วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p> <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">Journal of Administration, Management and Sustainable Development (JAMSD)</strong><br data-start="96" data-end="99" /><br data-start="150" data-end="153" /><strong data-start="153" data-end="180">ISSN 2985-2366 (Online)</strong></p> <p data-start="182" data-end="542">วารสาร JAMSD เป็นวารสารวิชาการด้านสังคมศาสตร์ที่มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในหลากหลายสาขา เช่น การบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชี การตลาด การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร จิตวิทยาประยุกต์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การบริหาร การวางแผนและการพัฒนา การศึกษา การปกครอง และการบริหารท้องถิ่น โดยรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="544" data-end="861">กระบวนการกลั่นกรองบทความของวารสารมีความเข้มงวด โดยใช้ระบบประเมินแบบ Double-blinded peer review จากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 2 ท่าน ผู้เขียนต้องส่งบทความที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และเขียนตามรูปแบบที่กองบรรณาธิการกำหนด หากมีข้อเสนอแนะจากผู้ประเมิน ผู้เขียนต้องแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้กระทบต่อกำหนดการตีพิมพ์</p> <p data-start="863" data-end="1164">วารสารมีกำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และตุลาคม–ธันวาคม โดยเก็บค่าธรรมเนียมการส่งและตีพิมพ์บทความจำนวน 4,000 บาทต่อบทความ ซึ่งต้องชำระหลังผ่านการประเมินเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมไม่สามารถขอคืนได้หากบทความไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p data-start="1166" data-end="1439" data-is-last-node="" data-is-only-node="">วารสารจัดทำและเผยแพร่โดย สมาคมขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อการบริหารและพัฒนาสังคม ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม มีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์วารสาร และอีเมล <a class="decorated-link cursor-pointer" rel="noopener" data-start="1374" data-end="1395">jamsdonline@gmail.com</a> รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุในข้อมูลวารสาร.</p> th-TH jamsdonline@gmail.com (รศ.ดร.ภักดี โพธิ์สิงห์) ่jamsdonline@gmail.com (นางปิยะมาศ มามีกุล) Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลกระทบของศักยภาพการบัญชีดิจิทัลที่มีผลต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2959 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบผลกระทบของ 1. ศักยภาพการบัญชีดิจิทัลด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชีรอบด้านมีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย 2. ศักยภาพการบัญชีดิจิทัลด้านการประยุกต์ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์เชิงบูรณาการ มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย และ 3. ศักยภาพการบัญชีดิจิทัลโดยรวม มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย งานวิจัยนี้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริหารสูงสุดทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 190 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบกำลังสองน้อยที่สุด ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพการบัญชีดิจิทัลโดยรวม มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ศักยภาพการบัญชีดิจิทัลด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชีรอบด้านและด้านการประยุกต์ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์เชิงบูรณาการมีผลกระทบเชิงบวกต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่สนใจสามารถมุ่งเน้นการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชีรอบด้านและด้านการประยุกต์ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์เชิงบูรณาการที่มีต่อความผูกพันของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อการสร้างความเชื่อมั่นว่างบการเงินมีความถูกต้อง เที่ยงธรรม และเพียงพอตามมาตรฐาน สามารถนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ในการลงทุนได้ตามความคาดหวังของนักลงทุน</p> ณัฐวงศ์ พูนพล, นาถนภา นิลนิยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2959 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัจจัยตามแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากรสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3163 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของบุคลากร สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ตามกรอบแนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี 2. วิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับปัญญาประดิษฐ์ และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการยอมรับปัญญาประดิษฐ์กับประสิทธิภาพการทำงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการสามัญ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 184 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีระดับการยอมรับปัญญาประดิษฐ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความง่ายต่อการใช้งาน ด้านความเชื่อมั่นและทัศนคติ และด้านการสนับสนุนจากองค์กร ตามลำดับ ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุและระดับการศึกษาส่งผลต่อการยอมรับปัญญาประดิษฐ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ระยะเวลาการปฏิบัติงานไม่ส่งผลต่อการยอมรับโดยรวม นอกจากนี้ การยอมรับปัญญาประดิษฐ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับประสิทธิภาพการทำงาน โดยปัจจัยด้านความเชื่อมั่น และทัศนคติมีความสัมพันธ์สูงที่สุด ผลการวิจัยมีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายส่งเสริมการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในภาครัฐด้านการศึกษา</p> นภัทร ณรังศรี, นัทนิชา โชติพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3163 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสร้างบรรยากาศองค์การเพื่อจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพในหน่วยงานภาครัฐ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2125 <p>บรรยากาศองค์การเป็นการรับรู้ร่วมกันของบุคลากรเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาและสังคมภายในองค์การ ซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อแรงจูงใจ ความผูกพัน และการตัดสินใจอยู่หรือจากขององค์การ โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูงที่มีทางเลือกในตลาดแรงงานสูงกว่าบุคลากรทั่วไป เมื่อพิจารณาผ่านกรอบทฤษฎีสามฐาน ได้แก่ ทฤษฎีสนามของเลวิน ที่อธิบายพลวัตของแรงผลักและแรงต้านในสภาพแวดล้อมองค์การ ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก ที่ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการบูรณาการปัจจัยสุขอนามัยและปัจจัยจูงใจ และทฤษฎีความผูกพันแบบฝังรากในงาน ที่อธิบายความผูกพันแบบฝังรากผ่านมิติของความเชื่อมโยง ความสอดคล้อง และต้นทุนในการจากไป พบว่า องค์ประกอบสำคัญของบรรยากาศองค์การที่ส่งผลต่อการมัดใจบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐมี 6 มิติ ได้แก่ 1. ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง 2. ความสัมพันธ์ในงานที่มีคุณภาพ 3. การสื่อสารภายในแบบสองทางที่โปร่งใส 4. ระบบการยกย่องและให้รางวัลที่เป็นธรรม 5. โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และ 6. สภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการเรียนรู้และสุขภาวะองค์รวม นอกจากนี้ การสังเคราะห์งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันว่า หน่วยงานภาครัฐที่ลงทุนสร้างบรรยากาศองค์การเชิงบวกมีอัตราการคงอยู่ของบุคลากรศักยภาพสูงที่สูงกว่า ส่งผลต่อคุณภาพการบริการสาธารณะและขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ขององค์การในระยะยาว บทความวิชาการนี้ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐไทย ได้แก่ การพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม การออกแบบระบบยกย่องที่สมดุลระหว่างมิติสาระและสัญลักษณ์ การสร้างเส้นทางอาชีพที่โปร่งใสภายใต้กรอบ AMO Model และการปรับบรรยากาศองค์การให้สนับสนุนแรงจูงใจเพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นแรงขับเฉพาะของบุคลากรภาครัฐ</p> ธัญญาเรศ รุกคำ, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, อรรฆเดช อุปชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2125 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน ด้วยกระบวนการสอนคิดผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเชิงนวัตกรรม โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2986 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูที่มุ่งส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน 2. พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนด้วยกระบวนการสอนคิดผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเชิงนวัตกรรม 3. ทดลองใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน 4. เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม 5. ศึกษาความพึงพอใจของครูและผู้เรียนต่อนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และ 6. สังเคราะห์องค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน ใช้การวิจัยและพัฒนา จำนวน 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา การพัฒนานวัตกรรม การทดลองใช้และประเมินผล และการสังเคราะห์องค์ความรู้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ จำนวน 23 คน และนักเรียน จำนวน 230 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินทักษะ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันการจัดการเรียนรู้ของครูที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนอยู่ในระดับปานกลาง และมีปัญหาอยู่ในระดับมาก 2. นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูด้วยกระบวนการสอนคิดผ่านกระบวนการสอนคิดผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเชิงนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง 3. ครูมีทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4. ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5. ครูและผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และกระบวนการกระบวนการสอนคิดผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเชิงนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 6. นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูพัฒนาจากกระบวนการสอนคิดผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเชิงนวัตกรรมที่มีโครงสร้างชัดเจน สามารถนำไปใช้และขยายผลในสถานศึกษาอื่นได้</p> โชคชัย นาไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2986 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2463 <p>พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีมีความสำคัญต่อองค์กร ทำให้กลไกการทำงานของสังคมภายในองค์กรมีความราบรื่นมีความยืดหยุ่นมากขึ้น คนในองค์กรมีการปรับตัวพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในสภาวะปัจจุบันทางสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและผลการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีนั้น มีความจำเป็นต้องอาศัยพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร ประกอบด้วยพฤติกรรมที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. พฤติกรรมการให้ความช่วยเหลือ 2. พฤติกรรมความสำนึกในหน้าที่ 3. พฤติกรรมการให้ความร่วมมือ 4. พฤติกรรมการอดทนอดกลั้น และ 5. พฤติกรรมการคำนึงถึงผู้อื่น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรและระดับของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย 2. ผลกระทบของพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภายในองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ คือ บุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. ระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2. ผลกระทบของพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ที่มีผลกระทบมากที่สุด คือ พฤติกรรมความสำนึกในหน้าที่ ผลกระทบรองลงมาคือ พฤติกรรมความอดทนอดกลั้น พฤติกรรมการคำนึงถึงผู้อื่น และพฤติกรรมการให้ความร่วมมือ อธิบายได้ว่า องค์ประกอบดังกล่าวสามารถพยากรณ์ระดับของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้ร้อยละ 94.20</p> กุสุมา อินทรา, ศศิธร กกฝ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2463 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความพึงพอใจและพฤติกรรมการเลือกใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ของผู้บริโภค ในจังหวัดเลย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2470 <p>งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาพฤติกรรมการเลือกใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเลย 2. ศึกษาระดับความพึงพอใจต่อการใช้ระบบการสั่งอาหารออนไลน์และบริการสั่งอาหารออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเลย และ 3. เปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเลย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเลย ซึ่งเคยใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ จำนวน 200 คน โดยใช้การตอบแบบสมัครใจ ซึ่งเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และ LSD เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความพึงพอใจและพฤติกรรมการเลือกใช้บริการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการเลือกใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ในระดับมาก 2. ความพึงพอใจต่อการใช้ระบบสั่งอาหารออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของระบบเป็นปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด สำหรับความพึงพอใจโดยภาพรวม พบว่า การเปรียบเทียบความคาดหวังกับผลลัพธ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3. ผลการเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศ อายุ รายได้ และความถี่ในการใช้บริการไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อาชีพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> เยาว์ธิดา รัตนพลแสน, รวัฒน์ มันทรา, อภิรดี คำไล้, สุจิรา สาจันเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2470 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีที่มีต่อการบริหารงบประมาณมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาในประเทศไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2537 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชี และการบริหารงบประมาณมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในประเทศไทย และ 2. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีที่มีต่อการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 131 แห่ง ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะและระดับของตัวแปร และใช้สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีต่อการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ผลการวิจัยพบว่า เทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีด้านระบบการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์การศึกษาด้านเทคโนโลยี และด้านระบบงบประมาณการบำรุงรักษาเครือข่ายวิทยาลัยอาชีวศึกษา ส่งผลเชิงบวกต่อการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่เทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีด้านระบบข้อมูลและเครือข่ายเพื่อการบริหารจัดการ ไม่ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ ยังพบว่าปัจจัยด้านความไม่พร้อมของบุคลากรและความล้าสมัยของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีให้เกิดประสิทธิภาพ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีและเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาต่อไป</p> กนกวรรณ ประยูรชาญ, ณัฐวงศ์ พูนพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2537 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหาร งานบุคคล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2734 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2. ระดับการบริหารงานบุคคล และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา จำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.87 และการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปรับปรุงอย่างเป็นระบบอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล อยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรม อยู่ในระดับมาก 2. ระดับการบริหารงานบุคคล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบรรจุและแต่งตั้งบุคลากร อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการพัฒนาบุคลากร อยู่ในระดับมาก 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคล มีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> นัฐติกานต์ อาจผึ่ง, ทินกร ชอัมพงษ์, เยาวเรศ ภักดีจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2734 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2468 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง และปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร 2. อิทธิพลของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.379-0.912 และค่าความเชื่อมั่น 0.899 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ค่านิยมและความเชื่อ รองลงมาคือ ความสัมพันธ์ทางสังคม การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง อิทธิพลของสื่อ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ความไว้วางใจในรัฐบาล 2. ปัจจัยด้านอิทธิพลของสื่อ และค่านิยมและความเชื่อ มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชนในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 31.10 ยกเว้น ปัจจัยด้านความไว้วางใจในรัฐบาล ความสัมพันธ์ทางสังคม และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง</p> ไอรดา พิมล, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2468 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการคุณภาพบริการเพื่อแก้ปัญหาการขาดความเชื่อมั่นของลูกค้า กรณีศึกษา บริษัทจำหน่ายและซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่งในเขตบางกรวย จังหวัดนนทบุรี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2737 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการและปัญหาการขาดความเชื่อมั่นของลูกค้า 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการและความเชื่อมั่นของลูกค้า จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ จำนวน 6 คน ได้แก่ พนักงานต้อนรับลูกค้า หัวหน้าช่าง ช่างซ่อมบำรุง ฝ่ายการเงิน และผู้จัดการสาขา และกลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกค้าที่เข้าใช้บริการ จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการเปรียบเทียบความคิดเห็นตามปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า การจัดการคุณภาพของผู้ใช้บริการบริษัทจำหน่ายและซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ แห่งหนึ่งในเขตบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 91.40 เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับ พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ คิดเป็นร้อยละ 92.00 รองลงมาคือ ด้านการตอบสนองต่อการให้บริการ คิดเป็นร้อยละ 91.60 และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความไว้วางใจหรือความน่าเชื่อถือ คิดเป็นร้อยละ 89.80 ผลการศึกษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 90.40 เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับ พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านพฤติกรรมการบอกต่อ ด้านพฤติกรรมการบอกต่อ คิดเป็นร้อยละ 93.00 รองลงมาคือ ด้านความไว้วางใจในการใช้บริการ คิดเป็นร้อยละ 91.60 ด้านความรู้สึกผูกพัน คิดเป็นร้อยละ 89.80 และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการกลับมาใช้บริการซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 89.60 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 เกิดจากการบริการที่ล่าช้า และการบริการที่ไม่ต่อเนื่อง ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการและความเชื่อมั่นของลูกค้า จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและพึงพอใจในระดับมากที่สุด แต่ปัจจัยด้านความสม่ำเสมอของบริการและความรวดเร็ว ยังเป็นจุดที่ลูกค้าที่มีภูมิหลังต่างกัน ความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพบริการที่ไม่เท่ากัน จึงมีผลต่อความสำคัญในการให้บริการและต้องการให้ปรับปรุงเพื่อสร้างการซื้อซ้ำในระยะยาว</p> สุดารัตน์ เหล่าลิ้ม, สรัญญา สุทธิวรพงศ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2737 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานด้านวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองวัวซอ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2741 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. การบริหารงานด้านวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองวัวซอ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 และ 2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานด้านวิชาการยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนองวัวซอ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูโรงเรียนกลุ่มหนองวัวซอ 2 จำนวน 11 โรงเรียน จำนวน 118 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสุดสุด คือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพ รองลงมาคือ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบโลกยุคดิจิทัล และการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การปรับปรุงอย่างเป็นระบบ 2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ด้านการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนควรกำหนดนโยบายและเป้าหมายความสำเร็จด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นหลักด้านการสร้างด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้สู่ยุคดิจิทัล ได้แก่ ผู้บริหารงานโรงเรียนควรวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันโดยรับฟังความคิดเห็นจากครู นักเรียน ด้านการปฏิบัติที่เป็นเลิศอย่างมืออาชีพ แนวทางพัฒนา คือ ผู้บริหารโรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูเป็นบุคคลที่พร้อมจะเรียนรู้ และด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล แนวทางพัฒนา คือ ผู้บริหารโรงเรียนอำนวยความสะดวกในการพัฒนางานโดยใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อผลิตสื่อประกอบการสอน</p> วรพล อนุตรี, อมรทิพย์ เจริญผล, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2741 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การตลาดเชิงประสบการณ์และความจงรักภักดีของลูกค้าที่ส่งผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำ ของร้านคาเฟ่ อเมซอนในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2738 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับความสำคัญของการตลาดเชิงประสบการณ์และความจงรักภักดีของลูกค้าและการกลับมาใช้บริการซ้ำ และ 2. การตลาดเชิงประสบการณ์และความจงรักภักดีของลูกค้าที่ส่งผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของร้านคาเฟ่ อเมซอนในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยใช้บริการร้านคาเฟ่ อเมซอนในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสำคัญของการตลาดเชิงประสบการณ์ ความจงรักภักดี และการกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า การตลาดเชิงประสบการณ์ ด้านการเชื่อมโยง ด้านความรู้สึก และด้านประสาทสัมผัส สามารถพยากรณ์การกลับมาใช้บริการซ้ำของร้านคาเฟ่ อเมซอน ในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร้อยละ 73.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความจงรักภักดี ด้านอารมณ์ และด้านเหตุผล สามารถพยากรณ์การกลับมาใช้บริการซ้ำของร้านคาเฟ่ อเมซอน ในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร้อยละ 74.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น การกลับมาใช้บริการซ้ำจะเกิดจากการบริหารประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าทุกครั้งที่เข้าใช้บริการและต้องสร้างให้เกิดความจงรักภักดี เพื่อให้สามารถรักษาลูกค้าและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้</p> อิราวัฒน์ ชมระกา, อาภา ไสยสมบัติ, ภาศิริ เขตปิยรัตน์, วัชราภรณ์ อารีรัตนศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2738 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความพร้อมและปัญหาในการจ้างงานเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการของสถานประกอบการ ในจังหวัดภูเก็ต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2752 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อม ปัญหาและอุปสรรค ในการจ้างงานเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการของสถานประกอบการในจังหวัดภูเก็ต เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพภายใต้กระบวนทัศน์แบบปฏิบัตินิยมโดยมุ่งที่การทำงานในภาคสนามที่เกิดผลเชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ สมาชิกชมรมบริหารงานบุคคลจังหวัดภูเก็ตที่ปฏิบัติงานในฝ่ายบริหารงานบุคคลโดยดำรงตำแหน่งบริหารในระดับผู้จัดการหรือหัวหน้างานบริหารงานบุคคลของสถานประกอบการ ในจังหวัดภูเก็ต ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 20 คน โดยเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเอกพันธ์และแบบสะดวก เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างแบบเชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรมต่อคนพิการมีความยุติธรรมแต่ยังไม่เพียงพอ ด้านสภาพการทำงานที่คำนึงถึงความปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพคนพิการ มีความพร้อมในการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านโอกาสในการพัฒนาสมรรถภาพของบุคคลมีความพร้อมด้านการฝึกอบรมและเพิ่มพูนทักษะที่แตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในการทำงานมีความพร้อมในสถานประกอบการขนาดใหญ่แต่ธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็กยังต้องพัฒนา ด้านการบูรณาการทางสังคมหรือการทำงานร่วมกันและวัฒนธรรมองค์การที่ยอมรับความแตกต่างมีความพร้อมดี ด้านประชาธิปไตยในองค์การ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีความพร้อมเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว ความยืดหยุ่นของเวลาการทำงานมีความพร้อมค่อนข้างดี ด้านเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมสถานประกอบการขนาดใหญ่มีความพร้อมดี การปรับปรุงสถานที่ให้เป็นอารยสถาปัตย์เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้จังหวัดภูเก็ต</p> บัญฑิต ไวว่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2752 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาคุณภาพการให้บริการของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในช่วงภาวะปกติถัดไป บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2494 <p>การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้ผลักดันให้องค์กรธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคภาวะปกติถัดไป ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวัง การรับรู้ และช่องว่างของคุณภาพการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ในช่วงภาวะปกติถัดไป โดยใช้กรอบแนวคิด SERVQUAL ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ ความเป็นรูปธรรม ความน่าเชื่อถือ การตอบสนอง การให้ความเชื่อมั่น และการเอาใจใส่ กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานที่ได้รับบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 216 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบค่าความแตกต่าง ผลการศึกษาพบว่า ผู้รับบริการมีความคาดหวังต่อคุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะด้านความน่าเชื่อถือ และการตอบสนอง ขณะที่การรับรู้จริงอยู่ในระดับสูง แต่ยังพบช่องว่างของคุณภาพบริการในบางมิติ เช่น ความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาและการสื่อสารของทีมงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการยกระดับการบริหารจัดการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในยุคภาวะปกติถัดไป</p> จิรศักดิ์ แก้วทอง, ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2494 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการบริหารจัดการและการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มีผลต่อประสิทธิผลในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ของศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2744 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับกระบวนการบริหารจัดการและการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 2. ระดับประสิทธิผลในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 และ 3. อิทธิพลของกระบวนการบริหารจัดการและการบริหารแบบมีส่วนร่วมมีผลต่อประสิทธิผลในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติของศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร จำนวน 315 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ค่าค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.40-1.00 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 และค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.333-0.767 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการบริหารจัดการในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 การบริหารแบบมีส่วนร่วมในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 และประสิทธิผลในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. กระบวนการบริหารจัดการ ด้านการประสานงาน ด้านการบังคับบัญชา/สั่งการ และด้านการวางแผน ยกเว้นด้านการจัดองค์กร และด้านการควบคุม มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 61.70 และ 3. การบริหารแบบมีส่วนร่วม ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงานด้านการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน และด้านความยึดมั่นผูกพัน ยกเว้นด้านการไว้วางใจกัน มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 71.80</p> นพรัตน์ สุดตะมา, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2744 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ต้องขังชายเรือนจำจังหวัดชัยนาท https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2813 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และด้านครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ต้องขังชายในเรือนจำจังหวัดชัยนาท และ 2. ศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ต้องขังชายจำนวน 236 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มีระดับความสำคัญสูงสุด รองลงมาคือปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านครอบครัวตามลำดับ ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่ การบำบัดฟื้นฟูและปรับทัศนคติ การเสริมสร้างบทบาทครอบครัวและชุมชน การรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน</p> เขตโสภณ สร้อยทอง, ธาตรี มหันตรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2813 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางจัดการความเครียดที่ส่งผลต่อการกระทำความผิดของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2869 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยสาเหตุความเครียดของผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี 2. ศึกษาระดับความเครียดของผู้ต้องขัง และ 3. หาแนวทางการจัดการความเครียดเพื่อช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างการปรับตัวของผู้ต้องขังในอนาคต ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ต้องขังชายและหญิงเด็ดขาดในเรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 280 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำ<br />มีความสัมพันธ์กับความเครียดของผู้ต้องขังในระดับต่ำ ในขณะที่ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกเรือนจำอยู่ในระดับปานกลาง โดยภาพรวมระดับความเครียดของผู้ต้องขังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งด้านความรู้สึก อาการ และพฤติกรรม นอกจากนี้ แนวทางการจัดการความเครียดของผู้ต้องขังโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านสังคมและชุมชนและการพัฒนาสวัสดิการภายในเรือนจำ</p> ปัณฑิตา สัมปุญญานนท์, ปัณณธร หอมบุญมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2869 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการจัดการทรัพยากรมนุษย์และการยกระดับศักยภาพชุมชนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนในอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3471 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. บริบท สภาพปัญหา และศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน 2. กระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์และการยกระดับศักยภาพชุมชน 3. การพัฒนานวัตกรรมการจัดการทรัพยากรมนุษย์และยกระดับศักยภาพชุมชน และ 4. การประเมินรูปแบบนวัตกรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนในอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บข้อมูลจากประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 35 คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การระดมสมอง และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1. วิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพด้านทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญา และทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ การพึ่งพาผู้นำ ขาดทักษะด้านธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังไม่ต่อเนื่อง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน 2. กระบวนการพัฒนาประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาองค์ความรู้ การวิเคราะห์ศักยภาพ การสังเคราะห์เชิงระบบ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ การสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และการเชื่อมโยงเครือข่าย 3. นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะบูรณาการ โดยเน้นการพัฒนาคนเป็นแกนกลาง ครอบคลุมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ การพัฒนาทักษะดิจิทัล การจัดระบบงาน การสร้างผู้นำ และการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน และบุคลากรมีศักยภาพสูงขึ้น และ 4. ผลการประเมินหลังการทดลองใช้นวัตกรรมโดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านศักยภาพชุมชน การจัดการทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการแข่งขัน สะท้อนว่านวัตกรรมสามารถยกระดับวิสาหกิจชุมชนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้</p> กิตติกร ฮวดศรี, ปิติวรรณ ฝ้ายโคกสูง, ชนินาถ ทิพย์อักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3471 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบและกลไกการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2897 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการดำเนินงานการพัฒนาระบบและตรวจสอบคุณภาพการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 2. พัฒนาระบบและกลไกการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และ 3. ประเมินความเหมาะสมของระบบและกลไกการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน ได้แก่ ผู้บริหาร อาจารย์หรือนักวิจัย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้าน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างสำหรับประเมินความเหมาะสมของระบบและกลไกการบริหารงานซึ่งเป็นอาจารย์หรือนักวิจัยที่มีความรู้เกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า โดยเปรียบเทียบข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลายกลุ่ม และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพการดำเนินงานการพัฒนาระบบและการตรวจสอบคุณภาพการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสนับสนุนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกซึ่งหน่วยงานมีระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายและวิสัยทัศน์ โครงสร้างและกลไกการบริหาร กระบวนการคุ้มครอง การส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนระบบติดตามและประเมินผล โดยนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญามีความชัดเจนและสอดคล้องกับพันธกิจด้านการวิจัยและนวัตกรรม ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนา ได้แก่ การสื่อสารนโยบายให้ทั่วถึง การเพิ่มศักยภาพบุคลากร การลดความล่าช้าของกระบวนการพัฒนาระบบดิจิทัล และเสริมแรงจูงใจแก่ผู้วิจัย รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ให้เกิดความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด 2. ระบบและกลไกการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย 2.1 หน่วยงานมีระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นรูปธรรมและครบวงจร ตั้งแต่นโยบายและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร 2.2 โครงสร้างและกลไกการบริหารที่เอื้อต่อการประสานงาน 2.3 กระบวนการจดทะเบียนและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นระบบ สะดวก และลดความซ้ำซ้อน ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ด้วย 2.4 การส่งเสริม สนับสนุน และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ 2.5 ระบบติดตามและประเมินผลการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงนโยบายและการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ให้เกิดประสิทธิผลและความยั่งยืน และ 3. ผลการประเมินระบบและกลไกการบริหารงานด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พบว่า มีความเหมาะสมโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากเท่ากันทุกด้าน</p> เสาวลักษณ์ ชาวบ้านกร่าง, นิสาชล มังคลา, ปณตพร ติมากร, กิตติ โพธิ์เตียน, วิไลวรรณ วงศ์จินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2897 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากรอบแนวคิดหลักสูตรธุรกิจดิจิทัลเชิงคล่องตัวด้วยแนวคิด Agile เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2795 <p>การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและพลวัตของเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลักสูตรด้านธุรกิจดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการสมรรถนะใหม่ของตลาดแรงงานและบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไม่นอน ซับซ้อน และคลุมเครืออย่างต่อเนื่อง บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้แนวคิด Agile ในการปรับตัวของหลักสูตรธุรกิจดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และความสอดคล้องระหว่างผลผลิตของบัณฑิตกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบและการสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้าน Agile Manifesto การจัดการหลักสูตรแบบ Agile และแนวคิดการเรียนรู้ยุคใหม่แบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน และการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ รวมทั้งกรณีศึกษาการพัฒนาหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษาที่นำกรอบแนวคิด Agile ไปประยุกต์ใช้ในระดับหลักสูตร เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการออกแบบและปรับปรุงหลักสูตรผ่านกลไกการทำงานแบบวนซ้ำ การสะท้อนผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การบูรณาการหลักการของ Agile กับการเรียนรู้แบบโครงงานและการศึกษาอิงสมรรถนะยังสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชิงนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับความพร้อมในการทำงานของบัณฑิตในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสรุป แนวคิด Agile สำหรับการพัฒนาหลักสูตรธุรกิจดิจิทัลสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรให้มีลักษณะยืดหยุ่น ทันสมัย และมีความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน</p> ธารีรัตน์ ขูลีลัง, ดุษฎี เสนฤทธิ์, อุดมศักดิ์ พิมพ์พาศรี, นนทภรณ์ ฺบุญจึงเจริญรัตน์, ดนยา สงครินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2795 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารทะเล https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2877 <p>การกำกับดูแลบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารทะเล เป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีบทบาทโดยตรงต่อความปลอดภัยของอาหาร และก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและปัญหาขยะพลาสติกในระยะยาว การกำหนดมาตรการทางกฎหมาย ในด้านดังกล่าวจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านสุขภาพ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารทะเลในประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรการของต่างประเทศ และวิเคราะห์ช่องว่างของกฎหมายไทยในการกำกับดูแล จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่มุ่งควบคุมบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารทะเลโดยตรง การกำกับดูแลที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายทั่วไปเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์และอาหาร ซึ่งมุ่งเน้นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นการสัมผัสอาหารและการปนเปื้อนของสารเคมี ขณะที่มาตรการด้านการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังมีอยู่อย่างจำกัดและขาดความเป็นระบบ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศแคนาดา พบว่า ทั้งสองประเทศได้พัฒนากรอบกฎหมายที่มีความครอบคลุมมากกว่า โดยบูรณาการการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์เข้ากับมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เช่น การกำหนดหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต การจำกัดหรือห้ามใช้สารเคมีอันตราย และการกำหนดมาตรฐานด้านการรีไซเคิล แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับแนวโน้มกฎหมายและมาตรฐานสากล และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนากฎหมายไทยให้มีความสมดุลและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p> จักรกฤช ณ นคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2877 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2905 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจัยทางการบริหารและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน และ 2. อิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน จำนวน 373 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.845 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บังคับบัญชา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยทางการบริหารของหน่วยสนามชายแดน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บังคับบัญชา ด้านการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม การกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และการสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิภาพ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน ได้ร้อยละ 64.60 ปัจจัยทางการบริหาร ด้านงบประมาณ วิธีการทำงาน และวัสดุอุปกรณ์ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนคุณธรรมจริยธรรม บุคลากร และการจัดการ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทหารอากาศหน่วยสนามชายแดน ได้ร้อยละ 53.10</p> ฉัตรชัย วงษ์หาญ, สามารถ อัยกร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2905 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนวังทองเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองโลก ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาการศึกษาวังทอง 2 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3108 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาการศึกษาวังทอง 2 และ 2. พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนวังทองเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และแบบประเมินทักษะความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ครูผู้สอนสังคมศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาการศึกษาวังทอง 2 ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 8 โรงเรียน คัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า สภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนในเครือข่ายพัฒนาการศึกษาวังทอง 2 ส่วนใหญ่ดำเนินการในลักษณะบูรณาการเนื้อหาไว้ในรายวิชาสังคมศึกษา โดยเฉพาะสาระภูมิศาสตร์และหน้าที่พลเมือง และใช้ปัญหาหรือสถานการณ์จริงเป็นฐานในการเริ่มต้นการเรียนรู้ สำหรับการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนวังทองเป็นฐาน ผู้วิจัยกำหนดแผนการจัดการเรียนรู้รวม 13 ชั่วโมง และใช้กระบวนการจัดกิจกรรม 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นดำเนินการของผู้เรียน ขั้นสะท้อนกลับ และขั้นเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ เนื้อหากิจกรรมประกอบด้วย รู้จักชุมชนของเรา ทรัพยากรในบ้านเรา ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เราคือพลเมืองโลกหัวใจสีเขียว และสื่อสารเพื่อเปลี่ยนแปลง ผลการจัดกิจกรรมก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้เรียน ผู้สอน สื่อการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล โดยองค์ความรู้สำคัญที่ได้จากการวิจัย คือ การพัฒนาทักษะความเป็นพลเมืองโลกด้านสิ่งแวดล้อมของผู้เรียนจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนและชุมชน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง</p> สุดารัตน์ ดิเรกผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3108 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนวัดเกยไชยเหนือ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2848 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคาดหวังและการรับรู้ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนวัดเกยไชยเหนือ 2. ศึกษาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐานของชุมชนวัดเกยไชยเหนือ และ 3. สร้างแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐานของชุมชนวัดเกยไชยเหนือ งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน บูรณาการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นผู้ที่มาท่องเที่ยวในชุมชนวัดเกยไชยเหนือ ใช้วิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคาดหวังและการรับรู้ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในชุมชนวัดเกยไชยเหนือ นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งชี้ให้เห็นความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ 2. ศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐานของชุมชนวัดเกยไชยเหนือ พบว่า ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ ความเก่าแก่ของวัดเกยไชยเหนือ การมีชื่อเสียงในพื้นที่ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำน้ำตาลโตนด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชุมชนมีทุนทางวัฒนธรรมสูงที่สามารถต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ 3. แนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐานของชุมชนวัดเกยไชยเหนือ จากผลการวิเคราะห์โดยภาพรวม ควรมุ่งสู่การสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นให้ชุมชนเป็นเจ้าของ และใช้ทุนทางวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะการสร้างเศรษฐกิจฐานรากจากทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ควรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมศักยภาพระยาว ซึ่งจะทำให้ชุมชนวัดเกยไชยเหนือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และยั่งยืนต่อไปในอนาคต</p> จุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, สิทธิพร เขาอุ่น, สวิตต์ เดชศิระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2848 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการตลาดกับการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภค ในธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดนนทบุรี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2928 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดนนทบุรี 2. ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางการตลาดกับการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการในสถานประกอบการค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างค้าปลีกในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 400 คน สถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมากและมีระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยทางการตลาดมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยทางการตลาดสามารถอธิบายการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภคได้ โดยปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านราคาและสถานที่จัดจำหน่ายมีอิทธิพลในระดับรองลงมา ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> อาลี เส็มเภอ, ปองพล วงศ์วิศิษฐ์, ราวดี สุริสระพันธุ์, ปัญจสิรีย์ พันธุ์ใย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2928 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มมหาธาตุเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3138 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มมหาธาตุเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ประชากรที่ศึกษา คือ โรงเรียน จำนวน 15 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนกลุ่มมหาธาตุเจดีย์ จำนวน 108 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน และวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แพลตฟอร์ม google form ได้รับตอบกลับคิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มมหาธาตุเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.32 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ การเป็นพลเมืองในยุคเทคโนโลยี ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ วิสัยทัศน์ผู้นำแบบเทคโนโลยี 2. แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มมหาธาตุเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีวิสัยทัศน์ ด้านเทคโนโลยีโดยแต่งตั้งทีมติดตามความก้าวหน้า สร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาบุคลากรผ่านการอบรมและระบบพี่เลี้ยงดิจิทัล จัดสรรงบประมาณระยะยาว 3-5 ปี พัฒนาระบบสนับสนุนทีม จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านเว็บไซต์ข้อมูลเปิดสื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น และการประกวดนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาชุมชน</p> บุษบา เชื้อเมืองแสน, ชารี มณีศรี, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3138 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ทักษะทางสังคมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีในกลุ่มเจเนอเรชัน Z https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3130 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับทักษะทางสังคม ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและระดับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของพนักงานบัญชีในกลุ่มเจเนอเรชัน Z 2. อิทธิพลของทักษะทางสังคมที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีในกลุ่มเจเนอเรชัน Z และ 3. บทบาทของความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานในฐานะตัวแปรแทรกความสัมพันธ์ระหว่างทักษะทางสังคมกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีในกลุ่มเจเนอเรชัน Z กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบัญชีในกลุ่มเจเนอเรชัน Z ที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรม จำนวน 183 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พนักงานบัญชีในกลุ่มเจเนอเรชัน Z มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะทางสังคมในระดับสูง โดยทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม รองลงมาคือ ทักษะการปรับตัว สำหรับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน พบว่า อยู่ในระดับสูงในทุกด้าน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ทักษะทางสังคมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน พบว่าไม่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างทักษะทางสังคมกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สร้างองค์ความรู้ใหม่ว่า ในบริบทวิชาชีพบัญชี ทักษะทางสังคม คือ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักต่อความสำเร็จในงานบัญชี ซึ่งองค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่กับการรักษามาตรฐานวิชาชีพ เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นเลิศอย่างยั่งยืน</p> <p> </p> คณิฐา ช่องสว่าง, พัทรียา เห็นกลาง, สุวิทย์ ไวยทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3130 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนวิเคราะห์โครงสร้างนิทานตามทฤษฎีโครงสร้างนิทาน ของวลาดิมีร์ พรอพพ์ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการเขียนนิทานเชิงสร้างสรรค์ ของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3143 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนาชุดกิจกรรมการสอน 2. พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการสอนฯ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3. ทดลองใช้ชุดกิจกรรมการสอนฯ 4. ประเมินและปรับปรุงชุดกิจกรรมการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ ชุดกิจกรรมการสอน จำนวน 5 ชุด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดระดับความสามารถ ด้านการเขียนนิทานเชิงสร้างสรรค์ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1. ชุดกิจกรรมการสอนควรมุ่งส่งเสริมความสามารถด้านการเขียนนิทานเชิงสร้างสรรค์ เน้นการพัฒนาการวางโครงเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีส่วนร่วม วัดและประเมินผลตามสภาพจริง ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2. ชุดกิจกรรมการสอนที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) สื่อเทคโนโลยีแบบฉายสไลด์ 3) ใบความรู้ 4) กิจกรรม 5) แบบฝึกหัด 6) บัตรสะสมแต้ม 7) แบบทดสอบ 8) แนวทางการตรวจคำตอบและเกณฑ์การวัดประเมินผล ได้ค่าประสิทธิภาพ 80.31/81.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 3. ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรมการสอน พบว่า 1) ชุดกิจกรรมการสอนมีประสิทธิภาพ 81.09/82.11 2) ความสามารถด้านการเขียนนิทานเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาหลังการใช้ชุดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4. นักศึกษามีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการสอนระดับมากที่สุด</p> วิชลดา รอดแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3143 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาการรับเหมาช่วงในงานก่อสร้างภายใต้พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พ.ศ. 2560 : การวิเคราะห์เชิงกฎหมายและข้อเสนอเชิงนโยบาย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3090 <p style="font-weight: 400;">บทความนี้ศึกษาปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการรับเหมาช่วงภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยใช้กรณีเครนถล่มบนถนนพระราม 2 เป็นกรณีศึกษา การวิจัยใช้วิธีศึกษากฎหมายเชิงเอกสารโดยอาศัยกรอบคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่และทฤษฎีกฎหมายมหาชน เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและสภาพบังคับของมาตรา 95 และมาตรา 109 ตลอดจนแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยใช้โมเดล “ห้ามและลงโทษ” โดยห้ามจ้างช่วงเป็นหลัก กำหนดค่าปรับไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และใช้ระบบอนุมัติที่มีดุลพินิจสูง โดยขาดนิยามชัดเจนของ “งานสาระสำคัญ” ส่งผลให้เกิดการจ้างช่วงเงา การตีความคลุมเครือ และการเจือจางความรับผิดในห่วงโซ่ผู้รับเหมาหลายชั้น การเปรียบเทียบกับกฎหมายสากล (FAR 52.219‑14, Security of Payment, FIDIC, VOB และกฎหมายญี่ปุ่น) พบว่า ระบบเหล่านี้ยอมรับความจำเป็นของการรับเหมาช่วง แต่ควบคุมด้วยเพดานเชิงปริมาณ มาตรฐานเทคนิคที่เคร่งครัด กลไกการชำระเงินที่มั่นคง และการเพิ่มความรับผิดของผู้รับจ้างหลัก บทความเสนอแนวปฏิรูป 5 ประการ คือ ปรับมาตรา 95 จาก “ห้ามและจับผิด” เป็น “ควบคุมและตรวจสอบ” ผูกการอนุมัติเข้ากับมาตรการความปลอดภัย ผลักดันกฎหมายคุ้มครองการชำระเงิน ปฏิรูประบบตรวจรับผ่านที่ปรึกษาบริหารโครงการ และเพิ่มความรับผิดแบบเต็มรูปของผู้รับจ้างหลัก เพื่อให้กฎหมายไทยรองรับความซับซ้อนทางธุรกิจโดยรักษามาตรฐานความปลอดภัยสาธารณะ</p> เจษฎา ไชยตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3090 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาและการประเมินความพึงพอใจของเกมต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยใช้แนวคิดเกมิฟิเคชัน กรณีศึกษาจังหวัดน่าน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3184 <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาต้นแบบเกมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้แนวคิดเกมิฟิเคชัน และ 2. ศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายจากการทดลองเล่นเกมต้นแบบในด้านรูปแบบการเล่น กลไกเกม การรับรู้เนื้อหาทางศิลปวัฒนธรรม และความสนใจต่อการท่องเที่ยวพื้นที่จริง โดยนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านแรงจูงใจผู้เล่น พฤติกรรมการเล่นเกม และข้อมูลทางศิลปวัฒนธรรม มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาเกมต้นแบบที่สามารถเล่นได้จริงในบางส่วน พร้อมออกแบบกราฟิกและระบบการเล่นให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ และการเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย ร่วมกับการนำผลการวิจัยมาพัฒนาเป็นผลงานสร้างสรรค์ในรูปแบบเกมต้นแบบ เกมถูกออกแบบในลักษณะ Open World ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสำรวจพื้นที่ทำภารกิจ และรับรู้เนื้อหาทางศิลปวัฒนธรรมผ่านระบบการเล่น จากนั้นนำเกมต้นแบบไปทดลองเล่นกับกลุ่มเป้าหมาย และเก็บข้อมูลความพึงพอใจจากประสบการณ์การเล่น ผลการวิจัยพบว่า ผู้เล่นมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเล่น ระบบเกม งานภาพกราฟิก และการรับรู้เนื้อหาทางศิลปวัฒนธรรมในระดับมากถึงมากที่สุด อีกทั้งแสดงแนวโน้มความสนใจต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จริง งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของการนำแนวคิดเกมิฟิเคชันมาใช้ในการพัฒนาเกมต้นแบบ เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต</p> ณัฐกมล ถุงสุวรรณ, วิชัย โยธาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3184 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การทำงานเป็นทีมของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2990 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับการทำงานเป็นทีมของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ 2. เปรียบเทียบการทำงานเป็นทีมของบุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 187 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน มีค่า IOC = 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.98 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยรายคู่ ผลการวิจัย พบว่า 1. บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการทำงานเป็นทีมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการประสานงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านความร่วมมือ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการสื่อสาร และ 2. บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน ได้แก่ เพศ อายุ อายุงาน ตำแหน่ง และหน่วยงานต้นสังกัด จะมีการทำงานเป็นทีมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> เตชวัฒน์ แช่มช้อย, วิลาสินี จินตลิขิตดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2990 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การถ่ายทอดวัฒนธรรม ภูมิปัญญา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรมชุมชนไทใหญ่ในพื้นที่ชายแดนไทย เมียนมาร์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3173 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทุติยภูมิวัฒนธรรมไทใหญ่ในสังคมพหุวัฒนธรรมบริเวณชายแดนไทย–เมียนมาร์ 2. จัดทำข้อมูลสารสนเทศแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 3. ถ่ายทอดและเผยแพร่วัฒนธรรมไทใหญ่เชิงสร้างสรรค์ และ 4. พัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยภาคสนามและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 119 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกพิกัดจุด และแบบบันทึกแผนที่ท่องเที่ยว การวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามใช้วิธีเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้อมูลทุติยภูมิวัฒนธรรมไทใหญ่ใน 9 ประเด็น ได้แก่ ภาษา อาหาร เครื่องแต่งกาย หัตถกรรม ประเพณี พิธีกรรม การแสดงเครื่องดนตรี และความเชื่อ มีความถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน แม้มีการปรับเปลี่ยนตามสังคมพหุวัฒนธรรมที่ทันสมัยขึ้น 2. ข้อมูลสารสนเทศแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตำบลท่าสายลวด ประกอบด้วยสื่อวิดีโอแหล่งท่องเที่ยว 10 คลิป สื่อข้อมูลชาวไทใหญ่ 9 คลิป และแผนที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3. มีการถ่ายทอดและเผยแพร่วัฒนธรรมผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ งานประเพณีปีใหม่เครือไต เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และแผนที่วัฒนธรรม 4. ได้พัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ ผ้าโพกหัว เข็มกลัด และพวงกุญแจ ซึ่งเป็นต้นแบบของสินค้าทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์และองค์ความรู้ในการผลิตที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนอย่างชัดเจน</p> วนัสนันท์ ศิริรัตนะ, ช่อพฤกษ์ ผิวกู่ , กฤติเดช จินดาภัทร์, ภชิสา ปัทมภูวนนท์, พัชรมณฑ์ อ่อนเชด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3173 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3205 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์คุณลักษณะเฉพาะและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กเจเนอเรชันแอลฟา 2. เพื่อสังเคราะห์แนวคิดและหลักการออกแบบหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะและความยืดหยุ่น และ 3. เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเรียนรู้แบบปรับเหมาะ โดยการศึกษาสังเคราะห์จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กเจเนอเรชันแอลฟา ได้ข้อค้นพบว่า คุณลักษณะการเรียนรู้ของเด็กเจเนอเรชันแอลฟา มีความต้องการความรวดเร็ว ความเฉพาะตัว และความสนุก จึงควรเน้นการลงมือปฏิบัติและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ด้วยการสร้าง <strong>"</strong>ระบบนิเวศการเรียนรู้<strong>"</strong> ได้แก่ 1. การออกแบบการสอนโดยใช้เกมจัดการเรียนรู้ 2. การจัดการเรียนรู้จากปรากฏการณ์จริง หรือการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการรายวิชา 3. การใช้ AI เป็น "เพื่อนร่วมเรียน"4. การย่อยเนื้อหาให้สั้นและให้เด็กเป็น "ผู้สร้างสื่อ" และ 5. การเรียนรู้ผ่านความท้าทายที่เน้นการลงมือทำ ดังนั้นการออกแบบหลักสูตรต้องมีลักษณะเฉพาะบุคคล ได้แก่ 1. หลักสูตรอิงสมรรถนะ 2. โครงสร้างหลักสูตรแบบโมดูลาร์ 3. การบูรณาการข้ามศาสตร์ และ 4. มุ่งเน้นพลเมืองดิจิทัลและจริยธรรม โดยกลยุทธ์การเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการเทคโนโลยี AI สำหรับผู้เรียนที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย 1. ระบบการวิเคราะห์ จากข้อมูลของผู้เรียน 2. การเรียนรู้แบบยืดหยุ่น 3. ระบบการสอนที่ปรับเปลี่ยนตามความสามารถ และ 4. บทบาทครูเป็นผู้สนับสนุนทางอารมณ์และสังคม ทั้งนี้ ทักษะที่ควรส่งเสริมผู้เรียน ได้แก่ 1. การสอนแบบความเป็นมนุษย์ 2. การกำกับตนเอง 3. ทักษะการล้มแล้วลุกเร็ว และ 4. เน้นการสอนที่เน้นความปลอดภัยทางอารมณ์ หลักการสำคัญในการพัฒนาเด็กเจนแอลฟา ควรเข้าอกเข้าใจ เป็นผู้รับฟังโดยไม่ตัดสินและเป็นผู้อำนวยความสะดวกในเรียนรู้</p> สิรินธร สินจินดาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3205 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการกลุ่มโรงเรียนบ้านดุง 1 ในสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3237 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการ และแนวทางพัฒนาในการบริหารงานวิชาการกลุ่มโรงเรียนบ้านดุง 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูกลุ่มโรงเรียนบ้านดุง 1 จำนวน 152 คน ได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับสลาก เป็นข้าราชการครู จำนวน 114 คน ครูผู้ช่วย จำนวน 19 คน พนักงานราชการ (ครู) จำนวน 1 คน และครูอัตราจ้าง จำนวน 18 คน มีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 เก็บรวบรวมข้อมูลผ่าน google form ได้รับตอบกลับ คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการกลุ่มโรงเรียนบ้านดุง 1 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจัดการศึกษา รองลงมา คือ การมีส่วนร่วมด้านการบริหารจัดการหลักสูตร และการมีส่วนร่วมด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การมีส่วนร่วมด้านการนิเทศการศึกษา 2. แนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ สถานศึกษาควร จัดประชุมปฏิบัติการให้ครูวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางและบริบทท้องถิ่น ตั้งคณะทำงานเทคโนโลยีจากครูทุกกลุ่มสาระเพื่อกำหนดนโยบายการใช้เทคโนโลยี ตั้งคณะกรรมการพัฒนาสื่อจากครูทุกช่วงชั้นเพื่อวางแผนพัฒนาสื่อ แต่งตั้งคณะกรรมการจากครูทุกกลุ่มสาระเพื่อสำรวจและจัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้การวัดผลจากครูทุกช่วงชั้นเพื่อกำหนดแนวทางประเมินที่หลากหลาย พัฒนาระบบนิเทศแบบกัลยาณมิตรโดยให้ครูร่วมกำหนดประเด็นการนิเทศ และแต่งตั้งคณะกรรมการประกันคุณภาพจากครูทุกฝ่ายเพื่อกำหนดมาตรฐานและเป้าหมาย</p> นิชาภา พันธุ์ศิลา, อมรทิพย์ เจริญผล, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3237 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการความเครียดของผู้ต้องขังชายระหว่างการพิจารณาคดี: กรณีศึกษาเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3156 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความเครียดของผู้ต้องขังชายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2. ศึกษาแนวทางการจัดการความเครียดของผู้ต้องขังชายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (mixed methods research) โดยดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ต้องขังชายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี จำนวน 200 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน ได้แก่ นักอาชญาวิทยา นักจิตวิทยา และนักทัณฑวิทยา โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระดับความเครียดของผู้ต้องขังชายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยด้านคดีความและโทษทัณฑ์ส่งผลต่อความเครียดในระดับสูงกว่าปัจจัยด้านอื่น เมื่อจำแนกตามสถานภาพ พบว่า ผู้ต้องขังที่มีอายุระหว่าง 18–20 ปี ผู้ที่มีระดับการศึกษาต่ำ และผู้ที่ไม่เคยกระทำผิดซ้ำมีระดับความเครียดสูงกว่ากลุ่มอื่น แนวทางการจัดการความเครียดของผู้ต้องขังชายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีควรดำเนินการอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย การส่งเสริมการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต การสนับสนุนจากครอบครัว การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคมและกายภาพในเรือนจำ รวมทั้งการให้ความรู้และคำปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อช่วยลดระดับความเครียดและส่งเสริมการปรับตัวของผู้ต้องขังระหว่างกระบวนการยุติธรรม</p> สุรศักดิ์ สมนึก, ธาตรี มหันตรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/3156 Tue, 16 Jun 2026 00:00:00 +0700