https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/issue/feed นวัตศาสตร์สหวิทยาการ 2025-12-29T17:06:58+07:00 Luksamee Ngammeesri luxlek@hotmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารนวัตศาสตร์สหวิทยาการ (Journal of Innovative Interdisciplinary Sciences)</strong></p> <p>จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการของอาจารย์ นักศึกษา ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์กับสถาบันการศึกษาอื่นหรือองค์กรอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์คล้ายกัน</p> <p><strong>ชื่อวารสาร </strong></p> <p>ภาษาไทย : นวัตศาสตร์สหวิทยาการ</p> <p>ภาษาอังกฤษ : Journal of Innovative Interdisciplinary Sciences</p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/article/view/2247 การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนพรตพิทยพยัต 2025-08-31T13:42:05+07:00 ศิวาพัชญ์ บำรุงเศรษฐพงษ์ siwapatb@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โรงเรียนพรตพิทยพยัต โดยใช้กรอบการประเมิน CIPP Model ของ Stufflebeam (1971) ครอบคลุมด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต กลุ่มตัวอย่างจำนวน 361 คน ประกอบด้วยนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมิน 5 ฉบับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่นสูง (α = 0.81–0.93) การเก็บข้อมูลดำเนินการ 3 ระยะ ก่อน ระหว่าง และหลังโครงการ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า โครงการมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านบริบท (𝑥̅ = 4.41) แสดงถึงความสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ ด้านปัจจัยนำเข้า (𝑥̅= 4.30) มีคู่มือและเกณฑ์การดำเนินงานครบถ้วน บุคลากรและชุมชนมีส่วนร่วม ด้านกระบวนการ (𝑥̅ = 4.29) มีการวางแผนและกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และด้านผลผลิต (𝑥̅ = 4.41) นักเรียนพัฒนาทักษะชีวิต พฤติกรรมต้านทานยาเสพติด และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจสูง โดยสรุป โครงการมีความเหมาะสมและประสิทธิภาพสูง สามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ในการพัฒนาโรงเรียนปลอดยาเสพติดและอบายมุขได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นวัตศาสตร์สหวิทยาการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/article/view/1654 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในระบบจัดซื้อจัดจ้างด้านงานบริการสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความรับรู้ของผู้ประกอบการ ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ 2025-03-27T13:27:52+07:00 Akkapong Visittakool Akkapong.V@my.nsru.ac.th <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในระบบจัดซื้อจัดจ้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในระบบจัดซื้อจัดจ้างด้านงานบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความรับรู้ของผู้ประกอบการในเขตจังหวัดนครสวรรค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 291 คน โดยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าถดถอยพหุคูณแบบขั้นโดยวิธี Enter ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในระบบจัดซื้อจัดจ้างด้านงานบริการสาธารณะ อยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในระบบจัดซื้อจัดจ้างด้านงานบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความรับรู้ของผู้ประกอบการในเขตจังหวัดนครสวรรค์ อยู่ในระดับมาก พบว่า พบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตามทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในระบบจัดซื้อจัดจ้าง พบว่า ด้านความรู้ความเข้าใจระเบียบและข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง (&nbsp;= 3.70, S.D. = 1.09) ด้านความพร้อมของข้อมูลพื้นฐานในการจัดซื้อจัดจ้าง (&nbsp;= 3.83, S.D. = 0.97) ด้านการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ (&nbsp;= 3.95, S.D. = 0.93) และด้านการกำหนดคุณสมบัติในเงื่อนไขรายละเอียดของงาน (TOR) (&nbsp;= 3.85, S.D. = 0.92) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีอิทธิพลทางบวกทุกปัจจัย โดยมีสมการพยากรณ์ดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;= -1.152 + 0.251 (X1) + 0.370 (X2) + 0.317 (X3) + 0.152 (X4)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;= 0.181 (Z1) + 0.282 (Z2) + 0.250 (Z3) + 0.116 (Z4)</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นวัตศาสตร์สหวิทยาการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/article/view/2099 การศึกษา ผลของคุณภาพของระบบ คุณภาพสารสนเทศ และการยืนยันความคาดหวัง ที่มีต่อความพึงพอใจของพนักงานต่อระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ 2025-08-03T15:29:12+07:00 Nudwipa Chaksi nudwipa.c@gmail.com <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของคุณภาพระบบต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ 2) เพื่อศึกษาผลของคุณภาพสารสนเทศต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ 3) เพื่อศึกษาผลของการยืนยันความคาดหวังต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงาน พนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างธนาคาร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มีสิทธิใช้งานระบบ Digitizer จำนวน 370 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านคุณภาพระบบไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05&nbsp; 2) ปัจจัยด้านคุณภาพสารสนเทศส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ 3) ปัจจัยด้านการยืนยันความคาดหวังส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Digitizer ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นวัตศาสตร์สหวิทยาการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/article/view/2272 การศึกษาปัจจัยด้าน แรงจูงใจในการทำงาน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และความสุขในการทำงาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร กรณีศึกษาพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนบน 2025-09-07T20:46:35+07:00 Charthree Wongtongdee charthree.wo@baac.or.th <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงาน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และความสุขในการทำงาน ที่มีต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในเขตภาคเหนือตอนบน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพนักงาน 344 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงาน ได้แก่ ด้านความสำเร็จ ความก้าวหน้า ลักษณะงาน และเงินเดือน มีผลต่อความผูกพันของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการได้รับการยอมรับนับถือและความรับผิดชอบไม่ส่งผลอย่างชัดเจน สำหรับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เฉพาะด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์เท่านั้นที่ส่งผลต่อความผูกพัน ในขณะที่ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงปัจเจกบุคคลไม่มีนัยสำคัญนอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านความสุขในการทำงาน โดยเฉพาะการติดต่อสัมพันธ์ การรักในงาน และความสำเร็จในงาน ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญสูงสุด โดยสรุป องค์กรควรเน้นส่งเสริมความสุขและแรงจูงใจในการทำงานควบคู่ไปกับการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนและนำไปสู่ประสิทธิภาพขององค์กรในระยะยาว</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง, แรงจูงใจในการทำงาน, ความสุขในการทำงาน, ความผูกพันต่อองค์กร, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, พนักงาน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นวัตศาสตร์สหวิทยาการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/article/view/1684 แนวทางการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ ตำบลวังน้ำลัด อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ 2025-04-04T10:59:15+07:00 กัลยาณี พบโชค mookkalla@hotmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบริบททั่วไป และการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ 2) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค ในการบริหารจัดการวิสากิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ ตำบลวังน้ำลัด อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลักในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ประธารกลุ่ม และคณะกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ นักวิชาการเกษตร จำนวน 15 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง&nbsp;การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสาร การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง&nbsp;และการสนทนา นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา แบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.บริบทเชิงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ สามารถเพาะปลูกและมีผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่มีคุณภาพ พบการจัดการดังนี้ 1) ด้านการบริหารกลุ่ม กลุ่มมีแบ่งหน้าที่ มีการจัดทำแผนการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร มีระเบียบและกฎเกณฑ์ 2) ด้านการผลิต กลุ่มมีแผนการผลิตที่ช่วยลดต้นทุนได้ โดยเน้นการผลิตแบบข้าวปลอดภัย 3) ด้านการเงิน กลุ่มจัดทำงบประมาณประจำปี วางแผนและควบคุมการใช้จ่ายอย่าง ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐและเอกชน4) ด้านการตลาด กลุ่มมีการวางแผนการตลาด สำรวจความต้องการของลูกค้า และขยายตลาดให้เข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายช่องทาง 5) ด้านแรงงาน มีทั้งผู้ที่ให้ความร่วมมือและผู้ที่ยึดติดกับวิธีการดั้งเดิม โดยบางส่วนเปิดรับนวัตกรรม เทคโนโลยี และความรู้ด้านเกษตรกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากนักวิชาการ และปฏิบัติตามกฎระเบียบของกลุ่ม 6) ด้านการประสานความร่วมมือ กลุ่มมีการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐ และภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อขยายกำลังการผลิต และขยายโอกาสต่าง ๆ &nbsp;2. ปัญหาอุปสรรค ในการบริหารจัดการวิสากิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ ได้แก่ การขาดความร่วมมือและความเห็นไม่ตรงกัน คุณภาพวัตถุดิบไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนการผลิตสูง ขาดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ขาดเงินทุนหมุนเวียนและช่องทางการตลาด การแข่งขันสูงโดยเฉพาะด้านผลิตภัณฑ์ข้าว ขาดแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วม ขาดระบบสวัสดิการที่ดี และปัญหาความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน 3. แนวทางการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนาแปลงใหญ่ โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมาตรฐาน เชื่อมโยงการผลิตและการขายผ่านระบบโปรแกรม จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าระดับอำเภอและจังหวัด ทำตลาดออนไลน์ ปรับปรุงสถานที่จำหน่ายให้มีเอกลักษณ์ จัดการความรู้เป็นระบบ ส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม สร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิก และร่วมมือกับโครงการที่ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน</p> <p>&nbsp;</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นวัตศาสตร์สหวิทยาการ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jiis/article/view/1797 ผู้นำยุคดิจิทัล 2025-07-06T13:24:01+07:00 ผศ.ดร.อารีรัตน์ ภูธรรมะ ar82221@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอบทความวิชาการ เรื่อง ผู้นำยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นนำเสนอเกี่ยวกับแนวคิดด้านผู้นำยุคดิจิทัล ภาวะผู้นำยุคดิจิทัล ความสำคัญของผู้นำในยุคดิจิทัล&nbsp; และคุณลักษณะผู้นำยุคดิจิทัล โดยได้ศึกษาจาก แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p>โดยมีบทสรุปดังนี้ &nbsp;<strong>ผู้นำยุคดิจิทัล</strong> จะต้องเป็นบุคคลได้รับการยอมรับ อาจมาจากเลือกตั้งหรือแต่งตั้งหรือเสนอตัว มีหน้าที่ กำกับดูแล ประสานงาน ใช้อิทธิพลต่อกลุ่ม เพื่อกระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ จูงใจ ชี้นำ โน้มน้าวให้ผู้อื่นทำตามที่ต้องการ อย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกิดกิจกรรมดี ๆ ใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์&nbsp; มีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารงาน สนับสนุน เอื้ออำนวยการปฏิบัติงานของบุคลากร ส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยีขององค์กร เพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดหมายร่วมกันของผู้นำกับผู้ตาม นำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายตามต้องการ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลและอยู่รอดในยุคดิจิทัล &nbsp;โดยจะต้องมี <strong>คุณลักษณะผู้นำยุคดิจิทัล โดยสรุป</strong>ดังนี้ &nbsp;มีความเก่งโดดเด่นกว่าคนอื่น มีความมุ่งมั่นในการทำงานสูง &nbsp;มีความมั่นใจและมีความเป็นตัวของตัวเอง&nbsp; มีความซื่อสัตย์ &nbsp;มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ดี&nbsp; มีความไวต่อความรู้สึกผู้อื่น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีวุฒิภาวะทางอารมณ์หรือควบคุมอารมณ์ได้ดี รักในความเป็นผู้นำ และแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ มีความอ่อนน้อม มีความน่าเชื่อถือ สามารถปรับตัวได้ดี เปิดกว้างรับประสบการณ์หรือสถานการณ์ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้-พัฒนาระดับมืออาชีพ และบรรยากาศการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มีทักษะการคิดวิเคราะห์-คิดสร้างสรรค์-การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ดี มีความสามารถการบริหารจัดการโครงสร้าง สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณ นำพาองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง และสุดท้าย มีความสามารถในการสร้างความร่วมมือกับผู้อื่น<strong>&nbsp; </strong></p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นวัตศาสตร์สหวิทยาการ