วารสารนวัตกรรมการจัดการและบริหารธุรกิจ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal <p><strong>วารสารนวัตกรรมการจัดการและบริหารธุรกิจ<br />Journal of Innovative Management and Business Administration (JIMBA)<br />ISSN</strong> : 3027-8139 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ในกลุ่มสังคมศาสตร์ สาขาต่าง ๆ ได้แก่ ด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชี เศรษฐศาสตร์ การท่องเที่ยวและการบริการ นิเทศศาสตร์ เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน การตลาด คอมพิวเตอร์ธุรกิจ โลจิสติกส์และซัพพลายเชน และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา:</strong> พิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน หลากหลายสถาบัน กำหนดรูปแบบการประเมิน โดยผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind peer review) </p> <p><strong>ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ</strong></p> th-TH <p>บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย </p> <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ใน วารสารนวัตกรรมการจัดการและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ถือเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง กองบรรณาธิการวารสารไม่มีส่วนในความคิดเห็นและความรับผิดชอบใดที่เกี่ยวข้องกับบทความดังกล่าว</p> charinya.wan@lru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชรินทร์ญา หวังวัชรกุล) fms.lru2561@gmail.com (นางสาวอัญชิสา ปัดสำราญ) Fri, 05 Jun 2026 14:48:49 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางเพิ่มยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มลูกค้าสวัสดิการของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์เขตพัทยา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2092 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าสวัสดิการของธนาคารอาคารสงเคราะห์เขตพัทยา 2) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มลูกค้าสวัสดิการลดน้อยลง และ 3) เพื่อหาแนวทางเพิ่มยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มลูกค้าสวัสดิการของธนาคารอาคารสงเคราะห์เขตพัทยา ใช้รูปแบบผสมผสาน ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มลูกค้าสวัสดิการของธนาคารอาคารสงเคราะห์เขตพัทยา จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ คือ พนักงานสินเชื่อ จำนวน 5 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง เพื่อรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ จากนั้นใช้แผนผังก้างปลาหาสาเหตุของปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยเครื่องมือการวิเคราะห์องค์กรทั้งภายในภายนอกร่วมกับทาวส์เมตริก ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารทางการตลาด มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าสวัสดิการของธนาคารอาคารสงเคราะห์ เขตพัทยา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) สาเหตุหลักที่ทำให้การปล่อยสินเชื่อลดลง การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในกลุ่มลูกค้าสวัสดิการลดลง เนื่องมาจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังล่าช้า และขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารที่ยุ่งยาก ไม่เอื้อต่อผู้ที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง โดยเฉพาะลูกค้าที่อยู่ต่างพื้นที่ นอกจากนี้ ราคาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้วงเงินสินเชื่อที่ได้รับไม่เพียงพอกับราคาบ้านจริง ส่งผลต่อคุณสมบัติของลูกค้าและการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ และ 3) แนวทางเพิ่มยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มลูกค้าสวัสดิการของธนาคารอาคารสงเคราะห์เขตพัทยา แนะนำแนวทางที่ 2 ปรับปรุงระบบสินเชื่อด้วย E-Service ลดขั้นตอนและเวลา โดยเป็นการใช้โอกาสทางเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขจุดอ่อนภายใน ข้อดีคือสามารถลดต้นทุนการบริการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า ขณะที่ข้อเสียคือจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาระบบ และต้องมีอบรมพนักงาน</p> สุพัตรา แฟสันเทียะ, รัชดา ธูปทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2092 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้านไฮตากสู่การสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ไฮตากแลนด์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2157 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาบริบทพื้นที่หมู่บ้านไฮตาก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และ 2) ศึกษาการจัดการท่องเที่ยวหมู่บ้านไฮตาก ตำบลลาดค่าง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษา ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 36 คน ได้มาด้วยวิธีการเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) หมู่บ้านไฮตากเป็นหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอภูเรือที่เดิมมีอาชีพเกษตรกรรม มีประเพณีสักการะบูชาพระพุทธนาวาบรรพตบนยอดภูเรือในวันสงกรานต์ และงานบุญตามประเพณีฮีต 12 มีวัดโพธิ์ชัยเป็นพื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมทางพุทธศาสนาและการท่องเที่ยว จุดแข็งหมู่บ้าน คือมีผู้นำเข้มแข็ง มีพื้นที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมผีบุ้งเต้าที่โดดเด่น สมาชิกในชุมชนร่วมมือร่วมใจพัฒนาหมู่บ้านกับผู้นำ และเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยว ส่วนจุดอ่อนหมู่บ้าน ไม่มีรถประจำทางเข้าแหล่งท่องเที่ยว ป้ายสื่อสารข้อมูลแหล่งเที่ยวยังไม่ชัดเจน ยังไม่ได้จดทะเบียนการจัดตั้งกลุ่มการจัดการท่องเที่ยว ขาดการจัดการพื้นที่หมู่บ้าน และขาดงบประมาณพัฒนา 2) หมู่บ้านไฮตาก ได้จัดการท่องเที่ยว 2 รูปแบบคือ (1) การท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่กลุ่มการจัดการท่องเที่ยวจัดขึ้น และ (2) การท่องเที่ยวด้วยตนเองลักษณะการตั้งแคมป์บนพื้นที่การท่องเที่ยว</p> ไทยโรจน์ พวงมณี, สุภาวดี สำราญ, วีระนุช แย้มยิ้ม, คชสีห์ เจริญสุข, อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ, ขนิษฐา หาระคุณ, นัยนา อรรจนาทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2157 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 ทัศนคติ สภาพแวดล้อม และสมดุลระหว่างชีวิต-งานที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กร ของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2093 <p>การวิจัยครั้งนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทัศนคติในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3) เพื่อศึกษาสมดุลระหว่างชีวิตและงานที่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 476 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ทัศนคติในการทำงานส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พยากรณ์ในภาพรวมได้ร้อยละ 76.8 (R<sup>2 </sup>= 0.768) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 2) สภาพแวดล้อมในการทำงานส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พยากรณ์ในภาพรวมได้ร้อยละ 62.3 (R<sup>2 </sup>= 0.623) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ 3) ความสมดุลระหว่างชีวิตและงานส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พยากรณ์ในภาพรวมได้ร้อยละ 72.6 (R<sup>2 </sup>= 0.726) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> วันวิสาข์ คงบุญมา, โสภิดา วระนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2093 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานวิ่งเทรลชาวไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2399 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงานวิ่งเทรลในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แรงจูงใจของผู้เข้าร่วมงานวิ่งเทรลในประเทศไทยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ 3) เพื่อนำเสนอแรงจูงใจปัจจัยของแรงจูงที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานวิ่งเทรลชาวไทย ใช้รูปแบบการวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็น นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่มีประสบการณ์วิ่งเทรลภายใน 2 ปี คำนวณกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ได้เท่ากับ 384 ตัวอย่าง เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของข้อมูล ผู้วิจัยจึงกำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้ที่จำนวน 400 ตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มแบบการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และทดสอบสมติฐานความสัมพันธ์ทางสถิติ F-Test <br />ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์พบว่า นักท่องเที่ยวที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นนักศึกษา เพศหญิง อายุระหว่าง 18-30 ปี มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท ต่อเดือน มีภูมิลำเนา อยู่ในจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด และเลยตามลำดับ โดยรับรู้ข่าวสารตามโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ผู้ร่วมเดินทางวิ่งเทรลคือเพื่อน ใช้เวลาพำนักในจุดหมายปลายทางที่จัดงานวิ่งเทรล จำนวน 2 คืน โดยเลือกประเภทที่พักคือโรงแรมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวและมีค่าใช้จ่ายในการร่วมวิ่งเทรลอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท ต่อครั้ง ปัจจัยแรงจูงใจทั้งหมด และ พฤติกรรมการเข้าร่วม มีความสัมพันธ์เชิงบวกและ ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีข้อค้นพบที่สำคัญคือ ปัจจัยที่ส่งผล กระทบต่อความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ คุณภาพของเส้นทางวิ่ง (ทั้งด้านความสวยงามและความท้าทาย), การผ่อนคลายความเครียด, และ การท่องเที่ยวและสัมผัสธรรมชาติ ซึ่งตอกย้ำว่านักวิ่งเทรลให้ ความสำคัญกับประสบการณ์วิ่งในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงที่ระดับนัยสำคัญในสถิติ p&lt;0.05</p> วรรณภา อรัญโสต, กวินนา อุปมะ, ชลธิชา นิระพันธ์, วรัทยา นามบุตร, ณัฐธิดา สาธุเสน, กิตติ์ธนทัต สุพรรณ์, วัชระ เชียงกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2399 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวรูปแบบโซเชียล ดีท็อกซ์ บ้านบางกะม่า อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2509 <p>การวิจัยการศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวแบบโซเชียล ดีท็อกซ์ ในบ้านบางกะม่า อ.บ้านคา จ.ราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของนักท่องเที่ยวที่เลือกเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวแบบโซเซียล ดีท็อกซ์ บ้านบางกะม่า อ.บ้านคา จ.ราชบุรี <br />2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวที่เลือกเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวแบบ โซเซียล ดีท็อกซ์ บ้านบางกะม่า 3) เพื่อศึกษาการตัดสินใจในการเลือกเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวแบบโซเซียล ดีท็อกซ์ บ้านบางกะม่า 4) เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจในการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวแบบโซเชียล ดีท็อก บ้านบางกะม่า ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวที่เคยเที่ยวรูปแบบการท่องเที่ยวแบบโซเซียล <br />ดีท็อกซ์ คำนวณกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ได้เท่ากับ 1,217 คน เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของข้อมูล ผู้วิจัยจึงกำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้ที่จำนวน 1,300 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และทดสอบสมติฐานความสัมพันธ์ทางสถิติ F-Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา เพศหญิง อายุระหว่าง 26-30 ปี มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน และมีอาชีพพนักงานเอกชน/พนักงานภาครัฐ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001-20,000 บาท ตามลำดับ โดยมีความถี่ที่เคยไปเที่ยวต่อปี จำนวน 1 ครั้งต่อปี มีจำนวนครั้งที่เคยไปเที่ยว จำนวน 2-3 ครั้ง มีรูปแบบในการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ในขณะที่ผู้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวส่วนมากคู่รัก/เพื่อน และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวระหว่าง 2,001-3,000 บาทต่อครั้ง นักท่องเที่ยวมีแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในด้านบริการมากที่สุด รองลงมาคือ แรงจูงใจด้านความต้องการของสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่เลือกเที่ยวแบบโซเซียล ดีท็อกซ์มีแรงจูงใจในการตัดสินใจท่องเที่ยวโดยให้ความสำคัญในการเลือกเที่ยวด้านความต้องการ การผ่อนคลาย คลายเครียดอย่างแท้จริงที่ระดับนัยสำคัญในสถิติ p&lt;0.05 </p> มานะศักดิ์ จันทะวี, จิรนันท์ ถุงน้ำคำ, วัชราภรณ์ สาสีทา, ภัทราภรณ์ ปลื้มจิตร, สิริวิมล เหิมวัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2509 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของ TIKTOK ต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวของ GEN Z ชาวไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2412 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจในการท่องเที่ยวตาม TikToker ของนักท่องเที่ยว Gen Z ชาวไทย และ 2) เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินใจในการท่องเที่ยวตาม TikToker ของนักท่องเที่ยว Gen Z ชาวไทย คำนวณกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ได้เท่ากับ 384 ตัวอย่างเพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของข้อมูล ผู้วิจัยจึงกำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้ที่จำนวน 400 ตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และแปลผลค่าเฉลี่ยที่ได้จากการวิเคราะห์นำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ จัดเรียงระดับความสำคัญจาก มากที่สุดไปหาน้อยที่สุด และทดสอบสมติฐานความสัมพันธ์ทางสถิติ F-Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 22-24 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 10,001-20,000 บาท รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 10,001-20,000 บาท และมีภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคตะวันตก มีแรงจูงใจในการท่องเที่ยวโดยเลือกการท่องเที่ยวตามความสนใจเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น และ เลือกรูปแบบการท่องเที่ยวที่ชื่นชอบเป็นการท่องเที่ยวคน เป็น 2 ลำดับแรก ในด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ในด้านกระบวนการตัดสินใจในการท่องเที่ยวตาม TikToker ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.97 โดยข้อคำถามที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ นักท่องเที่ยวตัดสินใจท่องเที่ยวทันทีหลังจากดูวีดีโอของ TikTok ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า แรงจูงใจด้านความน่าเชื่อถือของ TikToker แรงจูงใจจากจำนวนผู้ติดตามหรือความนิยมของ TikToker แรงจูงใจจากภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่าย และแรงจูงใจจากความรู้หรือข้อมูลเชิงลึกที่ TikToker นำเสนอ มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจในการท่องเที่ยวตาม TikToker ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ซึ่งแรงจูงใจตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัว สามารถร่วมอธิบายตัวแปรที่ค่าร้อยละ 77.5 (R<sup>2</sup> = 0.775)</p> กรพรรณ อินทองเอียด, ณัฐพร สุดตา, กิตติ์ธนทัต สุพรรณ์, วัชระ เชียงกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2412 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์โรงแรมสีเขียวและการจัดการเชิงบวกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2111 <p>บทความนี้นำเสนอแนวคิดและทฤษฎีด้านการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรม โดยเน้นการบูรณาการการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับการจัดการเชิงบวก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้งยังวิเคราะห์กรณีศึกษาจากอินเดีย อียิปต์ และไทย เพื่อนำเสนอแนวปฏิบัติของโรงแรมสีเขียวในหลากหลายบริบท พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชนในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์ความรู้ที่ค้นพบใหม่คือ โรงแรมสีเขียวช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในอุตสาหกรรมโรงแรม</p> ณัฐวุฒิ รอดพันธุ์, ปรีดารี ศิริรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jimba_journal/article/view/2111 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700