การส่งเสริมความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาที่เน้นเทคโนโลยี
คำสำคัญ:
ความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์, สะเต็มศึกษา, เทคโนโลยีบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่เน้นเทคโนโลยี กลุ่มที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน จากโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เก็บรวบรวมข้อมูลจาก แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาที่เน้นเทคโนโลยี แบบวัดความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบอัตนัย และแบบทดสอบวัดความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบปรนัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (Dependent sample t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์จากแบบวัดอัตนัยโดยรวมเท่ากับ 3.270.56 อยู่ในระดับดี โดยนักเรียนร้อยละ 46.88 อยู่ในระดับดีมาก และร้อยละ 31.25 อยู่ในระดับดี สำหรับผลการเปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบปรนัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.81 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนที่เท่ากับ 7.34 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่าขนาดอิทธิพล (Cohen's d) เท่ากับ 2.51 ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูงมาก แสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ และประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาที่เน้นเทคโนโลยีเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ
เอกสารอ้างอิง
กิริยา ช่างปั้น, พรภิรมย์ หลงทรัพย์, รสรินทร์ เจิมไทสง และมนต์ชัย พงศกรนฤวงษ์. (2565). การพัฒนาความฉลาดรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารวิชาการเครือข่ายบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ, 15(3), 16-30.
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. สืบค้นจาก https://academic.obec.go.th/download/curriculum/curriculum_rarebook_0001/curriculum_rarebook_0001.html
พรสินี กิมปี และปริณ ทนันชัยบุตร. (2568). การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการใช้สื่อเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, 15(1), 329 – 345.
พิมพลอย ตามตระกูล และธิติยา บงกชเพชร. (2564). การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เรื่อง กรด-เบส ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการใช้เทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, 12(1), 291-305.
วิรัลยุพา ทองพัด และธิติยา บงกชเพชร. (2565). การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะด้วยกลวิธีการโต้แย้ง เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์เรื่อง เสียง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร, 11(5), 1760–1774.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2561). กรอบการประเมินความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ใน PISA 2018. กรุงเทพฯ: สสวท.
สำนักวิชาการ. (2559). คู่มือการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา (STEM Education). กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สุทธิดา จำรัส (2560). นิยามของสะเต็มและลักษณะสำคัญของกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ, 10(2), 13-34.
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา. (2558). PISA 2015 กรอบการประเมินผลและการวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
Bybee, R. W. (2013). The case for STEM education: Challenges and opportunities. USA: NSTA Press.
Cohen, J. (1988). Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences (2nd ed.). USA: Lawrence Erlbaum Associates. doi.org/10.4324/9780203771587
Gurel, D. K., Eryilmaz, A., & McDermott, L. C. (2015). A review and comparison of diagnostic instruments to identify students' misconceptions in science. Eurasia Journal of Mathematics, Science and Technology Education, 11(5), 989–1008. https://doi.org/10.12973/eurasia.2015.1369a
Hake, R. R. (1998). Interactive-engagement vs traditional methods: A six-thousand-student survey of mechanics test data for introductory physics courses. American Journal of Physics, 61(1), 64-74.
Kelley, T. R., & Knowles, J. G. (2016). A conceptual framework for integrated STEM education. International Journal of STEM Education, 3(11), 1–11. doi.org/10.1186/s40594-016-0046-z
Kemmis, S., & McTaggart, R. (2000). Participatory action research. In N. Denzin & Y. Lincoln, (eds.), Handbook of Qualitative Research. London: SAGE Publications Ltd.
OECD. (2019). PISA 2018 Assessment and Analytical Framework. Paris: OECD Publishing.
https://doi.org/10.1787/b25efab8-en
OECD (2023), PISA 2022 Results (Volume I): The State of Learning and Equity in Education. Paris: OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/53f23881-en.
Rommel A. A., & Wardat Y. (2024). Enhancing student motivation and achievement in science classrooms through STEM education[J]. STEM Education, 4(3): 183-198. doi.org/ 10.3934/steme.2024012
Şahin, A., Ayar, M. C., & Adıgüzel, T. (2024). The effect of technology-integrated STEM activities on students' scientific literacy and problem-solving skills. Journal of Science Education and Technology, 33(2), 214–228.
Wahono, B., Lin, P. L., & Chang, C. Y. (2020). Evidence for STEM enactment effectiveness in Asian student learning outcomes. International Journal of STEM Education, 7(36), 1-18. doi.org/10.1186/s40594-020-00236-1
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาและนวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู้

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร