วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p> <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">Journal of Administration, Management and Sustainable Development (JAMSD)</strong><br data-start="96" data-end="99" /><br data-start="150" data-end="153" /><strong data-start="153" data-end="180">ISSN 2985-2366 (Online)</strong></p> <p data-start="182" data-end="542">วารสาร JAMSD เป็นวารสารวิชาการด้านสังคมศาสตร์ที่มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในหลากหลายสาขา เช่น การบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชี การตลาด การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร จิตวิทยาประยุกต์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การบริหาร การวางแผนและการพัฒนา การศึกษา การปกครอง และการบริหารท้องถิ่น โดยรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="544" data-end="861">กระบวนการกลั่นกรองบทความของวารสารมีความเข้มงวด โดยใช้ระบบประเมินแบบ Double-blinded peer review จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ผู้เขียนต้องส่งบทความที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และเขียนตามรูปแบบที่กองบรรณาธิการกำหนด หากมีข้อเสนอแนะจากผู้ประเมิน ผู้เขียนต้องแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้กระทบต่อกำหนดการตีพิมพ์</p> <p data-start="863" data-end="1164">วารสารมีกำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และตุลาคม–ธันวาคม โดยเก็บค่าธรรมเนียมการส่งและตีพิมพ์บทความจำนวน 4,000 บาทต่อบทความ ซึ่งต้องชำระหลังผ่านการประเมินเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมไม่สามารถขอคืนได้หากบทความไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p data-start="1166" data-end="1439" data-is-last-node="" data-is-only-node="">วารสารจัดทำและเผยแพร่โดย สมาคมขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อการบริหารและพัฒนาสังคม ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม มีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์วารสาร และอีเมล <a class="decorated-link cursor-pointer" rel="noopener" data-start="1374" data-end="1395">jamsdonline@gmail.com</a> รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุในข้อมูลวารสาร.</p> th-TH jamsdonline@gmail.com (รศ.ดร.ภักดี โพธิ์สิงห์) ่jamsdonline@gmail.com (นางปิยะมาศ มามีกุล) Sun, 29 Mar 2026 21:10:40 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 อิทธิพลของสมรรถนะการปฏิบัติงานและคุณภาพของระบบสารสนเทศที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านการบัญชีของกองทัพบกไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2081 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. อิทธิพลของสมรรถนะของผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการบัญชีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านการบัญชีของกองทัพบกไทย 2. อิทธิพลของคุณภาพของระบบสารสนเทศทางการบัญชีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านการบัญชีของกองทัพบกไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนายทหารบัญชี และเสมียนการเงิน จำนวน 127 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการปฏิบัติงานด้านความรู้ทางวิชาชีพบัญชี และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบสารสนเทศทางการบัญชี ส่งผลเชิงบวกต่อความสำเร็จของงานบัญชีในกองทัพบกไทย ทั้งด้านการบรรลุเป้าหมายและการปฏิบัติตามระเบียบราชการ ขณะเดียวกัน ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหาทางบัญชีมีผลต่อการจัดหาและการใช้ทรัพยากร ตลอดจนสร้างความพึงพอใจแก่ผู้เกี่ยวข้อง สำหรับคุณภาพของระบบสารสนเทศทางการบัญชี พบว่า ความง่ายในการใช้งาน เสถียรภาพของระบบ และความถูกต้องของข้อมูล ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย การปฏิบัติตามระเบียบ และการใช้ทรัพยากร โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01</p> จิตติพร รุ่งเรือง, พรรณทิพย์ อย่างกลั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2081 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2415 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบการเงิน และด้านการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย ที่สังกัดสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 1–22 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในกรุงเทพมหานคร จำนวน 284 คน ผลการวิจัยพบว่า การมีใบประกอบวิชาชีพ ลักษณะการทำงาน และประสบการณ์ทำงานที่แตกต่างกันมีผลต่อการใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบที่แตกต่างกัน สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คือ ความซับซ้อนของงาน การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ สถานการณ์การตรวจสอบ ส่วนการใช้เทคโนโลยีของผู้ตรวจสอบส่งผลต่อการใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบที่ลดลง ดังนั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงควรให้ความสำคัญต่อปัจจัยดังกล่าว โดยการจัดอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบ</p> วิไลลักษณ์ เคนอุทุม, พรเทพ รัตนตรัยภพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2415 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของประชาชนและคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2015 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน คุณภาพการให้บริการและประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร 2. อิทธิพลของการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร และ 3. อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 396 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก คุณภาพการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมการปฏิบัติการ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำงานระดับประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะ ได้ร้อยละ 59.10 และ 3. คุณภาพการให้บริการ ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า และด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดยสามารถร่วมกันทำงานระดับประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะ ได้ร้อยละ 54.60</p> พระนักรบ เชื้อวังคำ, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สามารถ อัยกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2015 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนข้าวหอมมะลิบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1935 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวหอมมะลิบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ 2. พัฒนานวัตกรรมและยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนข้าวหอมมะลิบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ และ 3. เสนอแนวทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิบ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สู่ตลาดสมัยใหม่ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 15 คน การประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 10 คน และแบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 30 คน วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และนำเสนอแบบพรรณนาความ ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ มีความสวยงาม จดจำได้ง่าย ปลอดภัย เมื่อพิจารณาความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์สบู่ข้าวหอมมะลิ โดยภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด มีคุณภาพและช่องทางการจำหน่ายหลากหลาย ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าการผลิตภัณฑ์ด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์สบู่ก้อนข้าวหอมมะลิเป็นสบู่เหลว 2. การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย มีแนวทาง 2 ช่องทางดังนี้ 2.1 การตลาดออฟไลน์ มีการส่งเสริมการขายตามเทศกาลประจำปี 2.2 ช่องทางการตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และ 3. แนวทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มฯ มี 5 แนวทาง ดังนี้ 3.1 การส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.2 การส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3.3 การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและสร้างสรรค์ 3.4 การสร้างเครือข่ายการผลิตข้าวอินทรีย์ และ 3.5 การจัดทำบัญชีผลิตข้าว</p> ศิริกมล ประภาสพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1935 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน: กรณีศึกษา บริษัท เมก้า ไพร์ม กรุ๊ป จำกัด https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2025 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน บริษัท เมก้า ไพร์ม กรุ๊ป จำกัด 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัท เมก้า ไพร์ม กรุ๊ป จำกัด โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคุณภาพชีวิตการทำงาน กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัท เมก้า ไพร์ม กรุ๊ป จำกัด กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานทั้งหมดของบริษัท เมก้า ไพร์ม กรุ๊ป จำกัด จำนวน 80 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โดยมีค่าความเที่ยงตรงแต่ละข้อไม่ต่ำกว่า 0.5 และค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา เท่ากับ 0.75 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน พบว่า พนักงานบริษัท มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นเดียวกัน และผลการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. พนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาการทำงานแตกต่างกัน มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน โดยพบเพียง 1 ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน คือ ปัจจัยด้านสถานภาพ และ 2. คุณภาพชีวิตการทำงาน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท เมก้า ไพร์ม กรุ๊ป จำกัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยความสัมพันธ์ที่พบเป็นความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r = 0.732) โดยพบว่า คุณภาพชีวิตการทำงาน ด้านความภูมิใจองค์การมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานมากที่สุด (r = 0.820) รองลงมาคือ ด้านสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ (r = 0.728) และที่น้อยที่สุด คือ ด้านความก้าวหน้าและความมั่นคงในงาน (r = 0.549)</p> เจษฎา เลิศวารีเวช, นัทนิชา โชติพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2025 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อไม้ดอกไม้ประดับรูปแบบออนไลน์เพื่อพัฒนาช่องทาง การจำหน่ายและเพิ่มยอดขายแก่ผู้ประกอบการในจังหวัดศรีสะเกษ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1936 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อไม้ดอกไม้ประดับรูปแบบออนไลน์ เพื่อพัฒนาช่องทางการจำหน่าย และเพิ่มยอดขายแก่ผู้ประกอบการในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย 20 คน และแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อไม้ดอกไม้ประดับรูปแบบออนไลน์มีความแตกต่างอยู่ 4 ปัจจัย คือ 1. ด้านดาราหรือคนดังมีไม้ดอกไม้ประดับชนิดนั้น ๆ แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชนในการเลือกซื้อดอกไม้ออนไลน์ 2. ด้านความรวดเร็วในการตอบกลับข้อมูลของลูกค้าที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชนในการเลือกซื้อดอกไม้ออนไลน์ 3. ด้านความหลากหลายของไม้ดอกไม้ประดับให้เลือกในร้านที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชนในการเลือกซื้อดอกไม้ออนไลน์ และ 4. ด้านเจ้าของร้านเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมีความถนัดในการปลูกและดูแลไม้ดอกไม้ประดับโดยเฉพาะที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมของประชาชนในการเลือกซื้อดอกไม้ออนไลน์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พบว่าพฤติกรรมประชากรที่ติดตามร้านดอกไม้ในระบบออนไลน์มากกว่า 10 ร้านค้า มีความสนใจในประเภทของไม้ดอกไม้ประดับที่มีความหลากหลาย ลักษณะรูปทรงที่สวยงาม และราคาถูกกว่าตลาดออฟไลน์ พฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อการซื้อไม้ดอกไม้ประดับรูปแบบออนไลน์ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มยอดขายแก่ผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับ</p> เพ็ญลักษณ์ อ่อนทรวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1936 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2438 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร 2. เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล 3. ศึกษาอิทธิผลของด้านการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส 4. ศึกษาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอวานรนิวาส จำนวน 399 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก คุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. คุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส แตกต่างกันตามคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และตำบลที่อาศัยอยู่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ยกเว้นคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านเพศ 3. การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถร่วมกันพยากรณ์ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอวานรนิวาส ได้ร้อยละ 83.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยของตัวแปรการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยสูงที่สุด ได้แก่ การมีคุณธรรม รองลงมาคือ การมีความรู้ความเข้าใจ ความพอประมาณ และการเสริมสร้างความมีเหตุผล ตามลำดับ ยกเว้นการร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน 4. แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในอำเภอวานรนิวาส ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานแบบยั่งยืน ใช้ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนประจำอำเภอ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เป็นกลไกหลัก ส่งเสริมอาชีพ สุขภาพ การศึกษา ทักษะอาชีพ เทคโนโลยีดิจิทัล วัฒนธรรม และการรวมกลุ่มประชาชน ภายใต้หลัก PDCA และการมีส่วนร่วมของชุมชน</p> สุดใจ ปุนหาวงค์, ละมัย ร่มเย็น, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2438 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความรู้และทักษะทางวิชาชีพบัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคตะวันออก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2108 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และทักษะทางวิชาชีพบัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคตะวันออก ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้จัดทำบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ตราด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว จำนวนทั้งสิ้น 537 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้จัดทำบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (นักวิชาการเงินและบัญชี เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี) ในเขตภาคตะวันออก จำนวน 230 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า ความรู้ทางวิชาชีพบัญชีด้านการบัญชีการเงิน ด้านองค์กรและธุรกิจ และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีด้านการทันเวลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ความรู้ทางวิชาชีพบัญชีด้านองค์กรและธุรกิจและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีด้านคุณภาพของงาน ด้านปริมาณงาน ด้านการทันเวลา ด้านค่าใช้จ่าย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และ 0.05 ทักษะทางวิชาชีพบัญชีด้านการเป็นผู้นำ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีด้านคุณภาพของงาน และทักษะทางวิชาชีพบัญชีด้านการสื่อสารร่วมงานกับผู้อื่น มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีด้านคุณภาพของงาน ด้านปริมาณงาน ด้านการทันเวลา และด้านค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p> <p> </p> ลัญจกร โนนทิง, มัตธิมา กรงเต้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2108 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 กรอบกระบวนทัศน์สำหรับการออกแบบการวิจัย: แนวทางการเลือกวิธีการวิจัยตามหลักเครสเวลล์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2289 <p>การศึกษานี้นำเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการออกแบบการวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักการของเครสเวลล์ในการพัฒนาแผนการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ กรอบการศึกษาประกอบด้วยสี่องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การระบุข้อเสนอทางปรัชญาของความรู้ การพิจารณากลยุทธ์การสอบถาม การระบุระเบียบวิธีวิจัย และการเลือกแนวทางการวิจัยที่เหมาะสม การระบุข้อเสนอทางปรัชญาครอบคลุมสี่กระบวนทัศน์หลัก คือ กระบวนทัศน์หลังยุคปฏิฐานนิยม (post-positivist) ที่เน้นการทดสอบทฤษฎีและลดปัจจัยรบกวน กระบวนทัศน์คอนสตรัคติวิสต์ (constructivism) ที่มุ่งเข้าใจความหมายที่บุคคลสร้างขึ้น กระบวนทัศน์แบบมีส่วนร่วม (advocacy/participatory) ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วม และกระบวนทัศน์แบบปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่เน้นการแก้ปัญหาและผลลัพธ์ที่ได้ กลยุทธ์การสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยแบบผสมผสาน โดยแต่ละแนวทางมีเทคนิคและวิธีการที่เฉพาะเจาะจง การระบุระเบียบวิธีวิจัย ประกอบด้วย การกำหนดเครื่องมือวิจัย ขั้นตอนการดำเนินงาน และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล การเลือกแนวทางการวิจัยควรพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ คือ ปัญหาวิจัยและคำถามวิจัย ประสบการณ์ส่วนตัวของนักวิจัย ผู้อ่านเป้าหมาย และข้อจำกัดด้านเวลา ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญ กรอบการศึกษานี้มีประโยชน์สำหรับนักวิจัยในการออกแบบงานวิจัยที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การศึกษา</p> วีรชัย คำธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2289 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ในการใช้งาน ChatGPT เพื่อการจัดการเรียนรู้ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2117 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งาน ChatGPT ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน 2. ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งาน ChatGPT กับการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน และ 4. เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการใช้งาน ChatGPT ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูมีการใช้งาน ChatGPT ในด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านการวางแผนและออกแบบการจัดการเรียนรู้ ตามลำดับ 2. ครูมีการจัดการเรียนรู้ในด้านการวัดและประเมินผลมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้และด้านเนื้อหาสาระการจัดการเรียนรู้ ตามลำดับ 3. การใช้งาน ChatGPT มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ของครู ในด้านการวางแผนและออกแบบการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และด้านการสนับสนุนการเรียนรู้ และ 4. ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่านที่มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างกัน มีการจัดการเรียนรู้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ณัฐธยาน์ ภิบาล, ภิรดา ชัยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2117 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดหนองคาย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2381 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดหนองคายตามปัจจัยส่วนบุคคล รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์และตรวจสอบอิทธิพลของทัศนคติทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิตาม 9 อำเภอ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ประกอบด้วย 4 ตอน ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล ทัศนคติทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และพฤติกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่น ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน พร้อมค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่นแบบแอลฟาแครอนบาคทั้งฉบับและรายมิติอยู่ในระดับดี ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการเปรียบเทียบรายคู่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยเชิงพหุคูณ โดยตรวจสอบสมมติฐานสำคัญ ได้แก่ ความเป็นเชิงเส้น ความเป็นอิสระของค่าคลาดเคลื่อน การแจกแจงใกล้ปกติของค่าคลาดเคลื่อน ความแปรปรวนคงที่ และการไม่มีพหุสหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และพฤติกรรมการเลือกตั้งอยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบระบุว่า รายได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอายุแตกต่างเฉพาะด้านอุดมการณ์ ส่วนเพศ สถานภาพสมรส อาชีพ และประสบการณ์ทางการเมืองไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การมีส่วนร่วมทางการเมืองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมในระดับสูง ขณะที่ทัศนคติทางการเมืองมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง แบบจำลองถดถอยยืนยันอิทธิพลทางบวกของทั้งสองตัวแปร โดยการมีส่วนร่วมทางการเมืองมีน้ำหนักมากกว่า และแบบจำลองผ่านเกณฑ์สมมติฐานทั้งหมดอยู่ในระดับยอมรับได้</p> วิริยะ หอมไกรลาศ, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2381 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของชุมชน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2322 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาลักษณะการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และ 2. วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 315 คน ใช้แบบสัมภาษณ์ จำนวน 40 คน และจัดการสนทนากลุ่ม จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 53.02 อายุระหว่าง 50–59 ปี ร้อยละ 34.60 ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท และมีอาชีพหลักเป็นเกษตรกร ผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ส่วนใหญ่คือมูลสัตว์ ร้อยละ 31.11 การวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า เศษวัสดุเหลือใช้หลัก คือ มูลแพะ เนื่องจากชาวบ้านเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมจากการเกษตร การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมีการจัดการที่เหมาะสมด้านสถานที่ มีการเลือกพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด สุขลักษณะในการเลี้ยงเกษตรกรยังขาดความรู้ สุขลักษณะของโรงเรือนที่ไม่ได้มาตรฐาน ด้านโภชนาการอาหารสัตว์ ทำให้เกิดปัญหาอาหารลูกแพะและได้รับผลกระทบจากราคาตลาดที่ลดลง เนื่องจากการนำเข้า การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ยังพบว่า มีกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุนครบถ้วน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ กระบวนการเลี้ยง การผสมพันธุ์ และการควบคุมโรค การพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกร การจัดการอาหารสัตว์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุ เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขัน และความยั่งยืนของระบบการผลิต</p> พิชญาภา พริ้มพราย, ทิพาวรรณ พันธุสินธุ, วิลาวัลย์ ภูมี, ศุภฤกษ์ กาธรรมณี, อภิศันย์ ศิริพันธ์, พงศ์พัชร บัวเพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2322 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการสื่อสารและส่วนประสมการตลาดงานหัตถศิลป์สินค้าต้องลายไทใหญ่ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2334 <p>ต้องลายไทใหญ่เป็นงานหัตถศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันมีช่างฝีมือเหลือจำนวนน้อยลงตามลำดับ ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนเพียงภายในจังหวัด การศึกษากระบวนการสื่อสารและส่วนประสมการตลาดงานหัตถศิลป์สินค้าต้องลายไทใหญ่ จึงเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางเพื่อการส่งเสริมการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ในด้านผลิตภัณฑ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับตกแต่งสถานที่ พิธีกรรม และของที่ระลึก แต่ราคายังไม่มีการกำหนดราคาที่ชัดเจน สถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยังมีการเข้าถึงที่ยาก มีจำหน่ายเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ส่วนด้านการส่งเสริมการขายแม้จะได้รับการกำหนดให้เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด แต่ยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพียงภายในพื้นที่ สำหรับด้านการสื่อสารจุดเด่นสำคัญ คือ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าและยังคงเป็นที่นิยม โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ขายต่างมีประสบการณ์ที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาในการใช้สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการสูงวัยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งนี้ควรมีการพัฒนาสินค้าที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์จำกัดจำนวน ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในตลาดสมัยใหม่มากขึ้น วางจำหน่ายในร้านค้าหัตถกรรมและของที่ระลึกในเมืองใหญ่ภายนอกจังหวัด เพื่อเป็นการกระจายสินค้าและสร้างโอกาสการเข้าถึงสินค้า พัฒนากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดด้วยการสร้างเรื่องราว อีกทั้งการใช้บุคคลที่มีอิทธิพลในสังคมออนไลน์เพื่อช่วยโปรโมตผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจในด้านศิลปะและวัฒนธรรม และสร้างชุมชนลูกค้าทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์</p> สุรชัย ศรีนรจันทร์, จิรวัฒน์ รักชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2334 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2316 <p class="s24">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม 2. ศึกษาอิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม และ 3. ศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม จำนวน 284 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การยอมรับเทคโนโลยี แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การยอมรับเทคโนโลยี ด้านทัศนคติมีอิทธิพลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถทำนายระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม ได้ร้อยละ 53.30 และ 3. ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ความก้าวหน้าในงาน ความสำเร็จในงาน และการเจริญเติบโต ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของบุคลากรองค์กรปกครอง<br />ส่วนท้องถิ่นอำเภอเมืองนครพนมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยทำนายสมรรถนะได้ร้อยละ 78.20 ส่วนปัจจัยค้ำจุน ได้แก่ ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ลักษณะอาชีพ ความมั่นคงในงาน และนโยบายการบริหาร มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และทำนายสมรรถนะได้ร้อยละ 84.40</p> ชญานิษฐ์ สมพมิตร, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สามารถ อัยกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2316 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการเงินและบัญชีของบุคลากรแผนกสาธารณสุข แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2345 <p>ผลการปฏิบัติงานการเงินและบัญชีของบุคลากรแผนกสาธารณสุข แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อวัดจากคุณภาพของงาน ปริมาณงาน และเวลาที่ใช้ในกระบวนการปฏิบัติงาน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับของปัจจัยการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการเงินและบัญชีของบุคลากรแผนกสาธารณสุข แขวงสะหวันนะเขต และ 2. ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการเงินและบัญชี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 172 คน ทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นและสุ่มอย่างง่าย โดยการจับสลากแบบไม่ทดแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยการปฏิบัติงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติในระดับมากที่สุด จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในงาน ความรับผิดชอบในงาน สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน และจรรยาบรรณในวิชาชีพ นอกจากนั้นยังพบว่ามีการปฏิบัติในระดับมาก จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชี ความเข้าใจในนโยบาย ความสัมพันธ์ของบุคลากรในหน่วยงาน และความพร้อมในการปฏิบัติงาน ในขณะที่ด้านขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานจัดอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการเงินและบัญชีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความรับผิดชอบในงาน สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน และขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 33.7</p> พนพาสุก หลวงพะคุน, ชนินทร์ วะสีนนท์, จิตติ กิตติเลิศไพศาล, พิศดาร แสนชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2345 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 Development of scaffolding learning activities to enhance choreography ability for vocational students https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2343 <p>The purposes of this study were to 1. develop scaffolding learning activities to enhance choreography abilities for vocational students, 2. compare choreography abilities using the scaffolding learning activities between pre-test and post-test, and 3. study student satisfaction with the scaffolding learning activities. The sample comprised 40 first-year students from the dance art program at Jiangxi Transportation Vocational and Technical College during the first semester of 2024, chosen via simple random sampling. Research tools included 10 lesson plans based on a five-phase scaffolding model (goal setting, knowledge activation, collaborative practice, skill refinement, and autonomous performance evaluation); a choreography ability test measuring technical proficiency, creative expression, cultural authenticity, and overall performance; and 13 items satisfaction questionnaire. Data analysis employed percentages, means, standard deviations, and paired t-tests. The results showed that 1. the scaffolding learning activities received an average suitability score of 4.29 (S.D. = 0.40) from expert evaluation, indicating high appropriateness, 2. students had significantly higher choreography ability post-test (M = 60.00, S.D. = 5.07) than pre-test (M = 33.55, S.D. = 11.80), with t = 25.127, p &lt; 0.001, and 3. overall student satisfaction was at a high level (M = 4.43, S.D. = 0.44). These findings highlight that scaffolding learning activities not only improves choreography skills and student engagement but also promotes creative autonomy and cultural appreciation among vocational students. Additionally, the study contributes to the advancement of culturally responsive education by integrating artistic creativity with the preservation and transmission of cultural heritage, thereby cultivating both technical excellence and a profound sense of cultural identity among students.</p> Xueqin Yang, Thanyaluck Khechornphak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2343 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบการเรียนรู้ด้วยระบบออนไลน์โดยกลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว (อินโทรเวิร์ต) และบุคลิกภาพแบบแสดงตัว (เอ็กซ์โทรเวิร์ต) ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกริก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2336 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเรียนรู้ด้วยระบบออนไลน์โดยกลุ่มอินโทรเวิร์ตและกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกริก เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกริก โดยใช้เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบทดสอบบุคลิกภาพ Maudsley Personality Inventory (MPI) และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนออนไลน์ในระบบ LMS กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา จำนวน 382 คน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว-มั่นคง และมีระดับความพึงพอใจต่อการเรียนออนไลน์อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของระบบ LMS ด้านการเข้าถึง และด้านการสนับสนุนการใช้งาน นอกจากนี้ยังพบว่า นักศึกษากลุ่มบุคลิกภาพแบบเก็บตัวมีระดับความพึงพอใจสูงกว่านักศึกษากลุ่มบุคลิกภาพแบบแสดงตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า บุคลิกภาพมีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจในการเรียนออนไลน์ในทิศทางบวก โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว-มั่นคงมีความพึงพอใจสูงที่สุด ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนออนไลน์ที่เหมาะสมกับลักษณะบุคลิกภาพของผู้เรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และความพึงพอใจในระบบการเรียนออนไลน์</p> ศศิวัฒน์ ตันติบุญยานนท์, ณัฐพล มหาทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2336 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2314 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม 2. ระดับวัฒนธรรมองค์การ แรงจูงใจในการทำงาน ของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม และ 3. อิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การ และแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม จำนวน 284 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. วัฒนธรรมองค์การขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. วัฒนธรรมเอกภาพ วัฒนธรรมพันธกิจ วัฒนธรรมปรับตัว และวัฒนธรรมส่วนร่วม มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถทำนายระดับประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม ได้ร้อยละ 83.80 แรงจูงใจในการทำงาน ด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านสถานะของอาชีพ ด้านลักษณะของงานด้านการนิเทศงาน ด้านการได้รับการพัฒนา มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถทำนายระดับประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองนครพนม ได้ร้อยละ 79.70</p> ศุภกร ฉิมตระกูล, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สามารถ อัยกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2314 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเสริมแรงจูงใจต่อการตัดสินใจไปประจำการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของนักบินทหารบก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2349 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจไปประจําการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนักบินทหารบก และ 2. เสนอแนวทางในการสร้างแรงจูงใจต่อการตัดสินใจไปประจําการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนักบินทหารบก ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบินกองพันบินที่ 9 จำนวน 49 คน และผู้บังคับบัญชา 2 คน โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า 1. แรงจูงใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และปัจจัยแรงจูงใจทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมากทั้งหมด โดยสามารถเรียงลำดับปัจจัยที่ระดับการจูงใจมากไปหาน้อยได้ดังต่อไปนี้ ด้านการเติมเต็มตนเองและการเติบโตส่วนบุคคล ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่ง ด้านความสัมพันธ์อื่น ๆ ด้านการสนับสนุนจากองค์กร และสุดท้ายด้านผลประโยชน์และสวัสดิการและความมั่นคงในชีวิต สะท้อนว่านักบินให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองมากกว่าผลตอบแทนด้านวัตถุ และ 2. แนวทางสร้างแรงจูงใจ ได้แก่ การถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่ การกำหนดเส้นทางความก้าวหน้า การจัดหาอุปกรณ์และการฝึกเตรียมความพร้อม การสร้างสัมพันธ์กับชุมชนและการกำหนดสวัสดิการตามความเสี่ยงของพื้นที่ ข้อเสนอแนะจากข้อค้นพบแสดงให้เห็นว่า แรงจูงใจทั้ง 5 ด้าน เป็นแรงจูงใจที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจไปประจำการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนักบินทหารบกได้ โดยหน่วยงานสามารถนำแนวทางการสร้างแรงจูงใจที่ผู้ศึกษานำเสนอไปปรับใช้ได้ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่ปกติ</p> ธราพันธ์ พัฒนานันท์ชัย, นปภา ภทรกมลพงษ์, คงศักดิ์ ชมชุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2349 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2697 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับความรู้เกี่ยวกับการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คุณภาพการให้บริการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกุสุมาลย์ 2. อิทธิพลของความรู้เกี่ยวกับการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และคุณภาพการให้บริการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกุสุมาลย์ และ 3. แนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกุสุมาลย์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกุสุมาลย์ จำนวน 392 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.397 - 0.678 และค่าความเชื่อมั่น 0.796 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ความรู้เกี่ยวกับการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คุณภาพการให้บริการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ตัวแปรย่อยของความรู้เกี่ยวกับการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกตัวแปรไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับตัวแปรคุณภาพการให้บริการการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ ด้านการรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ ด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ และด้านการตอบสนองต่อผู้มารับบริการ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกุสุมาลย์ ได้ร้อยละ 89.10 และ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิผลการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยควรมุ่งจัดทำฐานข้อมูลที่ดินให้ครบถ้วนทันสมัย เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และใช้เทคโนโลยีในการสำรวจและชำระภาษี ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงบริการประชาชน การประชาสัมพันธ์ และช่องทางการชำระที่หลากหลาย รวมถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและเผยแพร่ประโยชน์ของการจัดเก็บภาษี</p> วาสนา กิรัมย์, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สามารถ อัยกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2697 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2397 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความแตกต่างลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย จำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนและอาชีพ 2. ศึกษาปัจจัยทัศนคติที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย และ 3. ศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง20 - 60 ปี จำนวน 405 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ แบ่งตามสัดส่วนประชากรใน 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม google form ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดสอบความเชื่อมั่นกับกลุ่มทดลอง 30 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยทัศนคติของผู้ใช้รถยนต์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ด้านความรู้ความเข้าใจ และด้านพฤติกรรม ส่วนปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี อิทธิพลทางสังคม และทัศนคติที่มีต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุภาภรณ์ พุทธวงค์, สุรินทร์ พิทักษ์สิกุล, วัชระ วัธนารวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2397 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2499 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง และ 2. ศึกษารูปแบบและแนวทางพัฒนาการดำเนินงานในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ต้องขังที่เข้ารับการฝึกวิชาชีพ จำนวน 195 คน ด้วยแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ 8 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า ปัจจัยทั้ง 6 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยด้านผู้สอนและเจ้าหน้าที่ได้รับการประเมินสูงที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมได้รับการประเมินต่ำที่สุด ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพยืนยันประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความทันสมัยของหลักสูตร ความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการถ่ายทอดทักษะ การสนับสนุนด้านอุปกรณ์ และบรรยากาศการฝึกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จากผลดังกล่าวสรุปได้ว่า แนวทางพัฒนาควรมุ่งเน้นการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ส่งเสริมสมรรถนะด้านการสอนของเจ้าหน้าที่ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการฝึกให้ปลอดภัยและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ข้อค้นพบนี้ช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้ต้องขัง และเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายด้านการฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังในการกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน</p> ณัฐวุฒิ ทองจินดา, ธาตรี มหันตรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2499 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนเพื่อเสริมทักษะการทำงานในยุคดิจิทัล กรณีศึกษาสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนครพนม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2459 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลและการปฏิบัติงานในบริบทดิจิทัลของบุคลากรสายสนับสนุน 2. วิเคราะห์ปัจจัยเอื้อและอุปสรรคที่มีผลต่อการปรับตัวของบุคลากรสายสนับสนุนต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และ 3. เสนอแนวทางการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนให้มีทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คน ซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน ที่มีประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป และวิเคราะห์ตีความเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนส่วนใหญ่มีความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลในระดับปานกลางถึงสูง แต่ยังมีความต้องการการพัฒนาในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการใช้เครื่องมือสำหรับการรายงานผู้บริหาร ปัจจัยเอื้อที่ส่งผลต่อการปรับตัว คือ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การจัดอบรมด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เสถียร อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ระบบอินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร การขาดคู่มือการใช้งานที่เป็นปัจจุบัน และการจัดการข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรสายสนับสนุนมี 6 ประการ ได้แก่ 1. การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลเชิงบูรณาการ 2. การจัดตั้งศูนย์พัฒนาสมรรถนะดิจิทัลระดับมหาวิทยาลัย 3. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง 4. การสร้างวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัล 5. การสร้างระบบพี่เลี้ยงดิจิทัล และ 6. การเสริมสร้างแรงจูงใจและการยอมรับคุณค่าของเทคโนโลยี</p> พาทิศ คงโสมา, วรวุฒิ อินทนนท์, อภิกนิษฐา นาเลาห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2459 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 สภาพ ปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดการโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2441 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับของสภาพ ปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง จำนวน 122 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามหน่วยงานที่สังกัด และทำการสุ่มอย่างง่ายในแต่ละชั้นโดยการจับสลากแบบไม่ทดแทน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทั้งในภาพรวมและแยกรายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การจัดการด้านบุคลากร การจัดการด้านวิธีการจัดการโครงการ การจัดการด้านวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร และการจัดการด้านงบประมาณ ตามลำดับ 2. ปัญหาการจัดการโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางทั้งในภาพรวมและแยกรายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ปัญหาด้านวิธีการจัดการโครงการ ปัญหาด้านวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร ปัญหาด้านบุคลากร และปัญหาด้านงบประมาณ ตามลำดับ และ 3. แนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขง เรียงลำดับตามความสำคัญ ได้แก่ ด้านวิธีการจัดการโครงการ ด้านวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร ด้านงบประมาณ และด้านบุคลากร</p> คำปะเสิด ปันยานุวง, พิศดาร แสนชาติ, จิตติ กิตติเลิศไพศาล, ชนินทร์ วะสีนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2441 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับ การบริการสังคมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2371 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 3. ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์ย่อย ดังนี้ 3.1 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคม 3.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนภูเขียว จำนวน 441 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนว 2. ชุดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนว และ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ชุดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ 2.1 หลักการของรูปแบบ 2.2 ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.3 กระบวนการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างแรงจูงใจ และระดมความคิด ขั้นที่ 2 ขั้นการวางแผนเรียนรู้ ขั้นที่ 3 ขั้นการรับรู้ ขั้นที่ 4 ขั้นปฏิบัติการเรียนรู้ ขั้นที่ 5 ขั้นการสะท้อนกลับ ขั้นที่ 6 ขั้นสรุปผล 2.4 สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และ 2.5 การวัดและประเมินผล ผลการประเมินรูปแบบการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ชุดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยผู้เชี่ยวชาญ มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดการเรียนรู้แบบนำตนเองร่วมกับการบริการสังคมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ดามพ์ แก้วกัลยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2371 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาต้นแบบแดชบอร์ดเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบภายในและควบคุมภายใน ของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2431 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบแดชบอร์ดเพื่อสนับสนุนการควบคุมและการตรวจสอบภายในของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความผิดพลาดและการทุจริต การดำเนินการวิจัยใช้วิธีการพัฒนาระบบตามวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle: SDLC) ร่วมกับการประยุกต์หลักการนำเสนอข้อมูลเชิงภาพ ผ่านโปรแกรม Microsoft Power BI ผู้วิจัยได้วิเคราะห์กิจกรรมการควบคุมภายในในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procure to Pay: P2P) และพัฒนาต้นแบบแดชบอร์ดที่สามารถแสดงผลการตรวจสอบการควบคุมภายใน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การขออนุมัติซื้อไปจนถึงการจ่ายชำระ ผลการวิจัยพบว่า สามารถออกแบบแดชบอร์ดได้ทั้งหมด 5 หน้า โดยในแต่ละหน้ามีการนำเสนอผลการตรวจสอบได้อย่างชัดเจนและช่วยให้ผู้บริหารและผู้ตรวจสอบสามารถระบุความผิดปกติได้อย่างรวดเร็วตามขั้นตอนของกระบวนการอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้มีการประเมินการใช้งานต้นแบบแดชบอร์ด โดยผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน ผลการประเมินพบว่า แดชบอร์ดมีความเหมาะสมในการใช้งานจริง โดยภาพรวมความพึงพอใจได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 อยู่ในระดับดีมาก โดยเฉพาะด้านการออกแบบที่ได้คะแนนสูงสุดที่ 4.50 ทั้งนี้ผู้ใช้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอเพิ่มเติมและพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร เพื่อรองรับการใช้งานแบบเรียลไทม์ในอนาคต ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามและตรวจสอบการควบคุมภายในให้ทันสมัย ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาต่อยอดในกระบวนการอื่น ๆ ขององค์กรต่อไปได้</p> สุชาวดี พรหมรุ่งสวัสดิ์, จารุภา วิภูภิญโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2431 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือ และทรัพยากรการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดําเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2387 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับของการบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือ และทรัพยากรการบริหาร และประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร และ 2. อิทธิพลของการบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือ และทรัพยากรการบริหาร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในอำเภอเมืองสกลนคร จำนวน 343 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือ ทรัพยากรการบริหาร และประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือ ด้านการแสดงบทบาทการริเริ่มความร่วมมือ ตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง การจัดโครงสร้างการทำงาน การตัดสินใจ และเป้าหมายของการทำงานร่วมกันมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 84.80 ทรัพยากรการบริหาร ด้านบุคลากร ด้านวิธีการทำงาน และด้านงบประมาณ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ยกเว้นด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านการจัดการ โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสาธารณสุขตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 94.40</p> ชมพูนุท ลาลู่, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, ละมัย ร่มเย็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2387 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2432 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเรียนการสอนของครู และ 2. นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเรียนการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด โดยการวิจัยนี้เป็นแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด จำนวน 313 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเรียนการสอนของครู จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเรียนการสอนของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง มีลำดับความต้องการจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการมีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์และด้านการบริหารความเสี่ยง และ 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเรียนการสอนของครู ประกอบด้วย 5 แนวทางได้แก่ 2.1 มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนแปลง 2.2 สร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม 2.3 ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม 2.4 มีความคิดสร้างสรรค์ และ 2.5 การบริหารความเสี่ยง</p> จุไรวรรณ เกษแก้ว, ธนเสฏฐ์ อัคคัญญ์ภูดิส, ทัศพร เกตุถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2432 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวง ผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2380 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์และการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย และ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 405 คน ที่เคยซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปรมากกว่า 2 ตัวแปร ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณโดยทดสอบที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยลักษณะทางประชากรศาสตร์ด้านเพศ ด้านอายุ ด้านสถานภาพการสมรส ด้านระดับการศึกษา และด้านอาชีพ ที่แตกต่างกันส่งผลให้การตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงรายแตกต่างกัน ในขณะที่ด้านรายได้ไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย จำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ระดับความคิดเห็นของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคุณสำหรับตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย ในขณะที่ด้านราคาไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับเสริมดวงผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงราย</p> ภัทรนันท์ ใหม่กาศ, สุรินทร์ พิทักษ์สิกุล, วัชระ วัธนารวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2380 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชนบ้านแก่ง จังหวัดนครสวรรค์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2391 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 2. จัดหมวดหมู่ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และ 3. วิเคราะห์ศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และประชาชนในชุมชน เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ผลการวิจัยพบว่า 1. ศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นชุมชนบ้านแก่งมีทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและโดดเด่น มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ภาษาพูด อาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม เช่น เครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า และการแสดงศิลปวัฒนธรรม 2. หมวดหมู่ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลบ้านแก่งจำแนกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ หมวดหมู่สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ได้แก่ วัดบ้านแก่ง วัดเกาะแก้ว หมวดหมู่งานช่างฝีมือดั้งเดิม ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ ผ้าทอบ้านวังหยวก และผลิตภัณฑ์จากผ้าไทดำบ้านวังหยวก หมวดหมู่กีฬาภูมิปัญญาไทยมีการละเล่นพื้นบ้านที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ ได้แก่ การละเล่นลูกมะกอน หมวดหมู่แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล ขนบธรรมเนียมประเพณีแบ่งออกเป็นประเพณีเกี่ยวกับศาสนา ได้แก่ พิธีกรรมเสนเรือน ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล ได้แก่ เทศกาลสงกรานต์ชาวมอญ และงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทดำ และประเพณีเกี่ยวกับการทำมาหากิน ได้แก่ อาหารของชาวมอญบ้านแก่ง เช่น ข้าวแช่ ขนมจีนมอญ ขนมครกมอญ ข้าวเหนียวแดกงา อาหารไทดำบ้านวังหยวก ได้แก่ แกงผำ ผักจุ๊บ ปลาปิ้งต๊บ กบปิ้งโอ๋ 3. ศักยภาพด้านการจัดการและสิ่งอำนวยความสะดวก ชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่เข้มแข็งและมีระบบบริหารเบื้องต้นโดยคณะกรรมการศูนย์เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญและศูนย์วัฒนธรรมไทดำ รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ได้แก่ การเข้าถึงที่สะดวกจากถนนใหญ่ ที่จอดรถ ห้องน้ำ และห้องประชุม ศักยภาพด้านกิจกรรมการมีส่วนร่วม และกระบวนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือน<br />ได้มีส่วนร่วม อาทิ การปั้นเครื่องปั้นดินเผา การวาดลวดลาย การทอผ้า การจักสาน และการละเล่นพื้นบ้าน พร้อมทั้งมีระบบการสื่อสารภายในชุมชนผ่านเสียงตามสาย โดยผู้นำท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนกิจกรรมวัฒนธรรมอย่างเข้มแข็ง</p> จุรีรัตน์ ศิตศิรัตน์, กฤษณะ ดาราเรือง, ศรุต แจ้งอนันต์, ดไนยา ตั้งอุทัยสุข, พงศกร งามสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2391 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทำศัลยกรรมเพื่อความงามของผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2466 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจทำศัลยกรรมเพื่อความงามของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 2. วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยคุณภาพบริการ สื่อสังคมออนไลน์ และภาพลักษณ์ ที่มีผลต่อการตัดสินใจทำศัลยกรรมเพื่อความงามของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุอายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 180 คน ซึ่งเคยใช้บริการศัลยกรรมเพื่อความงามมาก่อน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านคุณภาพการบริการ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือได้ การตอบสนอง และการรับประกัน รวมทั้งปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของสถานพยาบาล มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือได้ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด ในขณะที่ปัจจัยจากสื่อสังคมออนไลน์ไม่พบอิทธิพลทางสถิติ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการตัดสินใจที่เน้นความปลอดภัย ความเชื่อมั่นในแพทย์ และมาตรฐานทางการแพทย์มากกว่าการตอบสนองต่อกระแสหรือรีวิวออนไลน์</p> กัญญารัตน์ อารยะโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2466 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า ของผู้บริโภค Gen Z ในจังหวัดอุบลราชธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2417 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลของผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสำรวจพฤติกรรมการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าของผู้บริโภค Gen Z ในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าของผู้บริโภค Gen Z ในจังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 420 ตัวอย่าง ดยใช้วิธีการสุ่มอย่างมีระบบ แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวโดยใช้การทดสอบเอฟ หากพบความ แตกต่างจะนำไปเปรียบเทียบพหุคูณด้วยวิธี LSD ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 19-23 ปี มีระดับการศึกษา ปริญญาตรี ประกอบอาชีพเป็น นักเรียนนักศึกษา มีรายได้ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 10,000 บาท พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าของผู้บริโภค GEN Z ส่วนใหญ่ พบว่า ครีมกันแดดที่ผู้บริโภคมักเลือกซื้อเป็นประจำมีค่า SPF50 มากที่สุด มักเลือกซื้อครีมกันแดดที่ปกป้องรังสี UVA มีค่า PA+++ มากที่สุด เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า เพื่อปกป้องรังสี UV โดยแหล่งข้อมูลที่ทำให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า ส่วนใหญ่มาจากการรีวิวของผู้ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ มีความถี่ในการซื้อ 1-2 ครั้งต่อปี โดยผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ คือ ตัวผู้บริโภคเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับผิวหน้าจากติ๊กต็อก มากที่สุด โดยมีจำนวนเงินในการซื้อ ต่ำกว่า 500 บาท ช่องทางชำระเงินส่วนใหญ่มักเลือกใช้บริการ เก็บเงินปลายทางมากที่สุด และเลือกแฟลชเอ็กซ์เพรส เป็นบริษัทขนส่งที่ชอบมากที่สุด 2. ปัจจัยส่วนบุคคลประกอบด้วยเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ต่างกันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าที่แตกต่างกัน ในขณะที่จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษาที่ไม่แตกต่างกันมีการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้าของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ในจังหวัดอุบลราชธานีไม่แตกต่างกัน</p> นันทะนา กลำเงิน, จตุรงค์ ศรีวงษ์วรรณะ, อุมารินทร์ ราตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2417 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของความรู้ด้าน ESG ต่อความสามารถในการประเมินความเสี่ยง ESG ของผู้ตรวจสอบภายในภายใต้มาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ในประเทศไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2469 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลของความรู้ด้าน ESG ของผู้ตรวจสอบภายในต่อความสามารถในการประเมินความเสี่ยง ESG ภายใต้มาตรฐาน IFRS S1, IFRS S2 และกรอบ COSO ESG โดยศึกษาระดับความรู้ของผู้ตรวจสอบภายใน ความสามารถในการประเมินระดับความเสี่ยงและการจำแนกประเภทความเสี่ยง รวมถึงเปรียบเทียบความแตกต่างของกลุ่มที่มีระดับความรู้สูง ปานกลางและต่ำ โดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้ตรวจสอบภายในที่ถือวุฒิบัตร CPIAT จำนวน 200 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามวัดระดับความเชื่อมั่น แบบทดสอบความรู้แบบถูก–ผิด (objective test) และแบบทดสอบตามสถานการณ์ (scenario-based) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (MANOVA, ANOVA และ Post Hoc) เพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินความเสี่ยงระหว่างกลุ่มที่มีระดับความรู้แตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่า ระดับความรู้ด้าน ESG มีผลต่อความสามารถในการประเมินความเสี่ยง ESG อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มที่มีความรู้สูงสามารถประเมินระดับความเสี่ยงและจำแนกประเภทความเสี่ยงได้ถูกต้องกว่ากลุ่มความรู้ปานกลางและต่ำอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้พบว่า ระดับความเชื่อมั่นสูงไม่สอดคล้องกับคะแนนความรู้จริงซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง สะท้อนถึงช่องว่างด้านความรู้ของผู้ตรวจสอบภายใน งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความรู้ด้าน ESG เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของการประเมินความเสี่ยงตามกรอบมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะและความรู้ด้าน ESG เพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลในอนาคตอันใกล้</p> วิรดา เกตุพันธุ์, ลัพธ์พร สวราชย์, นพวรรณ เสมวิมล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2469 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การวางแผนกลยุทธ์และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในบริบทของการพัฒนาองค์กรแบบยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2507 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นบทความเชิงแนวคิดที่อาศัยการทบทวนวรรณกรรมมุ่งเน้นการวางแผนกลยุทธ์และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในบริบทของการพัฒนาองค์กรแบบยั่งยืน โดยพิจารณาถึงการเชื่อมโยงระหว่างการวางแผนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการพัฒนาผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์เหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของบทความ ได้แก่ 1. อธิบายแนวคิดและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง และ 2. สังเคราะห์ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบด้านกลยุทธ์และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในบริบทความยั่งยืน การศึกษาได้เน้นบทบาทของผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กรเพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยผู้นำจะต้องมีทักษะในการคิดเชิงกลยุทธ์ การสร้างแรงบันดาลใจ และการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาได้เสนอว่า การพิจารณาความหลากหลายขององค์กรในด้านขนาดและสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์และพัฒนาผู้นำที่เหมาะสม การผสมผสานระหว่างการวางแผนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงนั้น จะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตและพัฒนาได้ในระยะยาว โดยไม่เพียงแต่สร้างผลกำไร แต่ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การเชื่อมโยงทั้งสององค์ประกอบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การสร้างสมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนและประสบความสำเร็จในระยะยาว</p> หวัง ตงฮุย, ธนกร สิริสุคันธา, สุรชัย กังวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2507 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ทองคำและทองแดงในเมืองวิละบุลี แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2577 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาผลกระทบทางด้านกายภาพ ด้านชีวภาพ ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจจากโครงการเหมืองแร่ทองคำและทองแดงเมืองวิละบุลี แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ 2. เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว เป็นการวิจัยผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ตัวแทนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ทองคำและทองแดงเมืองวิละบุลีที่กำหนดโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จำนวน 260 คน เลือกตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลากไม่ทดแทน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ทองคำและทองแดง จำนวน 31 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 260 ฉบับ ที่มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลกระทบโดยรวมและผลกระทบในแต่ละด้าน ซึ่งประกอบด้วยด้านกายภาพ ชีวภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ของโครงการเหมืองแร่ทองและทองแดงวิละบุลีจัดอยู่ในระดับมาก 2. แนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ทองคำและทองแดงเมืองวิละบุลี ประกอบด้วย 2.1 ด้านกายภาพ ได้แก่ แนวทางการแก้ไขปัญหาจากการระเบิดแร่อัคคีภัย และการพังทลายของพื้นที่ดิน 2.2 ด้านชีวภาพ ได้แก่ แนวทางการแก้ไขปัญหาสัตว์น้ำในธรรมชาติ สัตว์ป่าในธรรมชาติ และสัตว์เลี้ยงถูกทำลาย และ 2.3 ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ได้แก่ แนวทางการแก้ไขปัญหาจากการเก็บกู้ทำลายอาวุธสงคราม ปัญหาความช่วยเหลือจากโครงการพัฒนาอื่น ๆ ลดลง และปัญหาการขนส่งของโครงการที่ทำให้การจราจรติดขัดและเกิดอุบัติเหตุในชุมชน</p> ปัญญาสุข วอละสาน, ชนินทร์ วะสีนนท์, พิศดาร แสนชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2577 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700