https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/issue/feed วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช 2026-06-21T13:17:17+07:00 พระครูปริยัติวิสุทธิบัณฑิต, ผศ. ดร. niwetkorat2568@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช <br />E-ISSN: 3088-3563<br />Publication Frequency: รายเดือน Monthly<br />Aims and Scope : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการ</p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3816 การประยุกต์หลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา 2026-06-21T13:17:17+07:00 จักรพงษ์ ทรงมีชัย Poreprison@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา และ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.903 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (&nbsp;=3.99) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธธรม กับภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับสูง (R=0.888**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำของผู้บริหารเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า 1. จักขุมา มีวิสัยทัศน์ ที่มุ่งเน้นความรู้ความเข้าใจในการบริหารงานภาพรวม มีแนวคิดที่ทันสมัยก้าวทันต่อทุกสถานการณ์และการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว 2. วิธูโร มีทักษะในการทำงานที่ดี ซึ่งเน้นการรับรู้และเข้าใจแนวโน้มตลอดจนเทคนิควิทยาการสมัยใหม่เพื่อพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานจริงและบริหารจัดการองค์กรเชิงรุกสู่ความเป็นเลิศในทุกด้านอย่างเป็นรูปธรรม และ 3. นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ดี ผ่านการประยุกต์ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารงานอย่างลงตัวเพื่อให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากบุคลากรภายในองค์กรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย</p> ลิขสิทธิ์ (c) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3756 พุทธวิธีการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชนของเทศบาลนครนครราชสีมา 2026-06-18T15:08:10+07:00 พระครูพิพัฒน์สังฆพิสุทธิ์ phraplatphaiwan@gmail.com อภิวัฒน์ จ่าตา somboonkh2500@gmail.com นายรฤทธิ์ เขียนโคกกรวด nuo0906053831you88@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชนของเทศบาลนครนครราชสีมา 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชนของเทศบาลนครนครราชสีมา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอพุทธวิธีการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชน ของเทศบาลนครนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.809 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชนของเทศบาลนครนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (&nbsp;=3.92) 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชนของเทศบาลนครนครราชสีมา ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นโดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. พุทธวิธีการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ภาคประชาชน ของเทศบาลนครนครราชสีมา พบว่า เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาพฤติกรรมและจิตใจ 1) ทาน การให้การแบ่งปัน เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม 2) ปิยวาจา การพูดดีต่อกันให้เกิดความสามัคคี เปิดใจกว้างในการรับฟังความเห็นที่แตกต่างด้วยถ้อยคำที่สุภาพและให้เกียรติกัน 3) อัตถจริยา การช่วยเหลือกัน ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีในท้องถิ่น และ 4) สมานัตตตา การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่เท่าเทียมกัน</p> ลิขสิทธิ์ (c) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3803 พุทธบูรณาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำประชาคมเพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก 2026-06-18T20:28:49+07:00 พชร ชุมทอง khunthichas@gmail.com ไพรัตน์ เอิบสำโรง suri1358355@gmail.com กุลธิชาส์ บุญจันทร์ khunthichas@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับ 2) เปรียบเทียบ และ 3) พุทธบูรณาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำประชาคมเพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสาน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.986 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 362 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า <br>1. ระดับการมีส่วนร่วมในการทำประชาคม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (=3.82) 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการทำประชาคม จำแนกปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศต่างกันมีส่วนร่วมในการทำประชาคม ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มี อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนและอาชีพต่างกัน มีส่วนร่วมในการทำประชาคม แตกต่างกัน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย <br>3. พุทธบูรณาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำประชาคม พบว่า 1) หมั่นประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ การประชุมประชาคมเรื่องน้ำมีประโยชน์ต่อการจัดการทรัพยากรน้ำ 2) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ได้แก่ ร่วมมือกันทำงานตามโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา 3) ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ ได้แก่ ยึดมั่นในหลักการ มีแนวปฏิบัติในการใช้ทรัพยากรน้ำของประชาชนที่ชัดเจน 4) เคารพนับถือผู้ใหญ่ ได้แก่ เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการวางแผน 5) ไม่ข่มเหงผู้ใต้บังคับบัญชา ได้แก่ รับฟังและนำไปพิจารณาในการประชุมประชาคม เปิดโอกาสที่เท่าเทียมในการแสดงความคิดเห็น 6) เคารพสักการะปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุ ได้แก่ ให้ความสำคัญกับการดูแลแหล่งน้ำ 7) ตั้งใจสนับสนุนและส่งเสริมบุคคลที่ปฏิบัติดี ได้แก่ ซื่อสัตย์และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส</p> ลิขสิทธิ์ (c) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3814 การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในเทศบาลตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2026-06-21T09:59:36+07:00 ศุภมงคล รัตนจิตร khunthichas@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับ 2) เพื่อเปรียบเทียบ และ 3) เพื่อนำเสนอการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในเทศบาลตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.915 กับกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชน จำนวน 386 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัยพบว่า 1 ระดับการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในเทศบาลตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (=4.04) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างอิทธิบาท 4 กับการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในเทศบาลตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่าโดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (r=0.745**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในเทศบาลตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ด้านความเข้าใจทางการเมือง ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่า การมีการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ด้านทัศนคติทางการเมือง พบว่า การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และโปร่งใสช่วยให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ด้านพฤติกรรมทางการเมือง พบว่า การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความรู้ ความเชื่อมั่น และการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งทางการเมือง</p> ลิขสิทธิ์ (c) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3815 แนวทางการพัฒนาความไว้วางใจทางการเมืองของนักการเมืองไทย 2026-06-21T12:13:48+07:00 พระจอม มหาปญฺโญ phrabidicxmm@gmail.com <p>ความไว้วางใจทางการเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับนักการเมือง งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความไว้วางใจทางการเมืองในบริบทไทย และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาความไว้วางใจดังกล่าว ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ความไม่ไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนชาวไทยมีรากฐานมาจากปัจจัยหลากหลาย อาทิ วัฒนธรรมอุปถัมภ์ การทุจริตเชิงโครงสร้าง ความไม่โปร่งใสในการดำเนินนโยบาย ตลอดจนการขาดความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองกับประชาชน การเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่านกลไกต่าง ๆ ได้แก่ การส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Accountability) การพัฒนาศักยภาพการสื่อสารทางการเมืองที่เน้นความจริงใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน การเสริมสร้างจริยธรรมและธรรมาภิบาลในหมู่นักการเมือง รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างทางการเมืองที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของประชาชนในกระบวนการนโยบาย ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย และการลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนในระยะยาว</p> ลิขสิทธิ์ (c) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3813 แนวทางการส่งเสริมการบริหารกิจการของคณะสงฆ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์ 2026-06-21T09:28:14+07:00 พระครูภัทรธรรมวิสิทธิ์ (พิสิทธิ์ ญาณิสฺสโร) Khong01@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาและนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการบริหารกิจการของคณะสงฆ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การสื่อสารไร้พรมแดน และพลวัตทางสังคมที่ซับซ้อน คณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการธำรงรักษาบทบาทและความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ปัญหาหลักที่คณะสงฆ์ไทยเผชิญในการเข้าถึงความศรัทธาของประชาชน ได้แก่ พระสงฆ์ไม่ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยซึ่งทำให้เกิดภาพลักษณ์และความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุสงฆ์บางรูป ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ความห่างเหินทางวัยและวัฒนธรรม ระหว่างคณะสงฆ์กับคนรุ่นใหม่ที่สื่อสารกันได้ยาก การปรับตัวด้านการสื่อสารและใช้เทคโนโลยีที่ไม่เต็มศักยภาพ ปัญหาการบริหารจัดการภายในที่ขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส โดยเฉพาะด้านทรัพย์สิน และการตีความพระธรรมวินัยที่ไม่ทันต่อบริบทสังคมสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ธรรมะไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาชีวิตปัจจุบันได้ เพื่อฟื้นฟูและดึงดูดความศรัทธาของประชาชนให้กลับคืนมา จึงจะนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยจึงต้องบูรณาการหลักธรรมเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่ เทคโนโลยี และธรรมาภิบาล เพื่อธำรงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนและเป็นที่พึ่งของสังคมต่อไป</p> ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช