วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK <p>วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช <br />E-ISSN: 3088-3563<br />Publication Frequency: รายเดือน Monthly<br />Aims and Scope : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการ</p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร niwetkorat2568@gmail.com (พระครูปริยัติวิสุทธิบัณฑิต, ผศ. ดร.) somboonkh2500@gmail.com (นายสัภยา ขาวหมื่นไวย์) Tue, 01 Sep 2026 02:54:54 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบูรณาการพุทธธรรมกับศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4189 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการเชิงพุทธในบริบทของยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรทางพระพุทธศาสนาต่างเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีดิจิทัล และพฤติกรรมของประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการในบริบทดังกล่าวจึงไม่สามารถมุ่งเน้นเฉพาะประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือผลสัมฤทธิ์ของงานเท่านั้น แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิตของบุคลากร ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยั่งยืนควบคู่กันไป บทความนำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ โดยพิจารณาหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ สัปปุริสธรรม 7 อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 อคติ 4 และหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหารการเปลี่ยนแปลง และการบริหารในยุคดิจิทัล ผลการวิเคราะห์พบว่า การบริหารจัดการเชิงพุทธมิได้ปฏิเสธศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ แต่ทำหน้าที่เติมเต็มมิติด้านคุณค่าและจริยธรรมให้แก่กระบวนการบริหาร โดยมี คน งาน และคุณธรรม เป็นองค์ประกอบที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ผู้บริหารควรเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีวิสัยทัศน์ ใช้ปัญญาประกอบการตัดสินใจ มีสติในการบริหาร มีความเมตตาต่อบุคลากร ยึดหลักความถูกต้องและความเป็นธรรม รวมทั้งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างรับผิดชอบ อันจะนำไปสู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรม มีความไว้วางใจ และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p> พระณัฐวุฒิ โชติปญฺโญ (สมผล) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4189 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการองค์กรตามแนวพุทธธรรมจากหลักธรรมสู่การปฏิบัติ ในองค์กรสมัยใหม่ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4190 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์แนวคิดการบริหารจัดการองค์กรตามแนวพุทธธรรม และนำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมจากระดับหลักการไปสู่การปฏิบัติในองค์กรสมัยใหม่ ภายใต้บริบทที่องค์กรต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี โครงสร้างแรงงาน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การบริหารองค์กรจึงไม่อาจมุ่งเฉพาะประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิตของบุคลากร ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยั่งยืนควบคู่กันไป บทความแบ่งการศึกษาออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ 1) แนวคิดและฐานคิดของการบริหารจัดการองค์กรตามแนวพุทธธรรม 2) การบูรณาการพุทธธรรมกับกระบวนการบริหารองค์กร 3) ภาวะผู้นำและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพุทธธรรม 4) การนำพุทธธรรมจากหลักการสู่การปฏิบัติในองค์กร และ 5) การบริหารองค์กรตามแนวพุทธธรรมในบริบทขององค์กรสมัยใหม่ ผลจากการสังเคราะห์พบว่า หลักธรรมที่มีศักยภาพต่อการบริหารองค์กร ได้แก่ สัปปุริสธรรม 7 อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 อคติ 4 หิริโอตตัปปะ และโยนิโสมนสิการ ซึ่งสามารถบูรณาการเข้ากับการวางแผน การจัดองค์การ การบริหารคน การอำนวยการ การตัดสินใจ การควบคุม และการพัฒนาองค์การได้อย่างเป็นระบบ การบริหารตามแนวพุทธธรรมจึงมิใช่การนำหลักธรรมมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการสร้างระบบบริหารที่มีปัญญาและคุณธรรมเป็นฐาน มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และมุ่งสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิต ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน อันเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพัฒนาองค์กรสมัยใหม่ให้สามารถเติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่บุคคล องค์กร และสังคม</p> สมพร ไพกระโทก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4190 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4186 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสุจริตธรรมกับพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา และ 3. เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.866 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 399 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;=3.97) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสุจริตธรรมกับพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา พบว่า หลักสุจริต 3 โดยภาพรวม กับพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (R=0.759**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในเทศบาลนครนครราชสีมา พบว่า 1) กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย ที่มุ่งเน้นพฤติกรรมการลงคะแนนโดยปราศจากการรับผลประโยชน์และการทำผิดกฎหมายเพื่อสร้างรากฐานประชาธิปไตยที่โปร่งใส 2) วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ ผ่านการงดเว้นการใส่ร้ายป้ายสีและการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และ 3) มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ ซึ่งเป็นปัจจัยต้นน้ำในการขัดเกลาจิตสำนึกให้ลดละความโลภและอคติส่วนตัว โดยเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนจากการเห็นแก่ตนมาเป็นการเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะเป็นหลักเมื่อประชาชนชาวโคราช</p> พระครูสมุห์ณัฐพล อคฺคปญฺโญ, จำลอง มหิงษาเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4186 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4187 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสุจริต 3 กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.910 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 324 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;=4.05) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสุจริต 3 กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า หลักสุจริต 3 โดยภาพรวม กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (R=0.645**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า 1) กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย ปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการหาเสียงที่โปร่งใส เคารพกฎหมายเลือกตั้ง และปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง 2) วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา สื่อสารนโยบายอย่างสร้างสรรค์และสัตย์จริง ไม่กล่าวร้ายป้ายสีคู่แข่ง หรือให้สัญญาที่เป็นไปไม่ได้ และ 3) มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างจิตสาธารณะและการเสียสละเพื่อส่วนรวม ผู้สมัครต้องมีสัมมาทิฐิ</p> รชานนท์ วิมายะวรกูร, พระมหาบริหาร นาถสีโล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4187 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4188 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.908 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 338 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br>(&nbsp;= 3.67) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พบว่า หลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับมาก (R=0.848**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นในเทศบาลตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พบว่า 1) ประชุมอย่างสม่ำเสมอเพื่อร่วมตัดสินใจ 2) ทำงานและสนับสนุนทรัพยากรโดยเน้นความสามัคคี 3) ตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงาน 4) เคารพภูมิปัญญาชาวบ้านและผสานหลักทันสมัย 5) ส่งเสริมการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม 6) ดูแลปูชนียสถานเพื่อสร้างอัตลักษณ์ชุมชน 7) คัดเลือกคนดีเป็นคณะกรรมการประเมินโครงการ</p> วิรัตน์ ประทุมวงษ์, บุญช่วย พานิชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4188 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ของประชาชน ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4191 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อนำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.851 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 397 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทำการวิเคราะห์ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในกรณีตัวแปรอิสระตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธีผลต่างเป็นสำคัญน้อยที่สุด การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3. พุทธบูรณาการเพื่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ตามหลักสุจริต 3 ได้แก่ 1) กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย ไม่เผยแพร่ข่าวปลอมในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายเมื่อแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ หลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้อื่น 2) วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา ตรวจสอบข้อมูลก่อนพูดหรือแชร์ข่าวสารต่อผู้อื่น ไม่พูดโกหก ไม่ใส่ร้ายป้ายสี หรือบิดเบือนความจริง 3) มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ ไม่คิดริษยาอิจฉาหรืออยากให้ผู้อื่นเดือดร้อน พยายามคิดในแง่บวกต่อผู้อื่น พิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบก่อนเชื่อหรือตัดสินใจ</p> ณัฐพงศ์ จีบค้างพลู, พระครูวิมลปทุมานุกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4191 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างพุทธจริยธรรมเพื่อการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4192 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1เพื่อศึกษาระดับการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหาร 4 กับการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา และ 3) เพื่อนำเสนอการเสริมสร้างพุทธจริยธรรมเพื่อการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.954ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหาร 4 กับการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า หลักพรหมวิหาร 4 โดยภาพรวม กับจริยธรรมเพื่อการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (R=0.763**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การเสริมสร้างพุทธจริยธรรมเพื่อการควบคุมผู้ต้องขังของเรือนจำกลางนครราชสีมาหลักพรหมวิหาร 4 เป็นการมุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางกายภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีตรวจค้นขั้นสูงสำหรับสิ่งของต้องห้ามและยานพาหนะ ควบคู่กับการยกระดับ ระบบข่าวกรองเชิงรุก เพื่อป้องกันเหตุร้ายและการหลบหนีอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานควบคุมต้องตั้งอยู่บนหลักพรหมวิหาร 4 เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความตึงเครียด และใช้เมตตาธรรมเป็นรากฐานในการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ควรได้รับการสนับสนุนทรัพยากร บุคลากร และการฝึกอบรม อย่างเพียงพอเพื่อลดภาระงานและความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ขณะที่ผู้บริหารต้องสร้างระบบการตัดสินใจที่โปร่งใสและเป็นกลาง ตามหลักอุเบกขา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน</p> อารุณ ฤาเดช, พระครูอุดมกิจจานุกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/4192 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700