วารสารพิพัฒนสังคม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp
<p><strong>วารสารพิพัฒนสังคม (Journal of Social Development Research and Practice)</strong></p> <p><strong>ISSN: 3027-8430 (Online)</strong></p> <p>วารสารพิพัฒนสังคม สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหา<br /></strong>วารสารพิพัฒนสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย และผลงานสร้างสรรค์ด้านพัฒนศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ในเชิงเศรษฐกิจ บริหารธุรกิจ การเมือง สารสนเทศศาสตร์ สุขภาวะทางกาย จิต และสังคม และสาขาที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจโดยทั่วไปและเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม</p> <p><strong>กำหนดการจัดพิมพ์เผยแพร่ <br /></strong>ปีละ 3 ฉบับ (จำนวน 5-7 บทความ/ฉบับ)<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) <br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่เปิดรับ<br />1. บทความวิจัย (Research article)</strong> เป็นผลงานทางวิชาการที่มุ่งเน้นการแก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนางานประจำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถนำผลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม อาจเป็นงานวิจัยสถาบัน งานวิจัยเชิงประเมินองค์กร หรือผลงานจากการศึกษา ค้นคว้า และสำรวจอย่างเป็นระบบ รวมถึงบทความที่นำเสนอความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเชิงวิชาการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ <strong>องค์ประกอบของบทความวิจัย ประกอบด้วย:</strong> บทนำ วัตถุประสงค์การวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล สรุปผลการวิจัย ข้อเสนอแนะ จริยธรรมการวิจัย (IRB) (ถ้ามี) กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และบรรณานุกรม<br /><strong>2. บทความปริทัศน์ (Review article)</strong> เป็นงานเขียนเชิงวิเคราะห์หรือสังเคราะห์องค์ความรู้อย่างลุ่มลึก โดยนำเสนอภาพรวมของประเด็น แนวโน้มปัจจุบัน และทิศทางในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนางานหรือองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อหามุ่งสร้างความเข้าใจเชิงระบบจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย พร้อมทั้งเสนอข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง <strong>องค์ประกอบของบทความปริทัศน์ ประกอบด้วย:</strong> บทนำ เนื้อหา บทสรุป ข้อเสนอแนะ กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) และบรรณานุกรม<br /><strong>3. บทวิจารณ์หนังสือ (Book review)</strong> เป็นงานเขียนที่มุ่งอธิบาย วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าของหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ มิใช่เพียงการสรุปเนื้อหาเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการแสดงความคิดเห็น การวิจารณ์เชิงวิพากษ์ การตีความ และการประเมินคุณภาพของเนื้อหา แนวคิด และความสำคัญทางวิชาการของหนังสือ</p> <p><strong>การพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br /></strong>บทความทุกเรื่องจะได้รับการตรวจอ่านโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แบบ Double Blind Peer Review จำนวน 3 ท่านต่อบทความ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน และไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้เขียน เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 </p> <p><strong>การส่งต้นฉบับ</strong><br />ส่งไฟล์ต้นฉบับบทความ (Submission) ทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์วารสารบนระบบ ThaiJO ของ TCI <br /><a href="https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp">https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp</a></p> <p><strong>การส่งต้นฉบับ (Submissions)<br /></strong>ส่งไฟล์ต้นฉบับบทความ (Submission) ทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์วารสารบนระบบ ThaiJO ของ TCI <a href="https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/about/submissions">https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/about/submissions</a><strong><br /></strong></p> <p>บทความที่จะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br />1) ผู้เขียนต้องเตรียมต้นฉบับให้มีรูปแบบเทมแพลต (Template) ตามที่วารสารระบุกำหนดไว้ โดยสามารถ Download ได้จาก link >> <strong><a href="https://drive.google.com/drive/folders/1YCyxQCL_Nq5kCQrUGY_4zI9yPbwp3zTZ?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">เทมเพลต (Template)</a></strong></p> <p>โดยเขียนอ้างอิงและบรรณานุกรม รูปแบบ <strong>APA 6th Edition</strong> ดูได้จาก link >> <a href="https://drive.google.com/file/d/1i7Af_0aNq6wDlAHpX5Mx0p9zxUDxeQPD/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener"><strong>รูปแบบการอ้างอิง</strong></a><br /><strong>1.1) หนังสือทั่วไป<br /></strong>ผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./<strong>ชื่อเรื่อง</strong>./ครั้งที่พิมพ์ (สําหรับครั้งที่ 2 ขึ้นไป)./สถานที่พิมพ์:/สํานักพิมพ์. <br />ปารมี ขันธ์แก้ว. (2564). <strong>ชุมชนท้องถิ่น รู้รับ ปรับตัว สู้ภัยโควิด-19</strong>. กรุงเทพ: กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพสํานัก 3.<br /><strong>1.2) บทความวารสาร<br /></strong>ผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง./<strong>ชื่อวารสาร</strong>, <strong>ปีที่</strong>(ฉบับที่), เลขหน้า.<br />นวพล แก้วสุวรรณ. (2565). พฤติกรรมสารสนเทศด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาวะเพื่อการป้องกันโรคเบาหวานของผู้สูงอายุในจังหวัดปัตตานี. <strong>วารสารสารสนเทศศาสตร์</strong>, <strong>40</strong>(2), 42-66.<br /><strong>1.3) เอกสารงานประชุมวิชาการ</strong><br />ผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง./ใน/<strong>ชื่องานประชุมวิชาการ</strong>./(น./เลขหน้า)./สถานที่พิมพ์:/สํานักพิมพ์.<br />คมกริช รุมดอน, นวพล แก้วสุวรรณ และฐะปะนีย์ เทพญา. (2565). การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านการบริการทรัพยากรสารสนเทศเพื่อพยากรณ์การจัดบริการของหอสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ใน ง<strong>านประชุมวิชาการระดับชาติ วิทยาศาสตร์วิจัย ครั้งที่ 13</strong>. (น. 857-868). พัทลุง: คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ.<br /><strong>1.4) วิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์</strong><br />ผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./<strong>ชื่อเรื่อง</strong>/(สาขาวิชา)./สถานที่พิมพ์:/สํานักพิมพ์.<br />นวพล แก้วสุวรรณ. (2562). <strong>การพัฒนาระบบการให้คําแนะนําการวิจัยเพื่อการพัฒนาภาคใต้</strong> (วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสารสนเทศศึกษา). ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.<br /><strong>1.5) รายงานการวิจัย</strong><br />ผู้แต่ง./(ปีพิมพ์)./<strong>ชื่อเรื่อง</strong>/(รายงานการวิจัย)./สถานที่พิมพ์:/สํานักพิมพ์.<br />คมกริช รุมดอน และนวพล แก้วสุวรรณ. (2565). <strong>การศึกษาพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเรียนการสอนบนเครือข่ายออนไลน์ ในยุควิถีการศึกษาใหม่ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาในภาคใต้ประเทศไทย</strong> (รายงานการวิจัย). ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี.<br /><strong>1.6) รายงานประจําปี/คู่มือ/สิ่งพิมพ์จากหน่วยงาน<br /></strong>ผู้แต่ง./(ปีพิมพ์)./<strong>ชื่อเรื่อง</strong>./สถานที่พิมพ์:/สํานักพิมพ์.<strong><br /></strong>ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2535). <strong>50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย: 2485-2535.</strong> กรุงเทพฯ: ธนาคารแห่งประเทศไทย.<strong><br />1.7) การสัมภาษณ์</strong><br />ผู้ให้สัมภาษณ์./(ปี,/วันที่/เดือน)./<strong>ประเด็นสัมภาษณ์</strong>.<br />เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตําบลมูโนะ. (2566, 5 มกราคม). <strong>การปฏิบัติซ้อมแผนอพยพ</strong>.<br /><strong>1.8) เว็บไซต์</strong><br />ผู้แต่ง./(ปีพิมพ์)./<strong>ชื่อเรื่อง</strong>./สืบค้นเมื่อ (Retrieved)/วันที่,/จาก (from)/URL.<br />Eva, L.O. (2020). <strong>Poverty Brief: Understanding Poverty. Swiss Agency for Development and cooperation (SDC)</strong>. Retrieved 25 September 2023, from https://www.shareweb.ch/site/poverty-Wellbeing.</p> <p>2) ผู้เขียนต้องลงทะเบียนเพื่อใช้งานระบบ ThaiJO และส่งบทความทางระบบออนไลน์ที่ <strong>วารสารพิพัฒนสังคม (Journal of Social Development Research and Practice)</strong> เท่านั้น พร้อมส่งข้อมูลผู้ประสานงานหลักบทความ<br />3) เมื่อกองบรรณาธิการได้รับบทความแล้วจะดำเนินการตรวจสอบบทความเบื้องต้น ซึ่งประกอบด้วย การตรวจสอบความสอดคล้องของบทความกับวัตถุประสงค์และขอบเขตวารสาร การตรวจสอบการตีพิมพ์ซ้ำซ้อนและการคัดลอกบทความด้วยโปรแกรมตามที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กำหนด และการตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับบทความตามรูปแบบที่วารสารกำหนดไว้ รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพและประโยชน์ทางวิชาการด้วย<br />4) หากผ่านการตรวจสอบบทความเบื้องต้น กองบรรณาธิการจะดำเนินการส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองคุณภาพบทความต่อไป<br />5) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองคุณภาพบทความเรียบร้อยแล้ว กองบรรณาธิการจะพิจารณาผลการกลั่นกรองโดยอิงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิในบทความนั้น ๆ ว่า เห็นควรรับการตีพิมพ์ หรือแก้ไขก่อนการตีพิมพ์ หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิและการตัดสินใจของกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด</p> <p><strong>เงื่อนไขการพิจารณาตีพิมพ์บทความ</strong><br />1) กำหนดแจ้งผลการพิจารณาบทความภายใน 30-45 วัน<br />2) ผลการพิจารณาตีพิมพ์บทความ ประกอบด้วย 3 เงื่อนไข ได้แก่ ตอบรับตีพิมพ์ (Accept) ตอบรับตีพิมพ์แบบมีเงื่อนไข (Minor/Major accept) และปฏิเสธการตีพิมพ์ (Reject)<br />3) บทความที่ได้รับการตอบรับตีพิมพ์ (Accept) หรือตอบรับตีพิมพ์แบบมีเงื่อนไข (Minor/Major accept) ผู้เขียนจะได้หนังสือตอบรับภายใน 30 วัน หลังจากวารสารตรวจสอบการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการแก้ไขของผู้เขียน</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์</strong><br />วารสารพิพัฒนสังคมไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <p><strong>ข้อมูลเพิ่มเติม</strong><br />กรุณาติดต่อ ที่อีเมล jsdrp.psu@gmail.com</p> <p><strong>สำนักพิมพ์/ผู้ผลิต</strong><br />วารสารพิพัฒนสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เลขที่ 181 ถนนเจริญประดิษฐ์ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000 มือถือ 099-4758884, 081-3537639 e-mail: jsdrp.psu@gmail.com</p>
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เลขที่ 181 ถนนเจริญประดิษฐ์ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000
th-TH
วารสารพิพัฒนสังคม
3027-8430
<p>This work is licensed under a <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/">Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</a>.</p>
-
บทบรรณาธิการ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/3457
วารสารพิพัฒนสังคม Journal of Social Development Research and Practice
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-12
2026-04-12
3 1
-
สารบัญ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/3458
วารสารพิพัฒนสังคม Journal of Social Development Research and Practice
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-12
2026-04-12
3 1
-
การวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากลุ่มอาชีพในชุมชน กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนปั้นหม้อเขียนสี บ้านพิพิธภัณฑ์ ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2340
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาศักยภาพการพัฒนา และ 2) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากลุ่มอาชีพวิสาหกิจชุมชนปั้นหม้อเขียนสี บ้านพิพิธภัณฑ์ ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปั้นหม้อเขียนสี จำนวน 20 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม โดยใช้วิธีการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบสามเส้า ร่วมกับการใช้เทคนิค SWOT Analysis และ TOWS Matrix เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนา</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>ศักยภาพสำคัญของวิสาหกิจชุมชน คือจุดแข็งด้านอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ ความสามารถของผู้นำ การมีศูนย์การเรียนรู้ที่มีกิจกรรมหลากหลาย การมีเครือข่ายกลุ่มอาชีพ และมีโอกาสด้านการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก นโยบายรัฐบาล และการเป็นแหล่งมรดกโลกและชุมชนท่องเที่ยว ส่วนปัญหาที่พบได้แก่ ข้อจำกัดของจำนวนบุคลากร สถานที่ ระบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ วัตถุดิบ ทรัพยากร และคู่แข่งจากผลิตเชิงอุตสาหกรรมและตลาดออนไลน์ ส่วนผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากลุ่มอาชีพได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดการกลุ่ม 2) ด้านเศรษฐกิจและการตลาด 3) ด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และ 4) ด้านความรู้และทักษะอาชีพของสมาชิก</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้</strong><strong>:</strong> นำไปวางแผนและออกแบบกิจกรรมเพื่อพัฒนากลุ่มอาชีพในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว และใช้เพื่อวางแผนพัฒนาเครือข่ายกลุ่มอาชีพโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่</p>
ชุติพงศ์ คงสันเทียะ
กฤษณพัฒน์ จันทราทูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
3 1
1
19
-
การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในโคเนื้อ: กรณีศึกษา เกษตรกร ผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2489
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและลักษณะทั่วไปของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย และ 2) ศึกษาระดับการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในโคเนื้อของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดเลย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย จำนวน 91 ราย ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือหลักที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม (Questionnaire) วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 51 ปีขึ้นไป มีลักษณะการเลี้ยงโคเนื้อแบบกึ่งพาณิชย์ (Semi-commercial) ระดับการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.20) ขณะที่ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.64) และระดับการสื่อสารและการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.15) โดยเครือข่ายชุมชนเป็นช่องทางที่เกษตรกรเชื่อถือและรับรู้ข่าวสารมากที่สุด</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึง ช่องว่างในการสื่อสารความเสี่ยงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับกลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุก โดยเน้นการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายชุมชน และเน้นย้ำเนื้อหาที่เกษตรกรยังขาดความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการจัดการซากสัตว์และการควบคุมสปอร์เชื้อในสิ่งแวดล้อม</p>
กิติศักดิ์ ทองมีทิพย์
ศิริมงคล สอนสุ่ย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-10
2026-04-10
3 1
20
34
-
ทัศนคติของวัยรุ่นที่มีต่อขนมข้าวแดกงาในพื้นที่ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2491
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาและคุณค่าทางวัฒนธรรมในชุมชนของขนมข้าวแดกงาในพื้นที่ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย และ 2) ศึกษาทัศนคติของวัยรุ่นที่มีต่อขนมข้าวแดกงาในพื้นที่ ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่น อายุ 21-22 ปี ในพื้นที่ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย จำนวน 50 คน ได้มาโดยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>วัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 21-22 ปี วัยรุ่นมีระดับความรู้และความผูกพันกับขนมพื้นถิ่นในระดับต่ำ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่ไม่รู้จักขนมข้าวแดกงา จำนวน 26 คน (ร้อยละ 52.00) และไม่ทราบความเชื่อมโยงของขนมกับประเพณีหรือเทศกาลชุมชน จำนวน 27 คน (ร้อยละ 54.00) นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ไม่เห็นการทำขนมในโอกาสพิเศษที่บ้านหรือชุมชน จำนวน 32 คน (ร้อยละ 64.00) ซึ่งสะท้อนถึงการลดลงของกลไกการถ่ายทอดภูมิปัญญาในชีวิตประจำวัน โดยภาพรวมวัยรุ่นมีทัศนคติที่ดีต่อขนมข้าวแดกงาอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้:</strong> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เปราะบางของภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่นภายใต้บริบทสังคมเมือง ดังนั้น การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์จึงมุ่งเน้นการสร้างกลไกการอนุรักษ์เชิงรุก และการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</p>
กิติศักดิ์ ทองมีทิพย์
ขวัญฤทัย ทองนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-11
2026-04-11
3 1
35
50
-
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพ ผู้ติดสารเสพติด โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2840
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลในการบำบัดและฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดสารเสพติด โรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยมุ่งเสริมสร้างความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพิ่มแรงจูงใจภายใน พัฒนาพฤติกรรมการเลิกยา และลดการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาบริบทระบบบำบัดจากแบบสอบถาม 135 ราย และสัมภาษณ์เชิงลึก 15 ราย 2) พัฒนาและตรวจสอบรูปแบบการพยาบาล และ 3) ทดลองใช้กับผู้เสพและผู้ติดสารเสพติด 40 ราย ใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 7 ฉบับ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป สัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเมินความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ประเมินแรงจูงใจภายใน ประเมินพฤติกรรมการเลิกยา ติดตามการกลับไปใช้ซ้ำ และความพึงพอใจ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา IOC = 0.90–1.00 และค่าความเชื่อมั่น α = 0.82–0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: ระยะที่ 1 </strong>พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายวัยแรงงาน ระบบบำบัดมีความเข้มแข็งด้านโครงสร้างและการเข้าถึงบริการ (ค่าเฉลี่ย = 4.05–4.39) แต่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงจูงใจภายใน การมีส่วนร่วมของครอบครัว–ชุมชน และการดูแลด้านจิตใจ–จิตวิญญาณ (ค่าเฉลี่ย = 2.36–2.48) <strong>ระยะที่ 2</strong> พัฒนารูปแบบการพยาบาลแบบองค์รวม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินรายบุคคล การบำบัดเชิงจิตสังคม–จิตวิญญาณ การเสริมแรงจูงใจและทักษะจัดการความเสี่ยง และการติดตามป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ <strong>ระยะที่ 3</strong> หลังดำเนินโปรแกรม 30 วัน พบว่าความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แรงจูงใจภายใน และพฤติกรรมการเลิกยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) อัตราการกลับไปใช้ซ้ำลดลงเหลือร้อยละ 10 และความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้</strong><strong>:</strong> รูปแบบการพยาบาลแบบนี้สามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพิ่มแรงจูงใจภายใน และลดการกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ ผ่านการดูแลบูรณาการด้านชีวภาพ จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณในบริบทที่ใกล้เคียงกัน</p>
นริสา รัตนวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-11
2026-04-11
3 1
51
76
-
ทักษะการรู้ดิจิทัลของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/3115
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาระดับทักษะการรู้ดิจิทัล และ 2) เพื่อศึกษาปัญหาการรู้ดิจิทัลของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จำนวน 318 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม ระดับการรู้ดิจิทัลของนักศึกษา และปัญหาการรู้ดิจิทัลของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นระยะเวลา 1 เดือน และได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 350 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>นักศึกษามีระดับการรู้ดิจิทัล ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย<em> </em>= 4.51) ด้านการเข้าใจดิจิทัล พบว่า นักศึกษารับรู้การจัดเก็บและเรียกคืนข้อมูลสารสนเทศได้อย่างเป็นระบบ (ค่าเฉลี่ย = 4.54) ด้านการเข้าถึงดิจิทัล พบว่า นักศึกษาเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย = 4.57) ด้านการใช้ดิจิทัล พบว่า นักศึกษาใช้โซเซียลมีเดียอย่างเข้าใจ มีสติ มีจริยธรรม และใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน (ค่าเฉลี่ย = 4.57 และ 4.57) ในส่วนของปัญหาการรู้ดิจิทัล ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 2.80) ส่วนใหญ่พบว่า การเรียนรู้ที่เน้นทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติในการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย = 2.89)</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยสะท้อนถึงความสามารถของนักศึกษาในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการคิดเชิงวิพากษ์ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
นิตยรัตน์ ขวัญคง
นุชรี แสงมะณี
รัชนีกร วีวัชนะ
ปริญญ์ ขวัญเรียง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพิพัฒนสังคม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-12
2026-04-12
3 1
77
94