วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p> <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">Journal of Administration, Management and Sustainable Development (JAMSD)</strong><br data-start="96" data-end="99" /><br data-start="150" data-end="153" /><strong data-start="153" data-end="180">ISSN 2985-2366 (Online)</strong></p> <p data-start="182" data-end="542">วารสาร JAMSD เป็นวารสารวิชาการด้านสังคมศาสตร์ที่มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในหลากหลายสาขา เช่น การบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชี การตลาด การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร จิตวิทยาประยุกต์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การบริหาร การวางแผนและการพัฒนา การศึกษา การปกครอง และการบริหารท้องถิ่น โดยรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="544" data-end="861">กระบวนการกลั่นกรองบทความของวารสารมีความเข้มงวด โดยใช้ระบบประเมินแบบ Double-blinded peer review จากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 2 ท่าน ผู้เขียนต้องส่งบทความที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และเขียนตามรูปแบบที่กองบรรณาธิการกำหนด หากมีข้อเสนอแนะจากผู้ประเมิน ผู้เขียนต้องแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้กระทบต่อกำหนดการตีพิมพ์</p> <p data-start="863" data-end="1164">วารสารมีกำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และตุลาคม–ธันวาคม โดยเก็บค่าธรรมเนียมการส่งและตีพิมพ์บทความจำนวน 4,000 บาทต่อบทความ ซึ่งต้องชำระหลังผ่านการประเมินเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมไม่สามารถขอคืนได้หากบทความไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p data-start="1166" data-end="1439" data-is-last-node="" data-is-only-node="">วารสารจัดทำและเผยแพร่โดย สมาคมขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อการบริหารและพัฒนาสังคม ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม มีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์วารสาร และอีเมล <a class="decorated-link cursor-pointer" rel="noopener" data-start="1374" data-end="1395">jamsdonline@gmail.com</a> รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุในข้อมูลวารสาร.</p> th-TH jamsdonline@gmail.com (รศ.ดร.ภักดี โพธิ์สิงห์) ่jamsdonline@gmail.com (นางปิยะมาศ มามีกุล) Fri, 11 Sep 2026 00:23:37 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2860 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร ปัจจัยทางการบริหารองค์การ และประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพรรณานิคม 2. อิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร และปัจจัยทางการบริหารองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพรรณานิคม กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพรรณานิคม จำนวน 253 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยกระบวนการสุ่มสุ่มแบบชั้นภูมิ ใช้แบบสอบถามในการดำเนินการเก็บข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยทางการบริหารองค์การขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านความซื่อสัตย์ ด้านความชัดเจนในบทบาท ด้านการดูแลผู้อื่น และด้านความยุติธรรม มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนด้านการแบ่งปันอำนาจ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพรรณานิคม ได้ร้อยละ 86.20 ปัจจัยทางการบริหารองค์การขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านทักษะ ด้านรูปแบบการบริหาร ด้านค่านิยมร่วม และด้านโครงสร้างหน่วยงาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอพรรณานิคม ได้ร้อยละ 77.00</p> ประภัสสร เทศรุ่งเรือง, สามารถ อัยกร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2860 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมและทัศนคติของนักท่องเที่ยวที่มีต่อคุณภาพการให้บริการร้านนวดในจังหวัดเชียงราย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3349 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการเลือกใช้บริการร้านนวดเพื่อสุขภาพ ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และเพื่อวิเคราะห์ทัศนคติของนักท่องเที่ยวที่มีต่อคุณภาพการให้บริการของร้านนวดเพื่อสุขภาพในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์ใช้บริการ จำนวน 400 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง โดยต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่เคยใช้บริการร้านนวดเพื่อสุขภาพในจังหวัดเชียงรายอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวมีระดับทัศนคติโดยภาพรวมต่อคุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ด้านบรรยากาศและสุนทรียภาพด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม และด้านบุคลากร ผลการศึกษาสะท้อนถึงความสำคัญของพฤติกรรมและทัศนคติที่มีต่อความสำเร็จของร้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาร้านอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรมีการกำหนดมาตรฐานการบริการที่สอดคล้องกันทั่วทั้งจังหวัด ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงการบูรณาการร้านนวดเข้ากับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาทักษะทางภาษาและยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เพื่อตอบสนองความพึงพอใจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ฤทัยชนก นาคะ, พีระพงษ์ ดวงสนิท, อาทิตย์ มงคลดี, นวรัตน์ ปัญญาชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3349 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์และสิ่งเร้าจากการไลฟ์สดบนติ๊กต็อกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Maybelline New York ของผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงเจเนอเรชันวาย ในจังหวัดสงขลา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3336 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อกที่มีต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์ Maybelline New York ของผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงเจเนอเรชันวาย ในจังหวัดสงขลา และ 2. อิทธิพลของสิ่งเร้าจากการไลฟ์สดติ๊กต็อกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง Maybelline New York ของผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงเจเนอเรชันวาย ในจังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยใช้วิธีเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยตัวแปรอิสระสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 67.8 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนไลฟ์สดติ๊กต็อกมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด ขณะที่สิ่งเร้าจากการไลฟ์สดบนติ๊กต็อกมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เช่นเดียวกัน ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า อินฟลูเอนเซอร์และกลยุทธ์การไลฟ์สดมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในบริบทของการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคหญิงเจเนอเรชันวาย ที่มีความคุ้นเคยกับสื่อสังคมออนไลน์และตอบสนองต่อเนื้อหาแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และไลฟ์คอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิผล</p> ประภาณี ด้วงนุ้ย, อนุวัต สงสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3336 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้วัฒนธรรมองค์การ ความผูกพันในงาน การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ในเขตจังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3039 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับการรับรู้วัฒนธรรมองค์การ ความผูกพันในงาน การรับรู้ความยุติธรรม ในองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ในเขตจังหวัดสกลนคร 2. อิทธิพลการรับรู้วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ในเขตจังหวัดสกลนคร 3. อิทธิพลความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ในเขตจังหวัดสกลนคร และ 4. อิทธิพลการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ในเขตจังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จำนวน 331 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้วัฒนธรรมองค์การ ความผูกพันในงาน การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก การรับรู้วัฒนธรรมองค์การมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยสามารถทำนายพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ร้อยละ 38.10 อีกทั้งความผูกพันในงานมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยสามารถทำนายพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ร้อยละ 67.50 และการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยสามารถทำนายพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ร้อยละ 41.30</p> เกศนรินทร์ อัยกร, ละมัย ร่มเย็น, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3039 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มบ้านดุง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3181 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มบ้านดุง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 และ 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มบ้านดุง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในกลุ่มบ้านดุง 1 จำนวน 152 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การตั้งวัตถุประสงค์ รองลงมาคือ การกำหนดทิศทางและการกำหนดกลยุทธ์ตามวิสัยทัศน์และจุดประสงค์ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การปฏิบัติและการดำเนินกลยุทธ์ แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรจัดตั้งคณะกรรมการวางแผนกลยุทธ์เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จของสถานศึกษา ควรดำเนินการวิเคราะห์ทรัพยากรและศักยภาพของบุคลากรอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องมือ เช่น การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมแบบ SWOT ควรจัดโครงสร้างการบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการขับเคลื่อนกลยุทธ์ โดยให้ครูทำหน้าที่เป็นประธานหรือเลขานุการในแต่ละกลยุทธ์ พร้อมทั้งมอบอำนาจในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบการจัดทำแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดชัดเจน โดยกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ และตัวชี้วัดความสำเร็จ ตลอดจนควรนำเทคนิคการวิเคราะห์มาใช้ในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพื่อให้การดำเนินงานตามกลยุทธ์เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> กฤติยาภรณ์ มีวิชา, อมรทิพย์ เจริญผล, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3181 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2916 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 2. เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เมื่อจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3. ศึกษาอิทธิพลของการสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี จำนวน 399 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ได้รับการสนับสนุนทางสังคม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. คุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี แตกต่างกันตามปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และตำบลที่อาศัยอยู่ ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ 3. การสนับสนุนทางสังคมสามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ได้ร้อยละ 81.10 โดยด้านเครื่องมือ สิ่งของ เครื่องใช้ มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านอารมณ์ ตามลำดับ ยกเว้นด้านการประเมิน และด้านข้อมูลข่าวสาร</p> ศิริรัตน์ สุวรรณ, ละมัย ร่มเย็น, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2916 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 กิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตำนานบึงหล่มและท้องพระโรงโดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ ผ่านการบูรณาการภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3333 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก และ 2. พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ผ่านการบูรณาการภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย ครูผู้สอน นักเรียน และบุคคลในชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม แบบสะท้อนผลการเรียนรู้ และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสรุปอุปนัย พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยังขาดความเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสอนตามตำราและขาดการเชื่อมโยงกับชุมชน ขณะที่กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงพื้นที่สำรวจ สัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลจากหลักฐานท้องถิ่น และสร้างผลงานด้วยตนเอง ส่งผลให้นักเรียนมีความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับบริบททางภูมิศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผล อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน รวมถึงส่งเสริมความภาคภูมิใจและจิตสำนึกในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานร่วมกับการบูรณาการภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีความหมายและสนับสนุนการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของผู้เรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชยานันต์ เคี่ยมทองคํา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3333 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการสร้างเครื่องมือวัดการคิดด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง ร่วมกับกระบวนการเสริมสร้างพลังภายในตนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3196 <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างเครื่องมือวัดการคิดที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง ร่วมกับกระบวนการเสริมสร้างพลังภายในตนของนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตระดับปริญญาตรีสาขาการวัดและประเมินทางการศึกษา จำนวน 55 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง ร่วมกับกระบวนการเสริมสร้างพลังภายในต้น จำนวน 15 แผน แบบประเมินความคิดเห็นต่อผลการสร้างเครื่องมือวัดการคิด ซึ่งเป็นแบบเขียนตอบ จำนวน 3 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตรวจผลงาน สอบถามความคิดเห็น และหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสรุปผลจากการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นิสิตมีความสามารถในการสร้างเครื่องมือวัดการคิดและมีความมั่นใจในการสร้างเครื่องมือวัดการคิดเพิ่มขึ้น สามารถวางแผนและแก้ปัญหาในทุกครั้งที่เรียนตามแผนการเรียนรู้ มีความพึงพอใจในการแก้ปัญหาสูงขึ้น สามารถวางแผนตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงคุณภาพได้ดีขึ้น มีความมั่นใจที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการสร้างเครื่องมือวัดการคิด และการทดลองใช้จริงไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในการฝึกประสบการณ์ต่อไปได้อย่างมั่นใจ</p> เรวดี กระโหมวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3196 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ทัศนคติและการรับรู้คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3263 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับทัศนคติ การรับรู้คุณภาพการให้บริการ และความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2. อิทธิพลของทัศนคติ และการรับรู้คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้มาใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานนครพนม และท่าอากาศยานเลย จำนวน 385 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ทัศนคติต่อการใช้บริการ การรับรู้คุณภาพการให้บริการ และความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ทัศนคติต่อการใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านความคิดความเชื่อ มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ยกเว้นด้านความรู้สึก และด้านความพร้อมแสดงพฤติกรรม โดยสามารถพยากรณ์ระดับความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ร้อยละ 30.90 การรับรู้คุณภาพการให้บริการของท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ และด้านการตอบสนองต่อผู้มารับบริการ มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ยกเว้น ด้านการให้ความเชื่อมั่นต่อผู้มารับบริการ และด้านการรู้จักและเข้าใจผู้มารับบริการ โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับความตั้งใจใช้บริการท่าอากาศยานภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน ได้ร้อยละ 94.60</p> ธัญญาเรศ รุกคำ, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3263 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารสถานศึกษาปลอดภัยของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3267 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับการบริหารสถานศึกษาปลอดภัยของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 และ 2. แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาปลอดภัยของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดอุดรธานี จำนวน 108 คน ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน และสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และแบบสัมภาษณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้โปรแกรม google form วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารสถานศึกษาปลอดภัยของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มาตรการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปรามภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาพกายและจิตใจ รองลงมาคือ มาตรการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปรามภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ มาตรการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปรามภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ 2. แนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาปลอดภัยของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองหาน 2 ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาระบบความปลอดภัยครบวงจรผ่านการติดตั้งเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยและระบบควบคุมการเข้าออก การสร้างความตระหนักเรื่องภัยจากความรุนแรง ผ่านกิจกรรมอบรมและเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงการจัดทำระบบสอบสวนและลงโทษที่โปร่งใสยุติธรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> วรรณิศา นีละนันท์, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3267 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์ต้นแบบการพัฒนาเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูสู่ความยั่งยืน ภายใต้บริบทสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดจันทบุรี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3268 <p>ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความยั่งยืนของสังคม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สังเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการดำเนินงานการพัฒนาเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูภายใต้บริบทของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดจันทบุรี 2. วิเคราะห์บทบาทของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการในระดับสถาบันที่เอื้อต่อการฟื้นฟูและการพัฒนาเยาวชน และ 3. พัฒนาต้นแบบเชิงกระบวนการสำหรับการพัฒนาเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 45 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและเยาวชน ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตกระบวนการดำเนินงาน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูประกอบด้วยกลไกสำคัญ 4 ประการได้แก่ 1. กลไกการขับเคลื่อนการเรียนรู้และการฟื้นฟู 2. กระบวนการมีส่วนร่วมของบุคลากรและภาคีเครือข่าย 3. การเรียนรู้จากประสบการณ์และการสะท้อนผล และ 4. การบูรณาการการพัฒนาเยาวชนในหลายมิติ ทั้งด้านพฤติกรรม ทักษะชีวิต และคุณค่าทางสังคม การออกแบบกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างการตระหนักรู้ ความรับผิดชอบและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชน ผลการศึกษานำไปสู่การพัฒนาต้นแบบเชิงกระบวนการสำหรับการพัฒนาเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู งานวิจัยนี้เสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูกับการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และการพัฒนาเยาวชนเชิงระบบ อธิบายกลไกการเปลี่ยนแปลงจากการเรียนรู้สู่การตระหนักรู้และการปรับพฤติกรรมอย่างเป็นลำดับ ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้เดิมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติอย่างเป็นระบบ</p> สิริมาส ศรขาว, เอกชัย กิจเกษาเจริญ, เรืองอุไร วรรณโก, พิทักษ์ ทองแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3268 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ด้านการสื่อสารของสหกรณ์อิสลามในประเทศไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3257 <p>สหกรณ์อิสลามเป็นองค์กรเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินงานภายใต้หลักการอิสลาม (ชารีอะฮ์) โดยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับสวัสดิการของสมาชิกและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชน อย่างไรก็ตาม กรอบแนวคิดด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่มีอยู่ในวรรณกรรมส่วนใหญ่ ยังตั้งอยู่บนฐานคิดขององค์กรธุรกิจแบบตะวันตก ซึ่งยังไม่สามารถอธิบายกลไกการสร้างความชอบธรรมทางศาสนาและความไว้วางใจในบริบทของสหกรณ์อิสลามได้อย่างเพียงพอ บทความนี้มุ่งเติมเต็มช่องว่างทางทฤษฎีดังกล่าว โดยการทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ อัตลักษณ์และคุณค่าสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การกำกับดูแลตามหลักชารีอะฮ์และการเล่าเรื่องขององค์กร เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีสำหรับอธิบายบทบาทของการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในสหกรณ์อิสลามในประเทศไทย การศึกษานี้ใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรมเชิงแนวคิดแบบมีโครงสร้าง กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัยที่มุ่งเน้นกลไกการสื่อสาร ความไว้วางใจ และความยั่งยืนขององค์กร ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของสหกรณ์อิสลาม ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 มิติ ได้แก่ 1. ความสามารถด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ 2. การสื่อสารอัตลักษณ์และคุณค่าสหกรณ์ 3. การสื่อสารเพื่อการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4. การสื่อสารคุณค่าอิสลามและสัญญาณความน่าเชื่อถือด้านการกำกับดูแลชารีอะฮ์ และ 5. การเล่าเรื่องขององค์กร นอกจากนี้ กรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเสนอให้ความไว้วางใจทำหน้าที่เป็นกลไกตัวกลางที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ไปสู่ความยั่งยืนขององค์กร โดยบทความนี้มีส่วนสำคัญในการขยายขอบเขตของทฤษฎีการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ไปสู่องค์กรที่ดำเนินการภายใต้หลักการศาสนา นอกจากนั้นเสนอแนวคิด สัญญาณความน่าเชื่อถือด้านการกำกับดูแลชารีอะฮ์ในฐานะกลไกการสื่อสารเฉพาะบริบท ซึ่งช่วยอธิบายกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของสหกรณ์อิสลามได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น</p> ศิดดิก ลาลีวัน, สุบิน เด่งนุ้ย, สุวิทย์ สุขแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3257 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์เพื่อการยกระดับมูลค่า และอัตลักษณ์ชุมชน ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3272 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน ในพื้นที่ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ชุมชน 3. ประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้น และ 4. เสนอแนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานอย่างยั่งยืน ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์จากกลุ่มตัวอย่างที่สนใจเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแตกต่างก่อน–หลังการพัฒนา ผลการวิจัยพบว่า การผลิตเดิมยังคงยึดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ขาดการพัฒนาด้านการออกแบบ การตลาด และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดำเนินการตามกระบวนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์อัตลักษณ์ การออกแบบต้นแบบ การทดลองผลิตและปรับปรุง และการทดสอบตลาด ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 3 รูปแบบ ได้แก่ ตะกร้า กระติบข้าว และหวดนึ่งข้าว ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจของผู้บริโภคโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 องค์ความรู้ใหม่ของการวิจัย คือ การพัฒนารูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานเชิงสร้างสรรค์แบบบูรณาการ ที่เชื่อมโยงแนวคิดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ห่วงโซ่คุณค่า และอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ 4 ประการ ได้แก่ รูปแบบการพัฒนา นวัตกรรมอุปกรณ์การผลิต กรอบการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า และฐานข้อมูลอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในบริบทอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เมทยา อิ่มเอิบ, เยาว์ธิดา รัตนพลแสน, ขนิษฐา หาระคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3272 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3269 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และ 2. หาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านค้อ จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และแบบสัมภาษณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ได้รับตอบกลับคิดเป็นร้อยละ 100 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านค้อ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเป็นผู้นำ รองลงมาคือ ด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัว ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ และด้านการทำงานเป็นทีม 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านค้อ คือ ด้านการเป็นผู้นำด้านวิสัยทัศน์ ควรจัดประชุมระดมความคิดจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ให้ทันสมัย ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลควรติดตามผลงานใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร และมอบหมายงานที่สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคล ด้านการมีความยืดหยุ่นและปรับตัว ควรจัดประชุมวิเคราะห์สถานการณ์เป็นระยะ สร้างช่องทางสื่อสารแบบเรียลไทม์ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ควรส่งเสริมกิจกรรมที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับแนวคิดสมัยใหม่ จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิด ด้านการทำงานเป็นทีม ควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้าง และส่งเสริมกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ทั้งนี้แนวทาง 5 ด้าน มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร เพื่อให้สามารถนำองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน</p> วรรณิภา พิมพ์หล่อ, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3269 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ทักษะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ในศตวรรษที่ 21 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3271 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับทักษะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ในศตวรรษที่ 21 และ 2. แนวทางพัฒนาทักษะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ บุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 86 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม รองลงมาคือ ด้านการคิดวิเคราะห์ และด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการรู้เท่าทันดิจิทัล 2. แนวทางพัฒนาทักษะของผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ด้านการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ผู้บริหารควรสร้างกลไกการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือ ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันควรพัฒนาระบบสื่อสารดิจิทัลที่ทันสมัย ด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ควรส่งเสริมการทดลอง การเรียนรู้จากความผิดพลาด และการแลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ระหว่างบุคลากร และด้านการรู้เท่าทันดิจิทัลควรส่งเสริมการฝึกอบรมการใช้โปรแกรมและแอปพลิเคชันต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว</p> กันยรัตน์ ไชยคำหาญ, อมรทิพย์ เจริญผล, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3271 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ร้านคาเฟฮาลาล ในจังหวัดสงขลา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3282 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ของร้านคาเฟฮาลาลในจังหวัดสงขลา 2. ระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านคาเฟฮาลาลในจังหวัดสงขลา และ 3. อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านคาเฟฮาลาลในจังหวัดสงขลา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านคาเฟฮาลาลในจังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ของร้านคาเฟฮาลาลในจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างประสบการณ์ ด้านการแลกเปลี่ยน ด้านการเข้าถึงได้ทุกที่ และด้านการสร้างความสัมพันธ์ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน และผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ทุกด้านมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านคาเฟฮาลาลในจังหวัดสงขลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับจากร้าน ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ ความคุ้มค่าในการแลกเปลี่ยน และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างร้านกับลูกค้าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านคาเฟฮาลาล</p> สิริชนก อินทะสุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3282 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายการศึกษาที่ 11 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3291 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายการศึกษาที่ 11 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 และ 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายการศึกษาที่ 11 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 14 คน โดยเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติ และครู จำนวน 89 คน ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม google form และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายการศึกษาที่ 11 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน รองลงมาคือ ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในด้านการจัดการหลักสูตร ได้แก่ การมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและชุมชน โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรศึกษาความต้องการของชุมชนในการพัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูทุกกลุ่มสาระ ผ่านคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูด้านการออกแบบหลักสูตรและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</p> ปรารถนา จันเทพา, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3291 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 14 (สังคม 2) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3288 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 14 (สังคม 2) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 และ 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 14 (สังคม 2) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 56 คน ที่อยู่ในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 14 (สังคม 2) จำนวน 7 แห่ง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 และใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 14 (สังคม 2) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัล และด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการสร้างนวัตกรรมดิจิทัล 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาควรขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลโดยจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเป็นระบบ พร้อมแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านแผนพัฒนาที่เหมาะสม และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านเทคโนโลยี ตลอดจนต้องสื่อสารวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงผ่านการประชุมและช่องทางที่หลากหลาย พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาความสำเร็จ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมดิจิทัล โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้เรียนผ่านการจัดพื้นที่แสดงความคิดเห็น และสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างครู และนักเรียนในการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา</p> วิไลวรรณ ไชยรา, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3288 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3299 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี และ 3. ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร จำนวน 31 คน และครู จำนวน 300 คน รวมทั้งสิ้น 331 คน ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบบสอบถามสภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 แบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.99 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความต้องการจำเป็น สำหรับระยะที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และในระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็น โดยภาพรวมอยู่ระหว่าง 0.240-0.269 2. แนวการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 25 แนวทาง โดยผู้ให้ข้อมูลได้ยืนยันผลให้ใช้แนวทางการพัฒนาได้ทุกแนวทาง และ 3. การประเมินแนวทางด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ดาราวรรณ เชื้อเวียง, พิมพ์พร จารุจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3299 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขต สองทะเล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3308 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตสองทะเล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2. เปรียบเทียบระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตสองทะเล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล และ 3. หาแนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตสองทะเล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียน ในสหวิทยาเขตสองทะเล โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านวินัยและการรักษาวินัย 2. การเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีเพศต่างกัน มีระดับการบริหารงานบุคคล โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน และ 3. แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตสองทะเล พบว่า ควรจัดให้มีการประชุม อบรม สัมมนา ให้แก่ผู้บริหารได้มีความรู้ที่ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับการเสริมทักษะการบริหารงานบุคคล เพื่อให้ผู้บริหารได้มีทักษะด้านการบริหารงานบุคคลในด้านต่าง ๆ ตามเกณฑ์ ทั้งนี้ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยเน้นการมีส่วนร่วม จำเป็นต้องเปลี่ยนการประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นศักยภาพครู ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้วิธีการสร้างบรรยากาศที่ดีในการประเมินผลให้เกิดขึ้นมากกว่าการจับผิด</p> อิงควัฒน์ ขวัญหมัด, ศัจนันท์ แก้ววงศ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3308 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาโรงเรียนตามแนวคิดโรงเรียนสอนคิดในจังหวัดเชียงราย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3315 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันของโรงเรียนสอนคิดในจังหวัดเชียงราย และ 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาโรงเรียนตามแนวคิดโรงเรียนสอนคิด โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้บริหารและครูสถานศึกษาที่เข้าร่วมเครือข่ายโรงเรียนสอนคิดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จำนวน 242 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวิจัยทางการศึกษาและโรงเรียนสอนคิด จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของโรงเรียนสอนคิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ยังมีบางประเด็นยังอยู่ในระดับปานกลาง ควรพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. แนวทางการพัฒนาโรงเรียนตามแนวคิดโรงเรียนสอนคิด สรุปได้ 8 แนวทาง คือ 2.1 ส่งเสริมภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารให้เข้มแข็ง 2.2 พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างต่อเนื่อง 2.3 พัฒนาระบบวัดและประเมินผลที่สะท้อนกระบวนการคิด 2.4 ส่งเสริมเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2.5 พัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด 2.6 สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการคิดอย่างเป็นระบบ 2.7 เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และ 2.8 ส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียนโดยบูรณาการเครื่องมือและวิธีการคิดที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป</p> คมสันต์ มาฟู, กษิฎิฏฏ์ มีพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3315 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การจัดทำคู่มือการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3317 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพ ปัญหาและข้อเสนอแนะการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า 2. ศึกษาการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี และ 3. พัฒนาคู่มือการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า เป็นการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพ ปัญหาและข้อเสนอแนะการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้าทั้ง 5 ด้าน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ผู้บริหารกำหนดกระบวนการประเมินผลร่วมกับครู โดยเน้นการติดตามผลจริงในห้องเรียน ผู้บริหารจัดสายงานนิเทศส่งเสริมการใช้ปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน ผู้บริหาร/ผู้นิเทศติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับครูในระหว่างและหลังการนิเทศ พร้อมแสดงความเข้าใจ สนับสนุน และติดตามผล ผู้บริหาร/ผู้นิเทศตรวจสอบความพร้อมของครูในการออกแบบกิจกรรมสร้างความสนใจ และผู้บริหารหรือผู้นิเทศมีการประเมินว่าครูสามารถสร้างบรรยากาศเชิงบวกเพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ผลการศึกษาการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี พบว่า ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบตามกรอบ POLCA โดยเริ่มจาก (P) การวางแผน ที่เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมและเกิดความไว้วางใจ (O) ควบคู่กับการจัดระบบทรัพยากร สื่อ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงรุก (L) บทบาทของผู้นิเทศในฐานะผู้นำทางวิชาการและโค้ชมีความสำคัญต่อการเสริมพลังและสร้างความมั่นใจให้ครู (C) การกำกับติดตามควรมุ่งที่คุณภาพปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยใช้เกณฑ์ร่วมและกลไก PLC และ (A) การประเมินควรใช้เครื่องมือหลากหลายเพื่อสะท้อนคุณภาพการสอนอย่างรอบด้านและนำผลไปใช้พัฒนาครูและสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง และ 3. ผลการจัดทำคู่มือการนิเทศการสอนที่เน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด คู่มือมีความสอดคล้องกับกรอบ POLCA และแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จึงสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนได้</p> ปรมัตถ์ มาศคีรีวงศ์, อนุสรณ์ นามประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3317 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 Political party popularity and Buddhist policy advocacy: An analysis of university students' political preferences in Bangkok https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3319 <p>This study investigates the factors that affect the popularity of political parties among university students in Bangkok, Thailand. This demographic represents educated urban youth. The research focuses on five key variables: political identity, political party policy, political communication, political perception, and political party popularity. Political party popularity is defined as the degree of support, positive attitudes, and emotional attachment toward a party that influences electoral behavior. In this study, the term “Buddhist-oriented policy” refers to policy positions that emphasize the institutional protection of Buddhism, promote moral governance based on religious principles, and advocate for identity-based narratives that connect national and religious values. Using a cross-sectional survey involving 300 students and employing Structural Equation Modeling (SEM), the findings indicate that political identity and political communication are the only significant predictors of popularity of political parties. Political communication significantly influences political perception, while political identity does not. Additionally, political perception does not have a significant impact on party popularity, and there are no statistically significant indirect (mediated) effects. Moreover, political party policies, especially those oriented toward Buddhism, show no significant direct or indirect effects on either perception or popularity. These findings suggest that for educated urban youth, alignment with political identity and communication processes may hold greater influence than policy content and religious values. This indicates a potential generational divergence in political behavior, rather than a definitive shift within the broader Thai electorate.</p> Phra Raksaphol Sakulvaddhana (Kullavaddhano), Waiphot Kulachai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3319 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนโดยใช้ธนาคารน้ำใต้ดิน กรณีศึกษาบ้านล้อง ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3296 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากลยุทธ์การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนโดยใช้ธนาคารน้ำใต้ดิน และ 2. ประเมินผลกลยุทธ์การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนโดยใช้ธนาคารน้ำใต้ดินในพื้นที่บ้านล้อง ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปางเป็นการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านล้อง หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จำนวน 630 คน กลุ่มเป้าหมายสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ประชาชนบ้านล้อง ที่มีบทบาทความเกี่ยวข้อง และประสบการณ์ตรงในการจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชน จำนวน 30 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดจากประชากรโดยใช้สัดส่วนร้อยละ 15 ได้จำนวน 95 คน เลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และแบบประเมินผลการดำเนินงานตามกรอบ CIPP วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุมชนบ้านล้องประสบปัญหาน้ำแล้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม และประสบปัญหาน้ำหลากท่วมพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม จึงได้นำธนาคารน้ำใต้ดินมาใช้ลดปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมหลากของชุมชนส่งผลให้ประชาชนมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรในระยะยาว 2. ผลการประเมินกลยุทธ์การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนโดยใช้ธนาคารน้ำใต้ดินในพื้นที่บ้านล้อง พบว่า คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งในภาพรวมและในองค์ประกอบรายด้าน ทั้งด้านสภาวะแวดล้อม ปัจจัยนำเข้ากระบวนการดำเนินงาน และผลผลิต</p> ชัชญาณิภา ชาวเขลางค์, ปิยรัตน์ วงศ์จุมมะลิ, วิไลลักษณ์ พรมเสน , อนันต์ อุปสอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3296 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความสอดคล้องโครงการพัฒนาบุคลากรกับโมเดลการเรียนรู้ 70:20:10 กรณีศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3326 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์หมวดหมู่การพัฒนาของโครงการพัฒนาบุคลากร และ 2. ประเมินความสอดคล้องระหว่างโครงการพัฒนาบุคลากรกับสัดส่วนโมเดลการเรียนรู้ 70:20:10 ของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีบุคลากรทั้งหมด 99 คน โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารจากโครงการพัฒนาบุคลากรย้อนหลัง 9 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560–2568 รวมทั้งสิ้น 80 โครงการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า โครงการพัฒนาบุคลากรส่วนใหญ่เน้นหมวดความรู้ ความเข้าใจ และการสื่อสารองค์กร มีจำนวนมากที่สุด (ร้อยละ 57.50) เมื่อพิจารณาความสอดคล้องกับโมเดล 70:20:10 พบว่า โครงการส่วนใหญ่จัดอยู่ในรูปแบบการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร (10%) สูงถึงร้อยละ 71.25 รองลงมาคือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (70%) ร้อยละ 16.25 และการเรียนรู้ผ่านผู้อื่น (20%) ร้อยละ 12.50 องค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ทำหน้าที่เป็นกลไกต้นน้ำสำคัญในการสร้างความสอดคล้องเชิงนโยบาย ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์ (20%) และลดแรงเสียดทานในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (70%) ในองค์กรวิชาการ แม้จะยังมีการพึ่งพิงผู้เชี่ยวชาญภายนอกสูงแต่มีการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาการใช้ฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อมุ่งสู่การเป็น Smart Management และยกระดับคุณภาพตามเกณฑ์ EdPEx อย่างยั่งยืน</p> ศิรดี สาสนัส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3326 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 Social media and political engagement in Thailand: A qualitative analysis of political attitudes, motivation, and participation https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3323 <p data-start="111" data-end="571">This study examines the role of social media in shaping political attitudes, motivation, and participation in Thailand. As digital platforms have become more deeply integrated into political communication and public discourse, it is essential to study how individuals engage with political information online. This research employs a qualitative approach, utilizing in-depth interviews with 18 key informants from various occupational and social backgrounds, and applies inductive thematic analysis to uncover emerging patterns in the data. The findings indicate that social media has transformed from a platform mainly for entertainment into an essential medium for obtaining political information and keeping track of affairs. Most participants indicated that they used social media not only to consume political content but also to assess government performance and analyze socio-political conditions. The study identifies various forms of political participation. These range from cautious observation and self-censorship among groups that are sensitive to risk, to active information sharing and public knowledge dissemination among individuals who are more engaged. In addition, the findings suggest that political motivation is influenced by a mix of economic concerns, professional responsibilities, and civic values, especially those associated with social justice and democratic principles. Many participants demonstrated hybrid political participation, effectively connecting online engagement with offline civic action. This study enhances the understanding of Thai political behavior by defining social media as a type of “political infrastructure” that facilitates everyday political engagement. It further advances understanding by emphasizing the layered nature of political motivation across social groups and the development of hybrid participation patterns in the digital era.</p> <p data-start="111" data-end="571"> </p> Chutimun Charoenlarp, Waiphot Kulachai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3323 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3325 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 และ 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ครู จำนวน 152 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ผ่านโปรแกรม google form มีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่น 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีการกระจายตัวน้อย เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ แบบขายความคิด รองลงมา คือ แบบมีส่วนร่วม และแบบมอบหมายงาน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ แบบสั่งการ 2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานงบประมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาภาวะผู้นำตามสถานการณ์โดยสร้างคู่มือการปฏิบัติงานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับระบบประเมิน KPI และทบทวนปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ ประยุกต์ใช้หลักจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อสร้างวัฒนธรรม การชื่นชมและระบบโค้ชชิ่งที่สนับสนุนสุขภาวะองค์รวมของบุคลากร จัดประชุมระดมสมอง เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทีมงานในการตัดสินใจและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการร่วมกัน และพัฒนาระบบให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านเครือข่ายการสนับสนุนที่ครอบคลุม พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> พีรณัฐ สยามา, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3325 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3335 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2. หาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3. ประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหาร โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 302 คน ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.90 และสภาพที่พึงประสงค์ เท่ากับ 0.96 ระยะที่ 2 การหาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบประเมินแนวทางด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์ ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการวิเคราะห์ค่าความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.279–0.353 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ การเรียนรู้เป็นทีม การใช้เทคโนโลยี สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการบูรณาการ 3. ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> <p> </p> เกริกพล ขันทะศรี, พิมพ์พร จารุจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3335 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในยุควิถีความปกติถัดไป ของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3287 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษา 1. ระดับสมรรถนะในการทำงานในยุควิถีความปกติถัดไป 2. ประสิทธิภาพการทำงานในยุควิถีความปกติถัดไป และ 3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในยุควิถีความปกติถัดไปของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากสูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างของ Cochran จากนั้นใช้วิธีการเก็บข้อมูลตามสะดวก ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.985 ในการเก็บรวบรวบข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. สมรรถนะในการทำงานในยุควิถีความปกติถัดไป โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านสมรรถนะเพื่อการทำงานร่วมกับผู้อื่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2. ประสิทธิภาพการทำงานในยุควิถีความปกติถัดไปโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านวิธีการทำงานที่เหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3. สมรรถนะการทำงานในด้านสมรรถนะการทำงานอย่างมืออาชีพ สมรรถนะเพื่อการทำงานสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายองค์กร และสมรรถนะเพื่อการทำงานร่วมกับผู้อื่นมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในยุควิถีความปกติถัดไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายประสิทธิภาพการทำงานได้ร้อยละ 67</p> อุรุวรรณ บุญเลิศ, กิตติ ชุณหศรีวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3287 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มโคกก่องชัยพร สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3320 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโคกก่องชัยพร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ และ 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโคกก่องชัยพร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู โรงเรียนในกลุ่มโคกก่องชัยพรจำนวน 12 แห่ง ประกอบด้วย ผู้บริหาร และครู จำนวน 102 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มโคกก่องชัยพร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีการกระจายตัวน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รองลงมา คือ ด้านการคิดสร้างสรรค์ และด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการบริหารความเสี่ยง 2. แนวทางพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนด้านการบริหารความเสี่ยงวรบริหารความเสี่ยงองค์กร อย่างบูรณาการด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากทุกฝ่าย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามแบบเรียลไทม์และจัดประชุมทบทวนสถานการณ์เป็นประจำ พร้อมกับพัฒนาเครื่องมือประเมินที่วิเคราะห์ทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดลำดับความสำคัญตามระดับความเสี่ยงและผลกระทบ ควบคู่กับการสื่อสารเหตุผลของการตัดสินใจให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตื่นตัวต่อการจัดการความเสี่ยงและส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมอย่างยั่งยืน</p> ศศิธร สีสาร, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3320 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอชุมแสง เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3342 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1. ศึกษาสภาพการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา 2. ศึกษาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3. เสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษา ตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอชุมแสง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 1 การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (mixed methods) กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงปริมาณคือ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 95 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดตามตารางของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการศึกษาเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (นักวิชาการ/ผู้บริหาร/ครู) จำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการบริหารงานวิชาการ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือการบริหารงานบุคคล และการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือหลักการมีส่วนร่วม ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือหลักคุณธรรม จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ สามารถสังเคราะห์แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลได้ว่า ผู้บริหารควรยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการแสดงออกถึงคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคลากร ทั้งนี้ควรดำเนินงานด้วยความโปร่งใส โดยเปิดเผยข้อมูลและใช้ระบบคณะกรรมการเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ ผู้บริหารควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่และเป้าหมายการปฏิบัติงานให้ชัดเจน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในองค์กร และควรบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยยึดหลักความประหยัดและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพ</p> นเรน สินพูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3342 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3322 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจําเป็นในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า 2. เพื่อศึกษากระบวนการและแนวปฏิบัติที่ดี (best practice) ในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียนสารสาสน์ วิเทศร่มเกล้า 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า 4. เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมิน ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า ทุกองค์ประกอบมีค่าดัชนี PNImodified เป็นบวก แสดงถึงช่องว่างที่ควรได้รับการพัฒนา โดยองค์ประกอบที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูง ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำ และวิสัยทัศน์นวัตกรรม ด้านวัฒนธรรมองค์กรแห่งนวัตกรรม และด้านเครือข่ายความร่วมมือจากการสังเคราะห์ผลการวิจัยเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้พัฒนาแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของโรงเรียน ประกอบด้วย 1. การกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายด้านนวัตกรรมที่ชัดเจนและบูรณาการสู่การปฏิบัติ 2. การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร 3. การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ร่วมกัน 4. การพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม และ 5. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อสนับสนุนทรัพยากรและองค์ความรู้ ผลการตรวจสอบแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า ความเหมาะสมของแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดแสดงให้เห็นว่าแนวทางที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> ปรเมศวร์ มาศคีรีวงศ์, อนุสรณ์ นามประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3322 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพปัญหาและการพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้กิจกรรม Farm School ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3235 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้กิจกรรม Farm School ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจังหวัดบึงกาฬ และ 2. พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยการใช้กิจกรรม Farm School สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในจังหวัดบึงกาฬ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (mixed methods research) พื้นที่วิจัยคือโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองตะไก้ จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และปราชญ์ชุมชนด้านการเกษตร รวมจำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แบบสอบถามสภาพและปัญหาการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ และ 2. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพและปัญหาการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้กิจกรรม Farm School โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านหลักสูตรมีระดับปัญหามากที่สุด 2. รูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้กิจกรรม Farm School ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจังหวัดบึงกาฬ สามารถสังเคราะห์ได้เป็น 3. รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบเชื่อมโยง (connected model) รูปแบบการมีส่วนร่วม (shared model) และรูปแบบการโยงใย (webbed model) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการบูรณาการกิจกรรมการเกษตรในโรงเรียนเข้ากับการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานและเชื่อมโยงกับบริบทชุมชน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ห่างไกลได้</p> เอกศักดิ์ เฮงสุโข, ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว, ฉัตรชนก เฮงสุโข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3235 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขนาดเล็กเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนหนองหาน 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3520 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา<br />ขนาดเล็กเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนหนองหาน 4 ประชากรหน่วยที่ศึกษา (unit of study) คือ สถานศึกษาเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนหนองหาน 4 จำนวน 16 แห่ง ตัวอย่างหน่วยที่ศึกษา คือ สถานศึกษาเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนหนองหาน 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 โรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 10 แห่ง และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 72 คน เลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติผู้บริหารสถานศึกษาและครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความตรงระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Google Forms ทางอีเมล์ และเก็บด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาขนาดเล็ก เครือข่ายกลุ่มโรงเรียนหนองหาน 4 ภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมาก และรายด้านด้านที่มีระดับการบริหารงานวิชาการสูงสุด คือ ด้านการวัดผล ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน รองลงมาคือ ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และด้านที่มีระดับการบริหารงานวิชาการต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร 2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการ ด้านการพัฒนาหลักสูตร มีแนวทางพัฒนา 5 แนวทาง คือ การจัดประชุมครูแบบมีส่วนร่วมพร้อมชุมชนและผู้ปกครอง การพัฒนาทักษะครูในการวิเคราะห์หลักสูตรผ่านการอบรมและประชุมกลุ่มสาระ การอบรมเทคนิคการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้ และการจัดระบบนิเทศแบบกัลยาณมิตรพร้อมจัดสรรทรัพยากรและสร้างระบบยกย่องผลงานดีเด่น เพื่อให้การพัฒนาหลักสูตรมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น</p> ศศินา แสงคำ, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3520 Fri, 11 Sep 2026 00:00:00 +0700