วารสารพิพัฒนสังคม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp <p><strong>วารสารพิพัฒนสังคม (Journal of Social Development Research and Practice)</strong></p> <p><strong>ISSN: 3027-8430 (Online)</strong></p> <p>วารสารพิพัฒนสังคม สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหา<br /></strong>วารสารพิพัฒนสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย และผลงานสร้างสรรค์ด้านพัฒนศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ในเชิงเศรษฐกิจ บริหารธุรกิจ การเมือง สารสนเทศศาสตร์ สุขภาวะทางกาย จิต และสังคม และสาขาที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจโดยทั่วไปและเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม</p> <p><strong>กำหนดการจัดพิมพ์เผยแพร่ <br /></strong>ปีละ 3 ฉบับ (จำนวน 5-7 บทความ/ฉบับ)<br />ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) <br />ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม)<br />ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม)</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่เปิดรับ<br /></strong>บทความวิจัย (Research article)<br />บทความปริทัศน์ (Review article)<br />บทวิจารณ์หนังสือ (Book review)<strong><br /></strong></p> <p><strong>การพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br /></strong>บทความทุกเรื่องจะได้รับการตรวจอ่านโดยผู้ทรงคุณวุฒิ แบบ Double Blind Peer Review จำนวน 3 ท่าน ต่อ บทความ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 </p> <p><strong>การส่งต้นฉบับ</strong><br />ส่งไฟล์ต้นฉบับบทความ (Submission) ทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์วารสารบนระบบ ThaiJO ของ TCI <br /><a href="https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp">https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp</a></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมตีพิมพ์</strong><br />วารสารพิพัฒนสังคมไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <p><strong>ข้อมูลเพิ่มเติม</strong><br />กรุณาติดต่อ ที่อีเมล jsdrp.psu@gmail.com</p> คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลันสงขลานครินทร์ th-TH วารสารพิพัฒนสังคม 3027-8430 <p>This work is licensed under a <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/">Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</a>.</p> สารบัญ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2497 วารสารพิพัฒนสังคม Journal of Social Development Research and Practice ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3 ความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่น: สำรวจสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่นและแนวทางการแก้ไขเพื่อความเป็นธรรม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2005 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่นและเสนอแนวทางการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่น โดยเน้นถึงปัจจัยสองด้านหลักที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ คือ 1) ด้านการจัดสรรรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ มิติการจัดสรรงบประมาณ มิติความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และมิติการท่องเที่ยว 2) ด้านโครงสร้างทางอำนาจที่ขาดอำนาจในการจัดเก็บภาษี เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงข้อจำกัดศักยภาพการจัดเก็บรายได้และการบริหารจัดการทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่สามารถจัดการภารกิจหรือบริการสาธารณะได้ทั่วถึง นอกจากนี้บทความยังเสนอแนวทางการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่นในแต่ละมิติเพื่อให้สอดคล้องกับรากเหง้าของปัญหา พร้อมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้ความสำคัญของการกระจายอำนาจที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเท่าเทียม ลดช่องว่างระหว่างพื้นที่ และผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกภูมิภาคของประเทศ การทำความเข้าใจในประเด็นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการคลัง แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว</p> อาพัชฌา กองทองนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3 50 65 การเที่ยวกลางคืนของนักศึกษา: กรณีศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/1634 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>1) เพื่อศึกษาถึงสาเหตุการเที่ยวกลางคืนของนักศึกษา และ 2) เพื่อศึกษาถึงผลกระทบการเที่ยวกลางคืนของนักศึกษา: กรณีศึกษานักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ด้วยคำถามกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) และการสังเกตพฤติกรรม (Observation) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ 1) นักศึกษาระดับปริญญาตรี อายุระหว่าง 19-22 ปี จำนวน 5 คน โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก คือ ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การเที่ยวกลางคืนอย่างน้อย 3 ครั้งต่อเดือน ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และ 2) อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 2 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) และการเขียนรายงานผล</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) ความเครียดและการคลายความเครียด: นักศึกษาส่วนใหญ่ระบุว่า การเที่ยวกลางคืนเป็นวิธีผ่อนคลายจากความเครียด ทั้งจากการเรียนและปัญหาครอบครัว 2) อิทธิพลของเพื่อนและการเข้าสังคม: เพื่อนมีอิทธิพลอย่างมากในการชักชวนนักศึกษาไปเที่ยวกลางคืน โดยเฉพาะการกลัวถูกตัดออกจากกลุ่ม 3) การสร้างภาพลักษณ์และตัวตน: นักศึกษาบางคนมองว่าการเที่ยวกลางคืนเป็นการแสดงความเป็นผู้ใหญ่ และบ่งบอกถึงความทันสมัย และ 4) ผลกระทบจากการเที่ยวกลางคืน: การเที่ยวกลางคืนส่งผลหลายด้าน ทั้งผลต่อสุขภาพ การเรียน และความสัมพันธ์กับครอบครัว</p> <p><strong>การนำไปใช้ประโยชน์</strong><strong>: </strong>ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการให้คำปรึกษา ส่งเสริมทักษะชีวิต และกำหนดนโยบายในระดับมหาวิทยาลัยให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น</p> ปิยธิดา ปานทอง จิรวรรณ จันทร์ศิริ เชษฐา มุหะหมัด พงศ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ อุดมศักดิ์ เดโชชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3 1 8 รำแทงเข้: ความเชื่อ และพิธีกรรมของมโนราห์ กรณีศึกษา: โนราพัน ศ.เจริญศิลป์ บ้านเกาะหยี ตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/1646 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของการรำแทงเข้ บ้านเกาะหยี ตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการอนุรักษ์พิธีกรรมของการรำแทงเข้</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ดังนี้ 1) กลุ่มเจ้าของคณะมโนราห์ จำนวน 1 คน เลือกเจาะจงเนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในด้านข้อมูลความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับการรำแทงเข้ โนราพัน ศ.เจริญศิลป์ 2) กลุ่มนักแสดงโนราห์ จำนวน 3 คน เลือกเจาะจงเนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการรำแทงเข้ โนราพัน ศ. เจริญศิลป์ 3) กลุ่มนักดนตรี จำนวน 2 คน เลือกเจาะจงเนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถด้านดนตรีในพิธีกรรมรำแทงเข้ โนราพัน ศ.เจริญศิลป์ 4) กลุ่มเจ้าภาพ จำนวน 1 คน เลือกเจาะจงเนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเชื่อต่อพิธีกรรมการรำแทงเข้ โนราพัน ศ.เจริญศิลป์ และ 5) กลุ่มผู้ชมการแสดง จำนวน 2 คน เลือกแบบเจาะจงเนื่องจากเป็นผู้ที่มีความชื่นชอบและมีความรู้ความเข้าใจในพิธีกรรมการรำแทงเข้ โนราพัน ศ.เจริญศิลป์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความหมายจากกลุ่มประเด็น (Thematic analysis) เรียบเรียงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการรำแทงเข้ กรณีศึกษาความเชื่อและพิธีกรรม ตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โดยมีสาระสำคัญที่ได้จากการสัมภาษณ์แล้วสรุปประเด็นปัจจัยที่สำคัญ และนำเสนอโดยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>การรำแทงเข้ในพิธีโนราห์โรงครู เป็นการแสดงที่มาจากความเชื่อเรื่องการทิ้งเคราะห์ลอยโศกไปกับจระเข้ โดยโนราห์ใหญ่จะสวมบทบาทเป็นไกรทอง ใช้หอกแทงจระเข้จำลองที่สร้างจากกล้วยตานี เพื่ออวดทักษะการแสดงและขับไล่เสนียดจัญไรให้หมดสิ้นไป ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวใต้</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้</strong><strong>:</strong> การนำองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของพิธีกรรมการรำแทงเข้มา เป็นแนวทางในการอนุรักษ์พิธีกรรมการรำแทงเข้ไม่ให้สูญหายไป</p> วรัญญา ขิกขำ มณีนุช ตันก่วนก้อง เชษฐา มุหะหมัด สุธิรา ชัยรักษา เมธิรา ไกรนที ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3 9 21 ความคาดหวังของผู้ประกันตนต่อบทบาท อำนาจหน้าที่ และภาวะผู้นำของตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/1922 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> ความคาดหวังของผู้ประกันตนต่อบทบาท อำนาจหน้าที่ และภาวะผู้นำของตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้ประกันตนต่อบทบาท อำนาจหน้าที่ และภาวะผู้นำของตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกับความคาดหวังของผู้ประกันตนต่อบทบาท อำนาจหน้าที่และภาวะผู้นำของตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยทำงานในกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก และเขตปทุมวัน จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามความคาดหวังของผู้ประกันตนต่อบทบาท อำนาจหน้าที่ และภาวะผู้นำ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบ F-tests โดยกําหนดค่านัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 65.00) อายุ 25-35 ปี (ร้อยละ 35.80) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 69.50) มีอาชีพเป็นพนักงาน/ลูกจ้าง ในหน่วยงานเอกชน (ร้อยละ 77.30) และมีระยะเวลาการทำงาน จำนวน 5-10 ปี (ร้อยละ 27.00) ความคาดหวังของผู้ประกันตน พบว่า ผู้ประกันตนส่วนใหญ่มีระดับความคาดหวังมากที่สุดในทุกมิติ โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ปัจจัยด้านอาชีพส่งผลต่อคาดหวังในอำนาจหน้าที่ของตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคมในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาสามารถนําไปใช้เป็นแนวทางเร่งผลักดันนโยบายส่งเสริมสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนในกรณีชราภาพ การเสียชีวิต และเจ็บป่วย นอกจากนี้ ควรประเมินบทบาทและผลการดำเนินงานของตัวแทนผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เกณฑ์ที่สะท้อนความคาดหวังของผู้ประกันตนทุกมาตรา</p> อภิญญา อินทจร วิไลลักษณ์ อยู่สําราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3 22 36 การประเมินโครงการ “PROT JOB HUB” เพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพและส่งเสริมการมีรายได้ ของนักเรียนโรงเรียนพรตพิทยพยัต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2188 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการ “PROT JOB HUB” เพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพและส่งเสริมการมีรายได้ ของนักเรียนโรงเรียนพรตพิทยพยัต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน ครูผู้สอน ผู้ปกครองและสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รวมจำนวน 184 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้ได้ผู้ให้ข้อมูลที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยนี้ใช้ CIPP Model ของ Stufflebeam เป็นกรอบการประเมิน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ข้อค้นพบ</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านกระบวนการได้รับคะแนนสูงสุด สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมและการดำเนินงานที่เป็นระบบ ด้านบริบทและปัจจัยนำเข้ามีค่าเฉลี่ยสูงเช่นกัน ส่วนด้านผลผลิตแม้จะเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยังมีจุดอ่อนในประเด็นการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนของนักเรียน</p> <p><strong>การประยุกต์ใช้จากการศึกษานี้</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการศึกษา การจัดกิจการนักเรียน และการพัฒนาหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษา อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารการศึกษา และนักวิจัยด้านการฝึกอาชีพ การประเมินโครงการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมของนักเรียนในการประกอบอาชีพและทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21</p> ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3 37 49 บทบรรณาธิการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jsdrp/article/view/2496 วารสารพิพัฒนสังคม Journal of Social Development Research and Practice ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพิพัฒนสังคม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-10 2025-11-10 2 3