90.94) มาตรฐานที่ 2 การดูแลและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู (ร้อยละ 92.29) และมาตรฐานที่ 3 คุณภาพของเด็ก (ร้อยละ 93.27) ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร กระบวนการ PLC รายสัปดาห์ของครู ความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็ก เครือข่ายความร่วมมือบ้าน-โรงเรียน-ชุมชนที่เข้มแข็ง และการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งช่วยให้เกิดรูปแบบที่ลงทุนต่ำ คุ้มค่า และยั่งยืน แนวปฏิบัตินี้ได้รับการรับรองเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ถูกนำไปเผยแพร่เป็นต้นแบบแก่โรงเรียนเครือข่าย และเป็นแนวทางที่สามารถปรับใช้ได้จริงในการปลูกฝังทักษะศตวรรษที่ 21 ให้แก่เด็กปฐมวัยด้วยต้นทุนต่ำ</p>
จักรพงษ์ วรรณขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-31
2026-08-31
6 2
586
594
-
การพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4181
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดของการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) ออกแบบและพัฒนาโปรแกรมการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง (PDCA) 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรมที่มีต่อความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของครูและคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน และ 4) ประเมินโปรแกรมด้านความพึงพอใจและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของครู ดำเนินการวิจัย ณ โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดประตูสาร เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โดยประยุกต์ใช้แนวคิดของ Borg and Gall (2003) แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และครูผู้สอน 10 คน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยดัชนี PNI Modified ระยะที่ 2 ตรวจสอบคุณภาพโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 ท่านด้วยการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 3 ทดลองใช้โปรแกรมแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลัง (One Group Pretest-Posttest Design) กับครู 10 คน ระยะเวลา 17 สัปดาห์ และนักเรียน 311 คน ระยะที่ 4 ประเมินพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจของครูกลุ่มเดิม เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.80-1.00) และความเที่ยง (Cronbach's Alpha = 0.89-0.95) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนี PNI Modified สถิติทดสอบค่าที (Paired Samples t-test) และค่าขนาดอิทธิพล (Cohen's d) ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก รวม 53 ตัวชี้วัด โดยองค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการพัฒนาสื่อและนวัตกรรม (PNI = 0.59) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลักและกิจกรรมพัฒนาครู 5 กิจกรรมตามวงจร PDCA ได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากที่สุด ( = 4.80, S.D. = 0.37) หลังการทดลองใช้โปรแกรม ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( = 4.66 เทียบกับ 3.19, t(9) = 16.05, p < .001, Cohen's d = 3.93) และนักเรียนมีพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติครบทั้ง 4 ด้าน ( = 4.14 เทียบกับ 3.40, t(310) = 12.87, p < .001, Cohen's d = 1.58) ครูมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด ( = 4.69 และ 4.77 ตามลำดับ) และโปรแกรมบรรลุเกณฑ์ความสำเร็จครบทุกข้อ (ร้อยละ 100) ผลการวิจัยยืนยันว่าโปรแกรมพัฒนาครูที่เป็นระบบ อิงวงจร PDCA และออกแบบร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสถานศึกษา สามารถเสริมสร้างสมรรถนะครูในการบูรณาการคุณธรรมจริยธรรมเข้ากับการจัดการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน และส่งผลต่อพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
สุนันทา พวงดอกไม้
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-31
2026-08-31
6 2
595
606
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคล ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4182
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา วิธีดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำนวน 201 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขั้นตอนที่ 2 นำเสนอแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้ทรงวุฒิ ผู้อํานวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านการบริหารงานการศึกษาพิเศษ ไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารด้วยดิจิทัล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการรู้ดิจิทัล และ2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเฉพาะความพิการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วยรายการปฏิบัติ 34 รายการ แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล มี 7 รายการ เช่น ผู้บริหารกำหนดทิศทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารและการสอนให้ตรงกับศักยภาพของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท ด้านที่ 2 การรู้ดิจิทัล มี 6 รายการ เช่น ผู้บริหารพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการโรงเรียน ด้านที่ 3 ความสามารถการใช้ดิจิทัล มี 6 รายการ เช่น สถานศึกษาออกแบบระบบงานดิจิทัลให้เรียบง่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยลดความกังวลของผู้บริหาร ด้านที่ 4 การสื่อสารด้วยดิจิทัล มี 5 รายการ เช่น ผู้บริหารพัฒนาระบบการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และเหมาะสมกับผู้รับสารที่มีความหลากหลาย ด้านที่ 5 การสร้างสภาพแวดล้อมเชิงดิจิทัล มี 5 รายการ เช่น ผู้บริหารจัดวางระบบพื้นฐานที่รองรับการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ และด้านที่ 6 การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล มี 5 รายการ เช่น ผู้บริหารสร้างระบบและแนวทางที่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง</p>
อารีย์ ศรีคำ
อัจฉราพรรณ กันสุยะ
ธีระวัฒน์ มอนไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-31
2026-08-31
6 2
607
619
-
การบูรณาการการเล่นบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาความเห็นอกเห็นใจในเด็กปฐมวัย : กลไกทางจิตวิทยาและหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อการพัฒนาสังคม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3964
<p> ในสังคมพหุวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีความหลากหลายและซับซ้อนทางสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งหมายถึงความสามารถเชิงบูรณาการทั้งในมิติการรับรู้และมิติอารมณ์ในการเข้าใจและรับรู้สภาวะอารมณ์ของผู้อื่น ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมรรถนะทางสังคมที่ขาดไม่ได้ซึ่งมีหน้าต่างพัฒนาการที่สำคัญที่สุดอยู่ในช่วงปฐมวัย ถึงแม้จะมีงานวิจัยด้านการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ แต่การสังเคราะห์อย่างเป็นระบบที่เชื่อมโยงทฤษฎีทางจิตวิทยา หลักฐานจากประสาทวิทยา และแนวปฏิบัติการสอนที่เป็นรูปธรรมสำหรับนักการศึกษาปฐมวัยยังมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทการศึกษาไทย บทความวิชาการเชิงทบทวนแนวคิดนี้จึงมุ่งเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ด้วยการสังเคราะห์กรอบแนวคิดทางทฤษฎีและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเล่นบทบาทสมมติกับการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจในบริบทการศึกษาปฐมวัยอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีวิทยาการทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ (Torraco, 2005) บูรณาการกรอบแนวคิดจากจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาสังคม และประสาทวิทยาเชิงอารมณ์ และวิเคราะห์เอกสารที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 34 รายการ จากฐานข้อมูล ERIC, PsycINFO, Google Scholar และฐานข้อมูลวารสารไทย (TCI) การสังเคราะห์พบว่าการเล่นบทบาทสมมติทำหน้าที่เป็นกลไกทางการสอนหลายมิติที่ดำเนินการผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาหลักสี่ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนมุมมอง การจัดพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ การลดอคติระหว่างกลุ่ม และการพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง โดยมีรากฐานทางทฤษฎีจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura (1977) พื้นที่พัฒนาการของ Vygotsky (1978) กรอบความเห็นอกเห็นใจหลายมิติของ Davis (1983) และโมเดลโครงสร้างระบบประสาทของ Decety และ Jackson (2004) หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันเพิ่มเติมว่าการบูรณาการการเล่นบทบาทสมมติอย่างเป็นระบบภายใต้การดูแลของครูช่วยเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจทั้งสองมิติได้อย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมเชิงบวกและการควบคุมอารมณ์ บทความเสนอแนวทางปฏิบัติเชิงประยุกต์ ประกอบด้วยกระบวนการสะท้อนคิดที่มีโครงสร้าง กลยุทธ์การหลีกเลี่ยงการผลิตซ้ำภาพจำแบบตายตัว และการติดตามดูแลการควบคุมอารมณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลทางการสอน บทความสรุปว่าการบ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจผ่านการเล่นบทบาทสมมติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงการศึกษาปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาพลเมืองที่มีพฤติกรรมทางสังคมเชิงบวก ซึ่งมีนัยสำคัญต่อทั้งการออกแบบหลักสูตรและการพัฒนาวิชาชีพครูในการศึกษาปฐมวัยไทย</p>
พัชรา ศิลารักษ์
สุรีย์ลักษณ์ รักษาเคน
ศิรินทร์ชญา ปีติธนารัศมิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-06-08
2026-06-08
6 2
34
44
-
กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลเพื่อการพัฒนาธุรกิจอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4110
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัล (Digital Integrated Marketing Communication: DIMC) สำหรับการพัฒนาธุรกิจอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย ใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยรวบรวมหนังสือ บทความวิชาการ งานวิจัย รายงานหน่วยงาน และเอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัย พฤติกรรมผู้บริโภคสูงอายุ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม การตลาดดิจิทัล และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ คัดเลือกตามความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัย แล้ววิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็น ผลการสังเคราะห์พบองค์ประกอบ DIMC 5 ด้าน ได้แก่ การโฆษณาดิจิทัล การประชาสัมพันธ์ดิจิทัล การส่งเสริมการขายดิจิทัล การขายโดยพนักงานผ่านสื่อดิจิทัล และการตลาดทางตรงผ่านสื่อดิจิทัล การประยุกต์ใช้ควรคำนึงถึงการรับรู้ข้อมูล ความปลอดภัย การเข้าถึงสื่อ และกระบวนการตัดสินใจที่มีผู้ดูแลหรือครอบครัวร่วมด้วย จึงเสนอแนวทางการสื่อสารที่มีความน่าเชื่อถือ เข้าถึงง่าย และคงปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ ทั้งนี้เป็นข้อเสนอจากการสังเคราะห์ทางวิชาการซึ่งยังต้องทดสอบเชิงประจักษ์ก่อนยืนยันประสิทธิผลทางธุรกิจ</p>
ปาณิสรา ชุ่มมะโน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-27
2026-08-27
6 2
95
103
-
Antecedents of Enterprise Success in Live Streaming E-Commerce: A Systematic Literature Review and Conceptual Synthesis
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4134
<p> This academic article aims to review existing literature and propose key antecedent factors affecting enterprise success in the live streaming e-commerce industry. It is framed as a literature-based, theory-informed article for synthesis. Using a systematic literature review approach, peer-reviewed journal articles were identified through keyword searches combining “live streaming e-commerce,” “enterprise success,” “logistics operations,” “entrepreneurial characteristics,” and “customer relationship management.” Studies were included when they directly examined enterprise-level antecedents or multidimensional performance outcomes in live streaming e-commerce, while duplicates and studies without a clear connection to enterprise performance were excluded. In total, 26 peer-reviewed articles are examined, and the synthesized evidence highlights three critical antecedents—logistics operations, entrepreneurial characteristics, and customer relationship management (CRM)—as the most frequently cited and empirically supported drivers of enterprise success. These antecedents are organized into a conceptual framework grounded in the Balanced Scorecard (BSC), encompassing four key dimensions of performance: financial performance, customer satisfaction, internal process efficiency, and organizational learning. By aligning the three antecedents with BSC dimensions, the article provides a coherent basis for interpreting successful drivers and their associated performance outcomes. The proposed framework further clarifies how operational, strategic, and relational capabilities work in combination to shape enterprise success in the live streaming e-commerce context. The article contributes to the literature by offering a structured and theory-based model that consolidates fragmented findings across disciplines and presents a holistic view of success factors. Practical recommendations are provided for business managers to strengthen digital competitiveness through improved logistics, innovation-driven entrepreneurship, and advanced CRM systems. In addition, policy implications are outlined to support digital infrastructure, regulatory development, and inclusive access for small and medium-sized enterprises (SMEs). Finally, future research directions are proposed to empirically validate and expand the conceptual model in varied geographic and industry contexts</p>
Chenxi BAO
Benjawan leecharoen
Chulaporn kobjaiklang
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-28
2026-08-28
6 2
254
268
-
Advancements and Challenges in Asset Pricing: Revisit on CEOs’ Characteristic and Firm Digitalization
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/4157
<p> Over the last decade, asset pricing research has significantly expanded beyond traditional risk-based paradigms to incorporate insights from behavioral finance, machine learning applications, and firm-specific factors. This paper examines how CEO characteristics—specifically age, international experience, hometown identity, duality, and gender—together with firm digitalization (including digital transformation levels, IT investments, and AI adoption), shape corporate risk profiles and valuation. Recent advances in extended factor models, such as Fama–French extensions and mispricing factors, have enhanced our ability to explain return anomalies, while machine learning techniques help address the “factor zoo” problem by identifying previously overlooked predictors. Empirical evidence suggests that CEO demographics and backgrounds can influence strategic decision-making, thereby affecting asset pricing outcomes. Meanwhile, digital transformation has emerged as a crucial driver of intangible assets and operational efficiency; however, standard valuation approaches often struggle to fully capture these intangible benefits. Challenges remain in measuring and integrating CEO and digitalization variables into asset pricing models, due to issues related to data availability, endogeneity, and the transient nature of technological advantages. Future research should refine measurement strategies, develop dynamic modeling frameworks, and explore interactions among leadership attributes, digital capabilities, and traditional risk factors to better capture the complexity of modern asset pricing</p>
LI YAN
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
2026-08-29
2026-08-29
6 2
535
542