Journal of Integration Social Sciences and Development https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD <p> </p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p>Journal of Integration Social Sciences and Development <a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2985-2137">ISSN : 2985-2137 (Online)</a> มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขาศึกษาศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ ปีละ 3 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> แต่เดิมวารสาร Journal of Integration Social Sciences and Development เผยแพร่บทความปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน), ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) และได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการออกเผยแพร่บทความเป็นปีละ 3 ฉบับ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2569) เป็นต้นมา ปัจจุบันวารสาร Journal of Integration Social Sciences and Development มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br /> - ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br /> - ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) บทความละ 4,000 บาท<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท<br /> โดยชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาความสมบูรณ์ และความถูกต้องตามรูปแบบแล้ว และส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินพิจารณาบทความ <strong>(เก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Review)</strong> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:<br /></strong>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: ajisd2435@gmail.com โทร. 080-7743578 ID Line : ajisd2435 (ดร.สมใจ มณีวงษ์: บรรณาธิการ)</p> <p><strong>สำหรับผู้แต่ง<br /></strong>เทมเพลตบทความวิจัย <a href="https://docs.google.com/document/d/1Au1mWZgrVjOZfKWf6MsTtI85aLuF7jEm/edit">https://docs.google.com/document/d/1Au1mWZgrVjOZfKWf6MsTtI85aLuF7jEm/edit</a> <br />เทมเพลตบทความวิชาการ <a href="https://docs.google.com/document/d/1FPO2h7RxD-S8BJp4ECAKMtJgpG4fztvj/edit">https://docs.google.com/document/d/1FPO2h7RxD-S8BJp4ECAKMtJgpG4fztvj/edit</a></p> th-TH Fri, 16 Jan 2026 08:32:13 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รายงานผลการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่ม เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2841 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัยอายุ 3–4 ปี จำนวน 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้รูปแบบ One Group Pretest–Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 15 แผน และ (2) แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Samples และวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มมีทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุนทรี ดุลมา, อุบล ผลจันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2841 Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0700 รายงานผลการพัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ เพื่อฝึกการเตรียมความพร้อม สำหรับเด็กอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2842 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อศึกษารายงานผลการพัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ เพื่อฝึกการเตรียมความพร้อม สำหรับเด็กอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยเด็กอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี ร้อยละ 80 มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Design) โดยใช้รูปแบบ One Group Pretest Posttest Design ที่มีแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวมีการวัดก่อนการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กนักเรียนหญิง - ชาย ห้องอนุบาลแบบคละอายุ 2-3 ปี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวนเด็ก 15 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ชนิด 1. แผนการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการเพื่อฝึกการเตรียมความพร้อม 2. แบบประเมินทักษะด้านมิติสัมพันธ์ จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล 1.หาความเที่ยงตรงของแบบประเมินทักษะด้านมิติสัมพันธ์ โดยดูค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC 2. เปรียบเทียบการพัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์ กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 โดยการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับเกณฑ์ที่กำหนด</p> อุบล ผลจันทน์, สุนทรี ดุลมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2842 Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0700 รายงานผลการใช้หนังสือนิทานเพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดสำหรับเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2843 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อรายงานผลการใช้หนังสือนิทาน สำหรับเด็กปฐมวัย ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะการฟัง และการพูด 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ได้แก่ เด็กนักเรียนห้องอนุบาลปีที่ 1 (อายุ 2-3 ปี) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทีหนึเด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (specific random) ดำเนินการวิจัยตามกระบวนการงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อพัฒนาความพร้อม ด้านการฟัง และพูด สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 10 เล่ม 2) แบบประเมินทักษะการฟังและการพูด 1 ฉบับ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการประเมินหนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เล่มที่ 1-10 จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน พบว่าหนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.13 และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 มีระดับคุณภาพระดับมาก 2. ทักษะทางภาษาด้านการฟังและการพูด สำหรับเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมการใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย มีคะแนนสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการใช้หนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> สุนทรี ดุลมา, อุบล ผลจันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2843 Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดรวบยอด สำหรับเด็กปฐมวัย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2844 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดรวบยอดสำหรับเด็กปฐมวัย การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และทดลองใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพ จำนวน 42 คน ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้การจัดประสบการณ์กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา แบบวัดความสามารถในการคิดรวบยอด แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ดังกล่าวมีความสามารถในการคิดรวบยอดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กรรณิการ์ ทองรักษ์, ศุกลรัตร์ มิ่งสมร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2844 Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทยเรื่องตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2845 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะภาษาไทยเรื่องตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก จำนวน 30 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบวัดความสามารถในการอ่านและเขียน 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที ผลวิจัย พบว่า 1) แบบฝึกทักษะภาษาไทยเรื่องตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 80.89/81.89 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80&nbsp; 2) ความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย รวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> กรรณิการ์ ทองรักษ์, อารีย์ ปรีดีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/2845 Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0700 การเรียนรู้ภาษาไทยต่อทางเลือกในวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3244 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษามุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาไทย และ 2. วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษาไทยที่มีผลต่อทางเลือกในวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ ทำการศึกษาในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านกรณีศึกษาหมู่บ้านตะโด้กุย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 11 คน ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์เป็นหลัก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ชาวปกาเกอะญอตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยในฐานะ “ทุนทางสังคม” และใบเบิกทางสู่อนาคตที่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพที่มั่นคง และการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการรัฐ โดยมีการปรับตัวแบบพหุวัฒนธรรมที่ใช้ภาษาไทยเพื่อสื่อสารกับโลกภายนอกควบคู่กับการธำรงรักษาภาษาถิ่นในวิถีชีวิตดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ยังเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ปัจจัยทางภาษาศาสตร์ จากการแทรกแซงของภาษาแม่ที่ส่งผลต่อทักษะการอ่านและการเขียน 2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจของครอบครัว ที่บีบบังคับให้ผู้เรียนต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อช่วยงานเกษตรกรรม และ 3) ปัจจัยด้านการจัดการศึกษา ที่ขาดแคลนบุคลากรและสื่อการสอนที่เหมาะสมกับบริบทผู้เรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ได้เกิดจากตัวผู้เรียน แต่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดรับกับบริบท จึงจำเป็นต้องมีการปรับนโยบายการจัดการศึกษาที่เข้าใจความละเอียดอ่อนทางชาติพันธุ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางสังคมให้แก่ชุมชน</p> วิชญาพร ทองสีอ่อน, กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3244 Sat, 07 Mar 2026 00:00:00 +0700 การใช้แนวทางการดำเนินงานตามกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ 5Q และกระบวนการ 5R พัฒนาผลสัมฤทธิ์ เป็นเงื่อนไขนำในรูปแบบการป้องกันความล้มเหลวในโรงเรียนจากการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำของนักเรียนมัธยมศึกษา : การวิจัยผสานวิธีแบบแทรกแซง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3245 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามาตรการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่นักเรียนได้รับการสนับสนุนจากครูให้มีความคล่องตัวทางการเรียนส่งผลให้เกิดความพากเพียรทางวิชาการ 2) ศึกษาผลของการสนับสนุนจากครูและความคล่องตัวทางการเรียนที่มีต่อความพากเพียรทางวิชาการ ตามการรับรู้ของนักเรียน และ 3) เสนอรูปแบบการป้องกันความล้มเหลวในโรงเรียนจากการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำที่พัฒนาให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ด้านการสนับสนุนจากครูและความคล่องตัวทางการเรียนที่มีต่อความพากเพียรทางวิชาการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสานวิธีแบบมีการแทรกแซง ประกอบด้วย การศึกษาค้นคว้าแบบร่วมมือเพื่อกำหนดเงื่อนไขนำ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นสำหรับข้อมูล เชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพภายหลังการใช้สิ่งแทรกแซง กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารและครู ปีการศึกษา 2566 จำนวน 99 คน ปีการศึกษา 2567 ประกอบด้วยครู 21 คน ผู้ปกครอง 24 คน นักเรียน 347 คน และผู้ทรงคุณวุฒิทาง การศึกษา จำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามในการกำหนดเงื่อนไขนำ แบบวัดการสนับสนุนจากครู แบบวัดความคล่องตัวทางการเรียน แบบวัดความพากเพียรทางวิชาการ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) มาตรการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ดำเนินงานตามกระบวนการบริหารจัดการคุณภาพ 5Q ได้แก่ เป้าหมายคุณภาพ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพคุณภาพ เครือข่ายคุณภาพ ทรัพยากรคุณภาพ และห้องเรียนคุณภาพ ร่วมกับกระบวนการ 5R พัฒนาผลสัมฤทธิ์ ได้แก่ การประกาศ การแก้ไข การรับรู้ การเสริมสร้าง และการลดจำนวน ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงผ่านเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 100 2) การสนับสนุนจากครูและความคล่องตัวทางการเรียนร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพากเพียรทางวิชาการได้ร้อยละ 86.60 และ 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและป้องกันความล้มเหลวทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p> พัชรี ศรีสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3245 Sat, 07 Mar 2026 00:00:00 +0700 A Phenomenological Study of Stakeholders’ Perspectives for Curriculum Development to Enhance Thai Communication Skills among Pre-service Teachers https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3247 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Thai communication skills, including listening, speaking, reading, and writing, are core professional competencies that underpin instructional quality, ethical practice, and public trust in the teaching profession. However, pre-service teachers in regional universities continue to face persistent challenges in developing these competencies due to disparities in educational background, linguistic foundations, and access to authentic communication practice. This study aimed to explore stakeholders’ perspectives on contextual conditions and challenges influencing Thai communication development, examine perceived needs and expectations for enhancing communication skills in teacher education, and synthesize these perspectives to inform curriculum development aligned with national teacher professional standards. Adopting a qualitative phenomenological approach within an instrumental case study, data were collected from 431 stakeholders at Kalasin University, Thailand, including university administrators, teacher educators, and pre-service teachers. Data collection employed a combination of individual in-depth interviews and small-group discussions. Group-based discussions were used to elicit shared experiential meanings and reduce power-related discomfort, while individual interviews were selectively conducted in cases involving sensitive, vulnerable, or personally nuanced experiences, in accordance with participants’ preferences and ethical considerations. This flexible data collection strategy enabled the study to preserve phenomenological integrity while capturing both collective and individual dimensions of lived experience across a large and diverse participant group. Thematic analysis revealed five interrelated experiential dimensions shaping Thai communication development, namely problem-related, context-related, needs-related, awareness-related, and learning-support-related dimensions. Key barriers included unequal prior educational experiences, limited opportunities for sustained and authentic communication practice, and fragmented institutional support. Despite these challenges, stakeholders consistently conceptualized Thai communication competence as a professional and ethical responsibility integral to teacher identity and public trust. The findings underscore the need for curriculum development approaches that prioritize experiential learning, contextual responsiveness, and structured learning support, providing empirically grounded insights for developing coherent and equitable frameworks to enhance Thai communication skills in teacher education.</p> Theerapat Sinthudech, Paweena Khansila, Anucha Pimsak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3247 Sat, 07 Mar 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการออกแบบหลักสูตรพลศึกษาแบบเกมที่เน้นภารกิจเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3250 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอของวัยรุ่นไทยยังเป็นความท้าทายสำคัญ ขณะที่การจัดการเรียนรู้พลศึกษามักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมซ้ำเดิมและขาดแรงจูงใจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์และความต้องการจำเป็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับนิยามข้อกำหนดการออกแบบภารกิจเชิงเกมมิฟิเคชันของรายวิชาพลศึกษาที่มุ่งเสริมสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนเอกชน 6 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยประยุกต์กระบวนการคิดเชิงออกแบบขั้น Empathize กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประกอบด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 84 คน ครูพลศึกษา จำนวน 6 คน และผู้บริหาร/ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนานต่อกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในระดับสูง (93.33%) และมีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วม (86.67%) แต่สะท้อนประสบการณ์ด้านอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศและอุปกรณ์ไม่เพียงพอ (72.22%) สำหรับความต้องการจำเป็นนั้น นักเรียนให้ความสำคัญสูงสุดกับด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี (65.56%) รองลงมาคือรูปแบบกิจกรรมที่เน้นความสนุกและการแข่งขัน (60.00%) ขณะเดียวกัน ครูและผู้บริหารสะท้อนความจำเป็นเรื่องอุปกรณ์และนวัตกรรม (100%) รวมถึงการสนับสนุนเชิงนโยบายจากผู้บริหาร (100%) ข้อค้นพบเหล่านี้นำไปสู่ข้อกำหนดการออกแบบภารกิจเชิงเกมมิฟิเคชัน ได้แก่ ภารกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนและป้อนกลับทันที การแข่งขันที่ปลอดภัยและเชิงสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและระบบสนับสนุนครูและโรงเรียนเพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง การวิจัยเชิงออกแบบการศึกษาระยะที่ 1 นี้ ได้เติมเต็มช่องว่างทางวิชาการโดยการบูรณาการแนวคิดเกมมิฟิเคชันเข้ากับทฤษฎีการกำหนดตนเองในบริบทที่มีทรัพยากรจำกัด ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับสถานศึกษาในการจัดสรรทรัพยากรและออกแบบรายวิชาพลศึกษาแนวใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ผดุงเกียรติ แสงงาม, ชุลิดา เหมตะศิลป์, วิศรุต พยุงเกียรติคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JISSD/article/view/3250 Sat, 07 Mar 2026 00:00:00 +0700