วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK
<p>วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช <br />E-ISSN: 3088-3563<br />Publication Frequency: รายเดือน Monthly<br />Aims and Scope : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการ</p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
th-TH
วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
3088-3563
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประตูเรือนจำกลางนครราชสีมา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3835
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับประสิทธิภาพ และ 3) เพื่อนำเสนอการบูรณาการหลักพุทธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของประตูเรือนจำกลางนครราชสีมา การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสาน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.779 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประตูเรือนจำกลางนครราชสีมา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.33) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างอิทธิบาท 4 กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประตูเรือนจำกลางนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับมาก (R=0.783**) จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การบูรณาการหลักพุทธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประตูเรือนจำกลางนครราชสีมา พบว่า 1) ฉันทะ คือ ความรักและภูมิใจในบทบาทด่านหน้า ซึ่งเปลี่ยนทัศนคติจากการถูกบังคับสู่การปฏิบัติด้วยใจรัก 2) วิริยะ ความเพียรพยายามในการพัฒนาทักษะการตรวจค้นและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง 3) จิตตะ มีจิตจดจ่อ เอาใจใส่ต่อหน้าที่อย่างเคร่งครัด ณ จุดเข้า-ออก ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ห้ามเกิดความผิดพลาด 4) วิมังสา ไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบในการทำงานเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน การบูรณาการหลักธรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างวินัยและความมั่นคงปลอดภัยให้แก่เรือนจำ แต่ยังหล่อหลอมให้เจ้าหน้าที่สามารถละวางอคติและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุข มีสติ และมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมขององค์กรอย่างยั่งยืน</p>
มาณพ อักษรครบุรี
พระครูปทุมวรจักร
พระชาญฤทธิ์ ธมฺมานนฺโท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-19
2026-07-19
1 2
1
14
-
การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งสริมการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3941
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหารธรรมกับการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 3) นำเสนอการประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งเสริมการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสาน ผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.896 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 361 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.99) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหารธรรมกับการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับมาก (R=0.748**) จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งสริมการปกครองท้องที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า 1) เมตตา คือปรารถนาดีและเปิดรับความคิดเห็นของประชาชน 2) กรุณา คือเข้าใจและช่วยเหลือผู้ประสบความทุกข์ 3) มุทิตา คือยินดีและสนับสนุนความสำเร็จของคนในชุมชน และ4) อุเบกขา คือวางใจเป็นกลาง ทำหน้าที่อย่างยุติธรรมและโปร่งใส</p>
พระครูสุวิชานชโยดม
ไพวรรณ ปุริมาตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-19
2026-07-19
1 2
15
27
-
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการกล่อมเกลาทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย : กรณีศึกษา โรงเรียนบุญวัฒนา 2 ตำบลหัวทะเลอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3942
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการกล่อมเกลาทางการเมือง 2) เพื่อเปรียบเทียบการกล่อมเกลาทางการเมือง โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อนำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการกล่อมเกลาทางการเมือง การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.921 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 116 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทำการวิเคราะห์ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในกรณีตัวแปรอิสระตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธีผลต่างเป็นสำคัญน้อยที่สุด การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการกล่อมเกลาทางการเมือง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( =4.10) 2. ผลการเปรียบเทียบการกล่อมเกลาทางการเมือง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า นักเรียนที่มีเพศ อายุ และระดับการศึกษา ต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการกล่อมเกลาทางการเมือง ได้แก่ 1) เมตตากายกรรม ปรารถนาดีต่อผู้อื่น ช่วยสร้างพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่นักเรียนอย่างชัดเจน 2) เมตตาวจีกรรม พูดด้วยความปรารถนาดี คำพูดที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีจะช่วยลดความขัดแย้ง 3) เมตตามโนกรรม คิดสิ่งใดก็ให้คิดในสิ่งที่ดี ความปรารถนาดีจากภายในจิตใจ 4) สาธารณโภคี การรู้จักแบ่งปันผลประโยชน์ เสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อความสุขของส่วนรวม 5) สีลสามัญญตา มีความประพฤติเสมอกัน สร้างมาตรฐานความประพฤติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และ 6) ทิฏฐิสามัญญตา ลดความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์</p>
ศุภกานต์ ฉิมนันท์
พระครูศรีปริยัตยารักษ์
พระอธิการอินทร์นุช สุวณฺโณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-19
2026-07-19
1 2
28
40
-
พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนในตำบลหนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3943
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อนำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.918 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 340 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทำการวิเคราะห์ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในกรณีตัวแปรอิสระตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ ด้วยวิธีผลต่างเป็นสำคัญน้อยที่สุด การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.90) 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น พบว่า ประชาชนที่มีเพศและรายได้ต่อเดือน ต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งท้องถิ่น พบว่า 1) หมั่นประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ สร้างสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน 2) พร้อมเพรียงกันประชุม ความเคารพในเวลาของกันและกัน 3) ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ การปฏิบัติตามกฎระเบียบของชุมชน 4) เคารพนับถือผู้ใหญ่ เคารพนับถือผู้อาวุโส 5) ไม่ข่มเหงผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและชาวบ้านด้วยความเคารพ 6) เคารพสักการะปูชนียสถาน ปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย และ 7) ตั้งใจสนับสนุนและส่งเสริมบุคคลที่ปฏิบัติดี วางรากฐานจริยธรรมที่เข้มแข็งให้แก่สังคมในระยะยาว</p>
ชุติมา ชมภูแสน
ชาติ พิทยาภักดี
พระครูวิมลปทุมานุกูล
พระครูวิสุทธิชยากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-19
2026-07-19
1 2
41
54
-
แนวทางการบริหารจัดการภาครัฐขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยุคใหม่
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3908
<p>บทความวิชาการนี้มีเป้าหมายในการวิเคราะห์ปัญหาและนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อรับมือกับบริบทแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีความคาดหวังจากประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น อปท. จำนวนมากยังคงติดอยู่ในรูปแบบการบริหารจัดการแบบดั้งเดิม ซึ่งนำไปสู่การขาดประสิทธิภาพและปัญหาธรรมาภิบาลที่เรื้อรัง ปัญหาหลักที่วิเคราะห์ครอบคลุมสองมิติสำคัญ คือ ปัญหาด้านองค์กรและประสิทธิภาพ ปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่ร้ายแรงจากการบริหารแบบพรรคพวกมากินมากกว่าจัดการองค์การ ซึ่งรวมถึงการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ในการแต่งตั้งและการจัดซื้อจัดจ้าง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่บิดเบือนการตัดสินใจสาธารณะ การปฏิรูปจึงต้องมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่หลักการ ธรรมาภิบาลภาครัฐแนวใหม่ โดยมีกลยุทธ์หลัก คือภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง ธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ และการปกครองแบบมีส่วนร่วม การนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะช่วยให้ อปท. กลายเป็นองค์กรที่มี ประสิทธิภาพ คล่องตัว และเป็นที่เชื่อถือ ของสาธารณะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อความต้องการของพลเมืองในศตวรรษที่ 21</p>
พระครูปริยัตยาคม
พระครูภัทรธรรมวิสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-19
2026-07-19
1 2
55
64
-
วิเคราะห์ปัญหาว่าด้วยการเข้าถึงสิทธิของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JPMK/article/view/3909
<p>บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับการศึกษาในการเข้าถึงสิทธิของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย ที่เป็นประเด็นที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางสังคมอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในกรณีของสามเณรในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งหลายรูปมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา, การรักษาพยาบาล และเสรีภาพในการเดินทางได้อย่างเต็มที่ แม้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะมีบทบาทในการส่งเสริมโอกาสทางสังคมสำหรับผู้ด้อยโอกาส แต่ข้อจำกัดทางกฎหมายกลับเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโอกาสชีวิตของสามเณรเหล่านี้ บทความนี้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาโดยอาศัยกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและนโยบายของรัฐไทย พร้อมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไข เช่น การปฏิรูปกฎหมายสัญชาติ, การพัฒนากระบวนการพิสูจน์ตัวตนที่มีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมบทบาทของวัดในฐานะกลไกช่วยเหลือทางสังคม เพื่อให้สามเณรและคนไร้รัฐไร้สัญชาติสามารถเข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาคและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์</p>
รชานนท์ วิมายะวรกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-19
2026-07-19
1 2
65
74