การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
คำสำคัญ:
การประยุกต์หลักพุทธธรรม, การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสุจริต 3 กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีดังนี้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณทำโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น 0.910 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 324 คน จากนั้นสถิติที่เลือกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักอีกจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.05) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสุจริต 3 กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า หลักสุจริต 3 โดยภาพรวม กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับปานกลาง (R=0.645**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า 1) กายสุจริต ประพฤติชอบด้วยกาย ปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการหาเสียงที่โปร่งใส เคารพกฎหมายเลือกตั้ง และปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง 2) วจีสุจริต ประพฤติชอบด้วยวาจา สื่อสารนโยบายอย่างสร้างสรรค์และสัตย์จริง ไม่กล่าวร้ายป้ายสีคู่แข่ง หรือให้สัญญาที่เป็นไปไม่ได้ และ 3) มโนสุจริต ประพฤติชอบด้วยใจ เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างจิตสาธารณะและการเสียสละเพื่อส่วนรวม ผู้สมัครต้องมีสัมมาทิฐิ
เอกสารอ้างอิง
นุชปภาดา ธนวโรดม. (2564). พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ประทาน คงฤทธิศึกษากร. (2547). แนวความคิดเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
พระใบฎีกาคณิน สุวณฺโณ (เร่งทอง) และคณะ. (2566). พฤติกรรมทางการเมืองของผู้นำท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่นในอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี. วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ, 6(3), 13-26.
พระมหามานะ อภิวฑฺฒโน. (2566). การประยุกต์หลักสุจริตธรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ในตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี. สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณวิทยาลัย.
วิจิตร เกิดน้อย. (2562). พฤติกรรมทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในตำบลไทยาวาส อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2559). ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุทธิรักษ์ ตาพล และคณะ. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลือกตั้ง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น, 11(2), 210-225.
สุภัค มหาคุณ. (2561). ระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมืองในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
เอกลักษณ์ สุนทราลักษณ์ และคณะ. (2567). การบริหารงานของภาวะผู้นําตามหลักสุจริตธรรม. วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์, 7(6), 248-260.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis (3rd ed.). New York: Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มจร โคราช

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร