การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสืบเสาะ เรื่อง เทคโนโลยีช่วยชีวิตในสถานการณ์อุทกภัย ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในรายวิชาออกแบบและเทคโนโลยี
คำสำคัญ:
การเรียนรู้เชิงสืบเสาะ, กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม, เทคโนโลยีช่วยชีวิต, ทักษะการแก้ปัญหาบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสืบเสาะ เรื่อง เทคโนโลยีช่วยชีวิตในสถานการณ์อุทกภัย ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในรายวิชาออกแบบและเทคโนโลยี 2) ศึกษาผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาภายหลังการใช้ชุดกิจกรรม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมดังกล่าว การวิจัยดำเนินการในรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ร่วมกับการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนอนุบาลเชียงของ จังหวัดเชียงราย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสืบเสาะ จำนวน 6 ชุดกิจกรรม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาแบบรูบริก และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสืบเสาะ เรื่อง เทคโนโลยีช่วยชีวิตในสถานการณ์อุทกภัย ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.74/84.73 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน ( = 16.92) สูงกว่าก่อนเรียน (
= 11.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 12.36, p < .001) และคะแนนทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียน (
= 4.57, S.D. = 0.50) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 14.82, p < .001) และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (
= 4.61, S.D. = 0.47)
ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสืบเสาะที่บูรณาการกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมและเชื่อมโยงกับบริบทสถานการณ์อุทกภัยในชุมชน สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและทักษะการแก้ปัญหาของผู้เรียนในรายวิชาออกแบบและเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย. (2567). รายงานสถานการณ์อุทกภัย. สืบค้น 13 กันยายน 2567, จาก https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/37/iid/323719
Kelley, T. R., & Knowles, J. G. (2016). A conceptual framework for integrated STEM education. International Journal of STEM Education, 3(11), 1–11. https://doi.org/10.1186/s40594-016-0046-z
National Academy of Engineering, & National Research Council. (2014). STEM integration in K–12 education: Status, prospects, and an agenda for research. Washington, DC: National Academies Press. https://doi.org/10.17226/18612
OECD. (2018). The future of education and skills: Education 2030. Paris: OECD Publishing. https://www.oecd.org/en/publications/the-future-of-education-and-skills_54ac7020-en.html
OECD. (2019). PISA 2018 assessment and analytical framework. Paris: OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/b25efab8-en
Pedaste, M., Mäeots, M., Siiman, L. A., De Jong, T., Van Riesen, S. A. N., Kamp, E. T., ... Tsourlidaki, E. (2015). Phases of inquiry-based learning: Definitions and the inquiry cycle. Educational Research Review, 14, 47–61. https://doi.org/10.1016/j.edurev.2015.02.003
UNESCO. (2020). Education in a post-COVID world: Nine ideas for public action. France: UNESCO. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000373717
Battelle for Kids. (2019). Framework for 21st century learning definitions. Retrieved from http://static.battelleforkids.org/documents/p21/P21_Framework_DefinitionsBFK.pdf
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู้

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร