การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา
คำสำคัญ:
การประยุกต์หลักพุทธธรรม, การตื่นตัวทางการเมือง, เจ้าพนักงานเรือนจำบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา และ 3. เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.954 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน
ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.43) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับมาก
(R=0.724**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการตื่นตัวทางการเมืองของเจ้าพนักงานเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า 1) ฉันทะ ความพึงพอใจ แสดงพฤติกรรมทางการเมืองด้วยความเต็มใจ เห็นความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้ง สนับสนุนกิจกรรมประชาธิปไตย และตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ทางการเมืองของตนเอง 2) วิริยะ ความเพียร แสดงพฤติกรรมทางการเมืองด้วยความมุ่งมั่นในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ศึกษานโยบายของผู้สมัคร และแสวงหาโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมือง 3) จิตตะ การเอาใจฝักใฝ่ แสดงพฤติกรรมทางการเมืองด้วยการติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ วิเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง และให้ความสำคัญกับสิทธิทางการเมืองและผลกระทบของนโยบาย และ 4) วิมังสา พิจารณาหาเหตุผล แสดงพฤติกรรมทางการเมืองด้วยการใช้เหตุผลวิเคราะห์นโยบาย ตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง ประเมินผลกระทบ และตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ
เอกสารอ้างอิง
นพเดช เพ็ชรขุนทด. (2566). การประยุกต์หลักพุทธธรมเพื่อส่งเสริมการปกครองของผู้นำท้องที่ในอำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ. สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ปรีดา รัตนถาบุตร. (2546). ครูการเมือง. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง.
พระครูปลัดนายกวัฒน์ (เอกรินทร์ ประสงค์กูล). (2566). การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา. สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระประเสริฐ ปญฺญาวโร (เปลกระโทก). (2566). การพัฒนาชุมชนตามหลักธรรมาธิปไตยของนักการเมืองท้องถิ่นในอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา. สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560. (18 กุมภาพันธ์ 2560). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 21 ก (21 ก), 5.
พระสมุห์พงศธร ปภงฺกโร (ทุมชะ). (2564). การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 การบริหารงานของเทศบาลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี. สารนิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ยอดยิ่ง จันทนพิมพ์. (2563). การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไทยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตำบลศิลา. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง.
วสันต์ โพธิ์วิทูล. (2568). การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทเจ้าพนักงานเรือนจำในการปกครองผู้ต้องขังเรือนจำ ทัณฑสถาน ในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา. สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สุมาลี บุญเรือง. (2564). การพัฒนาการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่มีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไป. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.). New York: Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร