วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd
<p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong></p> <p data-start="0" data-end="180"><strong data-start="19" data-end="96">Journal of Administration, Management and Sustainable Development (JAMSD)</strong><br data-start="96" data-end="99" /><br data-start="150" data-end="153" /><strong data-start="153" data-end="180">ISSN 2985-2366 (Online)</strong></p> <p data-start="182" data-end="542">วารสาร JAMSD เป็นวารสารวิชาการด้านสังคมศาสตร์ที่มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในหลากหลายสาขา เช่น การบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชี การตลาด การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร จิตวิทยาประยุกต์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การบริหาร การวางแผนและการพัฒนา การศึกษา การปกครอง และการบริหารท้องถิ่น โดยรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p data-start="544" data-end="861">กระบวนการกลั่นกรองบทความของวารสารมีความเข้มงวด โดยใช้ระบบประเมินแบบ Double-blinded peer review จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ผู้เขียนต้องส่งบทความที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และเขียนตามรูปแบบที่กองบรรณาธิการกำหนด หากมีข้อเสนอแนะจากผู้ประเมิน ผู้เขียนต้องแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้กระทบต่อกำหนดการตีพิมพ์</p> <p data-start="863" data-end="1164">วารสารมีกำหนดออกปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และตุลาคม–ธันวาคม โดยเก็บค่าธรรมเนียมการส่งและตีพิมพ์บทความจำนวน 4,000 บาทต่อบทความ ซึ่งต้องชำระหลังผ่านการประเมินเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมไม่สามารถขอคืนได้หากบทความไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ</p> <p data-start="1166" data-end="1439" data-is-last-node="" data-is-only-node="">วารสารจัดทำและเผยแพร่โดย สมาคมขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับสถาบันวิชาการเพื่อการบริหารและพัฒนาสังคม ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม มีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์วารสาร และอีเมล <a class="decorated-link cursor-pointer" rel="noopener" data-start="1374" data-end="1395">jamsdonline@gmail.com</a> รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุในข้อมูลวารสาร.</p>
สมาคมขับเคลื่อนปรัชาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต หมู่ที่ 1 ถนนนครสวรรค์ ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม 44000
th-TH
วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2985-2366
-
ชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นใหม่: กรณีศึกษาชาวจีนที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย อย่างถูกกฎหมาย ปี 2565-2568
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2018
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาเหตุผลของการตัดสินใจและความต้องการของชาวจีนที่เข้ามาทำงานที่ประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย 2. ศึกษาปัญหาที่พบจากการที่ชาวจีนเข้ามาทำงานที่ประเทศไทย และ 3. เสนอแนวทางการแก้ปัญหาจากการที่ชาวจีนเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจง โดยกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คนจีนที่ได้ตัดสินใจและมาประกอบอาชีพในประเทศไทย จำนวน 10 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมาเรียบเรียงและวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. การตัดสินใจของชาวจีนในการย้ายมาทำงานในไทยได้รับอิทธิพลจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โอกาสเติบโตในอาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยชาวจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองมากกว่าผลประโยชน์ทางการเงิน 2. ความซับซ้อนของขั้นตอนทางกฎหมาย ช่องว่างด้านภาษาและวัฒนธรรม ข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิแรงงาน และการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง การปรับปรุงระบบราชการ การอบรมข้ามวัฒนธรรม และการให้ข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ 3. การส่งเสริมการบริหารงานที่โปร่งใส การสร้างระบบบริการที่เข้าใจง่าย การอบรมเพื่อลดความขัดแย้ง และการตรวจสอบเอเจนซี จะช่วยให้แรงงานต่างชาติทำงานได้มีประสิทธิภาพและได้รับการคุ้มครองสิทธิ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว</p>
นรินทร์สิรี ตั้งชินเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1349
1359
-
สมรรถนะทางบัญชีและจรรยาบรรณทางวิชาชีพบัญชี ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางวิชาชีพ ของผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2023
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะทางบัญชีที่ส่งผลต่อคุณค่าทางวิชาชีพของผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2. เพื่อศึกษาจรรยาบรรณทางวิชาชีพบัญชีที่ส่งผลต่อคุณค่าทางวิชาชีพของผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 399 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะทางบัญชีส่งผลเชิงบวกต่อคุณค่าทางวิชาชีพบัญชี ด้านการได้รับการยอมรับในวิชาชีพบัญชี ด้านความก้าวหน้าในสายอาชีพ และด้านการสร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 2. จรรยาบรรณทางวิชาชีพบัญชีส่งผลเชิงบวกต่อคุณค่าทางวิชาชีพบัญชี ด้านการได้รับการยอมรับในวิชาชีพบัญชี ด้านความก้าวหน้าในสายอาชีพ และด้านการสร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 และ 0.05</p>
ราตรี สิงห์ชัย
ดารณี เอื้อชนะจิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1360
1375
-
ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพบัญชีและความเป็นมืออาชีพของนักบัญชีภาครัฐในยุคดิจิทัล ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1987
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความรู้ ทักษะทางวิชาชีพบัญชีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม 2. เพื่อศึกษาความเป็นมืออาชีพของนักบัญชีภาครัฐในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการศาลยุติธรรมที่ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม จำนวน 291 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยการใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพบัญชีในด้านมาตรฐานรายงานการเงิน และด้านโครงสร้างบัญชีมาตรฐานมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมในทุกมิติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านหลักการและนโยบายการบัญชีมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีในด้านความถูกต้อง ด้านความรับผิดชอบ ด้านความมีประสิทธิผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ความเป็นมืออาชีพของนักบัญชีภาครัฐในยุคดิจิทัลในด้านความสามารถในการปรับตัวด้านเทคโนโลยี ความสามารถในการสื่อสาร และการคิดวิเคราะห์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมในทุกมิติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อย่างไรก็ตาม ความเป็นมืออาชีพของนักบัญชีภาครัฐในยุคดิจิทัล ด้านการแก้ปัญหาไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานด้านบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม</p>
ปิยนัฐ ภูศรีโสม
มัตธิมา กรงเต้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1376
1390
-
การจัดการอุทกภัยโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน กรณีศึกษาหมู่บ้านยือลาแป ตำบลสุวารี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2002
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของอุทกภัยที่มีต่อชุมชน กรณีศึกษาหมู่บ้านยือลาแป ตำบลสุวารี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส 2. ศึกษาแนวทางการจัดการอุทกภัย โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนหมู่บ้านยือลาแป ตำบลสุวารี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ประกอบด้วย ตัวแทนภาครัฐ จำนวน 5 คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บรวบรวมข้อมูล และผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 25 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบก้อนหิมะ ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า อุทกภัยในชุมชนเกิดจากทั้งปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และปัจจัยจากมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่าและสิ่งปลูกสร้างที่ขวางทางน้ำ ซึ่งส่งผลให้ความรุนแรงของอุทกภัยเพิ่มขึ้น โดยความเสียหายครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ โรคระบาด บ้านเรือนได้รับความเสียหาย การคมนาคมถูกตัดขาด และผลผลิตทางเกษตรเสียหายอย่างหนัก ในด้านแนวทางการจัดการ พบว่า ชุมชนและหน่วยงานมีการดำเนินการทั้งในระยะก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ เช่น การเตรียมอุปกรณ์และกำลังคน การเฝ้าระวังสถานการณ์ และการฟื้นฟูหลังน้ำลด ขณะเดียวกันประชาชนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือตนเองและร่วมมือกันภายในชุมชน โดยอาศัยเครือข่ายท้องถิ่นและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองในการจัดการอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในภาวะที่ขาดการสนับสนุนจากภายนอก และการจัดการแบบมีส่วนร่วมจะช่วยลดความเสี่ยงและฟื้นฟูชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
นาซีเร๊าะ มะดือเร๊ะ
จัสมินทร์ สนิ
นอร์อาตีระห์ สาและ
ซัลวา จูมะ
พรทิพย์ มานพคำ
พัชนี ตูเล๊ะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1391
1402
-
อิทธิพลของคุณลักษณะนักบัญชีภาครัฐยุคดิจิทัล และแรงจูงใจในการทำงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของรายงานทางการเงิน สำนักงานอัยการสูงสุด
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2007
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะนักบัญชีภาครัฐยุคดิจิทัลส่งผลต่อประสิทธิภาพของรายงานทางการเงิน 2. เพื่อศึกษาศึกษาแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของรายงานทางการเงิน โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี จำนวน 202 คน เครื่องมือใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ เพื่อวิเคราะห์สมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะนักบัญชีภาครัฐยุคดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพของรายงานทางการเงิน โดยเฉพาะด้านความสามารถในการปรับตัวด้านเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ด้านความรู้และทักษะทางวิชาชีพบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกด้านความถูกต้องและครบถ้วน ด้านความเข้าใจได้ และด้านความน่าเชื่อถือได้ของงบการเงิน ในขณะที่ด้านระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลเชิงบวกด้านความถูกต้องและครบถ้วน ด้านความทันต่อเวลาและด้านความเข้าใจได้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ส่วนแรงจูงใจในการทำงาน พบว่า ด้านความสำเร็จของงานและด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกกับประสิทธิภาพของรายงานทางการเงินทุกด้าน ส่วนด้านความก้าวหน้าในหน้าที่งานมีอิทธิพลเชิงบวกด้านความทันต่อเวลาและด้านความเชื่อถือได้ของงบการเงิน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01</p>
วิมลรัตน์ จงกล
กนกศักดิ์ สุขวัฒนาสินิทธิ์
ชลากร เขียวพิมพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1403
1419
-
การรับรู้วัฒนธรรมองค์การของบุคลากรกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2052
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ลักษณะวัฒนธรรมองค์การที่เป็นอยู่ของบุคลากรกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประเภทบุคลากร ที่ส่งผลต่อระดับการรับรู้ลักษณะรู้วัฒนธรรมองค์การ และ 3. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้แก่ ระดับตำแหน่งงาน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่สัมพันธ์กับการรับรู้ลักษณะวัฒนธรรมองค์การ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 231 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ งานวิจัยนี้ผ่านการพิจารณาด้านจริยธรรมแบบยกเว้น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน เพื่อทดสอบสมมติฐานของงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1. การรับรู้วัฒนธรรมองค์การของบุคลากรกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมองค์การแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ และวัฒนธรรมองค์การแบบราชการ ซึ่งทั้งสองประเภทนี้ได้รับการรับรู้ในระดับสูงสุด ตามมาด้วยวัฒนธรรมองค์การแบบปรับตัว และวัฒนธรรมองค์การแบบครอบครัว 2. ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ และ ระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้ลักษณะวัฒนธรรมองค์การแตกต่างกัน ในขณะที่เพศและประเภทบุคลากร ระดับการรับรู้ลักษณะวัฒนธรรมองค์การ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 3. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ได้แก่ ระดับตำแหน่งงาน และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ลักษณะวัฒนธรรมองค์การอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p>
นลินทิพย์ หงสีธิ
ชนิดา จิตตรุทธะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1420
1434
-
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และความไว้วางใจต่อองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2056
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1. ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร ความไว้วางใจต่อองค์การ และประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร 2. อิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร และ 3. อิทธิพลของความไว้วางใจต่อองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร จำนวน 289 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.80-1.00 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.856 และได้ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.385-0.838 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความไว้วางใจต่อองค์การของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ ด้านการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ด้านการควบคุมองค์การอย่างสมดุล และการบริหารทรัพยากรในองค์การ มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ได้ร้อยละ 55.80 3. ความไว้วางใจต่อองค์การ ด้านการแสดงความเอาใจใส่ ด้านความสำเร็จในผลงานขององค์การ และความตรงไปตรงมา มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ได้ร้อยละ 81.50</p>
ทัศนาภรณ์ มุละดา
ชาติชัย อุดมกิจมงคล
สามารถ อัยกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-15
2025-12-15
3 4
1435
1449
-
ระบบคุ้มครองเด็กในภาวะเปราะบางจากการถูกกลั่นแกล้ง: กลไกและแนวทางการพัฒนา ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2016
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสถานการณ์การกลั่นแกล้งของเด็กและเยาวชนในจังหวัดชลบุรี 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการคุ้มครองเด็กและเยาวชนในภาวะเปราะบางจากการถูกกลั่นแกล้งในจังหวัดชลบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนอายุ 13 - 25 ปี จำนวน 907 คน จาก 11 อำเภอในจังหวัดชลบุรี ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด รวมถึงการวิเคราะห์ตัวแปรคู่ด้วยตารางไขว้ และข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกเด็กและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน จำนวน 30 คน และการสนทนากลุ่มกับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ละ10 คน จำนวน 4 กลุ่ม โดยนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์เนื้อหา และตีความพร้อมกับการหาคำอธิบายไปเปรียบเทียบหรือไปพิจารณากับข้อมูลทุติยภูมิหรือรายงานที่ระบุไว้ตามกรอบแนวคิดทางวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า 1. สถานการณ์การกลั่นแกล้งของเด็กและเยาวชนในจังหวัดชลบุรี แบ่งประเด็นการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ประเด็น คือ 1.1 พฤติกรรมการถูกกลั่นแกล้ง พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 93.2 เคยถูกกลั่นแกล้ง มีเพียงร้อยละ 6.8 ที่ไม่เคยถูกกลั่นแกล้งเลย 1.2 พฤติกรรมการกลั่นแกล้งในฐานะผู้พบเห็น พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 97.7 เคยพบเห็นการกลั่นแกล้ง มีเพียงร้อยละ 2.3 ที่ไม่เคยพบเห็นการกลั่นแกล้งเลย 1.3 พฤติกรรมการกลั่นแกล้งในฐานะผู้กระทำ เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.7 เคยกลั่นแกล้งผู้อื่น และร้อยละ 11.3 ไม่เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นเลย เมื่อพิจารณาถึงผู้กลั่นแกล้งในมุมมองของเด็กและเยาวชน พบว่า การกลั่นแกล้งกันมักเกิดจากเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ในสถาบันเดียวกัน โดยมีค่าเฉลี่ย 3.37 รองลงมาคือ เกิดจากเพื่อนในสังคมออนไลน์ มีค่าเฉลี่ย 2.20 และเกิดจากเพื่อนต่างสถาบันการศึกษา มีค่าเฉลี่ย 2.10 ตามลำดับ ส่วนสาเหตุของผู้กลั่นแกล้งนั้นแตกต่างกันออกไป มาจากทัศนคติของเด็กต่อการกลั่นแกล้งกัน รวมถึงการเลียนแบบพฤติกรรม การสร้างการยอมรับในกลุ่มเพื่อน รวมทั้งการทำบทบาทครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม บางคนเคยเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งมาก่อนทำให้มีพฤติกรรมการกลั่นแกล้งผู้อื่นต่อ 2. แนวทางการพัฒนาระบบการคุ้มครองเด็กและเยาวชนในภาวะเปราะบางจากการถูกกลั่นแกล้งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 2.1 มาตรการเชิงป้องกัน โดยเน้นการผลักดันนโยบายคุ้มครองเด็ก การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิและการเคารพผู้อื่น และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อเด็ก 2.2 มาตรการเชิงส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบไกล่เกลี่ยที่เป็นธรรม การจัดบริการให้คำปรึกษา และการปรับพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง และ 2.3 มาตรการการคุ้มครองและเยียวยา โดยเน้นการสร้างระบบส่งต่อที่มีคุณภาพ การติดตามผล และการเยียวยาด้วยทีมสหวิชาชีพ ผลการวิจัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการและต่อเนื่องระหว่างครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดระบบคุ้มครองเด็กที่มีประสิทธิภาพ</p>
ศิรทิพย์ ภาศรีสมบัติ
สุดารัตน์ ทฤษฎิคุณ
ธัณญรัชน์ สารเก่ง
พนิดา แน่นอุดร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-22
2025-12-22
3 4
1450
1465
-
ผลของปัจจัยด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนจากภาครัฐต่อประสิทธิภาพระบบบัญชีออนไลน์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2053
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยทางเทคโนโลยี ปัจจัยการสนับสนุนจากภารรัฐ และประสิทธิภาพระบบบัญชีออนไลน์ ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยทางเทคโนโลยี และปัจจัยการสนับสนุนจากภารรัฐ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพระบบบัญชีออนไลน์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัยในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน สถิติที่นำมาใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา เพื่อใช้อธิบายลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและทดสอบสมมติฐานของงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยด้านเทคโนโลยีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่ 3.64 โดยการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ 3.69 รองลงมาคือการรับรู้ถึงความมีประโยชน์ที่ 3.59 ส่วนการสนับสนุนจากภาครัฐโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกันที่ 3.71 โดยมีการส่งเสริมการเข้าถึงตลาดและการเข้าสู่สากล เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ 3.89 รองลงมาคือ การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ 3.68 การยกระดับเทคโนโลยี นวัตกรรม และประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการที่ 3.66 และการพัฒนาและส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการที่ 3.60 ตามลำดับ และ 2. การทดสอบสมมติฐาน พบว่า 2.1 ปัจจัยด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการรับรู้ถึงความมีประโยชน์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้ระบบบัญชีออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2.2 การสนับสนุนจากภาครัฐในด้านการยกระดับเทคโนโลยี การส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการ และการเข้าถึงตลาด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้ระบบบัญชีออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
เศรษฐ จึงวิวัฒนาภรณ์
กัลยาภรณ์ ปานมะเริง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-22
2025-12-22
3 4
1466
1480
-
การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์รูปแบบคำสั่งทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่: ปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปรับปรุง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2060
<p>การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีหลักเกณฑ์ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ศึกษากรณีผู้แต่งตั้งเห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยสั่งการให้มีผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ เป็นไปตามข้อ 17 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นแบบรายงานการสอบสวนตามที่กระทรวงการคลังกำหนดก่อให้เกิดผลกระทบกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว เมื่อหน่วยงานของรัฐได้จัดทำหนังสือออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย</p>
ชัยวุฒิ เทโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-22
2025-12-22
3 4
1481
1496
-
บทบาทของต้นทุนเชิงกลยุทธ์และการวางแผนทรัพยากรองค์กรโดย ERP ที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2068
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของต้นทุนเชิงกลยุทธ์และการวางแผนทรัพยากรองค์กรโดยระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กรที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักบัญชี ผู้ทำบัญชี ผู้บริหารฝ่ายบัญชี และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกลยุทธ์ในองค์กรอุตสาหกรรมการผลิตเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 374 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เก็บข้อมูลโดยใช้ Google form วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติการถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนเชิงกลยุทธ์โดยใช้ต้นทุนเป้าหมาย ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรด้วยอัตราส่วนกำไรขั้นต้นและอัตราส่วนกำไรสุทธิ การใช้ต้นทุนฐานกิจกรรม ต้นทุนการผลิตแบบทันเวลา ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรด้วยอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การวางแผนทรัพยากรองค์กร ERP โดยใช้การบริหารสินค้าคงคลัง ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรด้วยอัตราส่วนกำไรขั้นต้น อัตราส่วนกำไรสุทธิ และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</p>
กัลยกร ทรัพย์มูล
พรรณทิพย์ อย่างกลั่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-25
2025-12-25
3 4
1497
1510
-
มาตรฐานทางจริยธรรมและการปฏิบัติงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อประสิทธิผล การบริหารราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2059
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1. ระดับมาตรฐานทางจริยธรรม การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม 2. อิทธิพลของมาตรฐานทางจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก และ 3. อิทธิพลของการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอปลาปาก จำนวน 398 คน การหาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการคำนวณจากสูตรของยามาเน่ และดำเนินการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. มาตรฐานทางจริยธรรมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอปลาปาก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอปลาปาก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ประสิทธิผลการดำเนินงานของส่วนราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. มาตรฐานทางจริยธรรม ด้านซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดีและรับผิดชอบต่อหน้าที่ และด้านยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนด้านคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและมีจิตสาธารณะ และด้านมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก ได้ร้อยละ 54.50 3. การปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ด้านอำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายอื่น ๆ ด้านงานทะเบียน ด้านการที่เกี่ยวด้วยความอาญา มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนด้านการพัฒนาตำบลและส่งเสริมอาชีพของราษฎร มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในเขตอำเภอปลาปาก ได้ร้อยละ 36.10</p>
พัฒนพงศ์ บุษราคัม
สามารถ อัยกร
ชาติชัย อุดมกิจมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-25
2025-12-25
3 4
1511
1525
-
ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์: ปลดล็อกการเขียนเชิงวิชาการบนฐานจริยธรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2069
<p>ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เรียกสั้น ๆ ว่า Gen AI ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการสนับสนุนการทำงานหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนเชิงวิชาการ แต่การใช้งานผู้ใช้ต้องใช้งานอย่างมีวิจารณญาณบนฐานจริยธรรม อันเนื่องจาก Gen AI อาจสังเคราะห์งานอย่างผิดบริบท หรือจับส่วนประกอบที่ไม่เข้ากันมาสร้างเป็นเนื้อหาใหม่ที่คลาดเคลื่อน และแหล่งอ้างอิงไม่มีอยู่จริง เรียกสภาวะ “AI hallucination” ให้ข้อมูลเท็จ สร้างข้อความที่แม้จะดูสมเหตุสมผล แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์ของบทความวิชาการนี้ เพื่อนำเสนอความรู้ความเข้าใจในปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำเครื่องมือ Gen AI ที่นิยมใช้ในปัจจุบันในลักษณะแชตบอตมาใช้ในการส่งเสริมคุณภาพการเขียนเชิงวิชาการ นับตั้งแต่การวางแผน การเขียน การแก้ไข และการอ้างอิง เพื่อยกระดับคุณภาพการเขียนภายใต้แนวคิดเชือกแห่งการเขียน “Writing Rope” เชือกแห่งการเขียนแต่ละเส้นเปรียบได้กับทักษะ 5 ด้าน คือ 1. การคิดเชิงวิพากษ์ 2. โครงสร้างประโยคและไวยากรณ์ 3. โครงสร้างข้อความ 4. ศิลปะการเขียน และ 5. ทักษะการถอดความ เหล่านี้สามารถใช้ Gen AI สำหรับแต่ละขั้นตอนของกระบวนการเขียน แต่ต้องอยู่ในกรอบการใช้ Gen AI อย่างมีจริยธรรมในบริบทวิชาการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจในศักยภาพอันยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์งานของ Gen AI ที่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของผู้ใช้งาน</p>
ฐิติยา เนตรวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-28
2025-12-28
3 4
1526
1543
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2102
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัจจัยหนุนเสริม และความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบึงกาฬ และ 2. ศึกษาอิทธิพลของการมีส่วนร่วมของประชาชน และปัจจัยหนุนเสริมที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 220 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยหนุนเสริมในการปฏิบัติงานการป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบึงกาฬ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการประเมินผลและการรับผลประโยชน์ มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนการดำเนินการ อิทธิพลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบึงกาฬ ได้ร้อยละ 39.80 ยกเว้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ปัจจัยหนุนเสริม ด้านการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ การบำบัดรักษา และการสร้างความตื่นตัวและจิตสำนึก มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนการป้องกันยาเสพติดในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับความสำเร็จในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ได้ร้อยละ 63.90 ยกเว้น การเสริมสร้างความรู้ในเด็กและเยาวชน การป้องกันยาเสพติดในกลุ่มแรงงาน การจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิต การป้องกันยาเสพติดในระดับครอบครัว ความเข้มแข็งของหมู่บ้านชุมชน การจัดระเบียบสังคม การสร้างพลังสังคมเอาชนะยาเสพติด</p>
ภาณุวัฒน์ ศิริประเสริฐ
ละมัย ร่มเย็น
สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-25
2025-12-25
3 4
1544
1558
-
ปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อความสำเร็จของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2124
<p>ปัจจัยทางวัฒนธรรม เป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยเป็นค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ผู้บริโภคได้รับอิทธิพลมาจากสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริโภคอาศัยอยู่ ซึ่งรวมถึงศาสนา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี สถานะทางสังคม ระดับการศึกษา และค่านิยมส่วนบุคคล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อความสำเร็จของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบของความน่าเชื่อถือต่อการเสริมสร้างความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และบริการ พร้อมนำเสนอแนวทางการสร้างความน่าเชื่อถือที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของตราผลิตภัณฑ์ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อความสำเร็จของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค บทความนี้ยังขยายขอบเขตขององค์ความรู้เดิม โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงลึกของวัฒนธรรมที่มีต่อการตัดสินใจซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ วางกลยุทธ์การตลาด และบริหารองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบและความสำเร็จอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมธุรกิจได้มียอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนและสามารถรักษากลุ่มลูกค้าเก่าที่จะกลับมาซื้อซ้ำ หรือบอกต่อ และเพิ่มความไว้วางใจให้กับลูกค้าได้อย่างยั่งยืน</p>
Chen Xian
นิตยา วงศ์ยศ
พหล ศักดิ์คะทัศน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-25
2025-12-25
3 4
1559
1567
-
การรับรู้คุณค่างานและภาวะหมดไฟที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและพัสดุในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2184
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาระดับการรับรู้คุณค่างาน ภาวะหมดไฟ และประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 2. ศึกษาการรับรู้คุณค่างานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ 3. ศึกษาภาวะหมดไฟที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและพัสดุในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 จำนวน 218 คน สุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็น โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหูคุณ ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้คุณค่างานภาพรวมอยู่ในระดับมาก ภาวะหมดไฟ ภาพรวมอยู่ในระดับน้อยและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การรับรู้คุณค่างาน ด้านความศรัทธาในงานที่ทำ ด้านการรู้จักตนเอง ด้านการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ด้านการตั้งเป้าหมาย ด้านการรักษาสมดุลในชีวิต ด้านการรู้จักเลือก ด้านความตั้งใจ และด้านความคาดหวัง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยการรับรู้คุณค่างานร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 49.30 และภาวะหมดไฟ ด้านการลดคุณค่าความสำเร็จในตนเอง ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และด้านการลดค่าความเป็นบุคคลในผู้อื่น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยภาวะหมดไฟร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 56.50</p>
ธนนนท์ มีโต
อิราวัฒน์ ชมระกา
ภาศิริ เขตปิยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-25
2025-12-25
3 4
1568
1582
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2058
<p class="s20">การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ 1. ศึกษาระดับปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกตามความเห็นของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร และศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเมืองสกลนคร 2. เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเมืองสกลนคร จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล 3. อิทธิพลของปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขต อำเภอเมืองสกลนคร 4. หาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร จำนวน 393 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. ความเห็นของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ต่อปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ไม่แตกต่างกันตามคุณลักษณะส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และตำบลที่อาศัยอยู่ 3. ปัจจัยด้านการเมือง ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม และปัจจัยด้านเทคโนโลยี มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขต อำเภอเมืองสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขต อำเภอเมืองสกลนคร ได้ร้อยละ 50.30 ยกเว้นปัจจัยด้านเศรษฐกิจ 4. แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตอำเภอเมืองสกลนคร ด้านจิตใจ ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรลงพื้นที่ในหมู่บ้านชุมชนเพื่อให้ความรู้และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าใจ และจัดการอารมณ์เพื่อให้เกิดความสงบทางใจ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ฝึกสติ ฝึกสมาธิ บริหารจิตอย่างสม่ำเสมอ คนในครอบครัวควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเข้าสังคมโดยการพบปะเพื่อนฝูง ญาติ และลูกหลานเป็นประจำ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง นอกจากนั้นการดูแลสุขภาพกายที่ดี การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ</p>
เจนจิรา นครขวาง
สามารถ อัยกร
ชาติชัย อุดมกิจมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-25
2025-12-25
3 4
1583
1597
-
การบริหารลูกค้าสัมพันธ์และคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการนวดแผนไทย ของชาวจีนในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2235
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ คุณภาพบริการ และการตัดสินใจใช้บริการนวดแผนไทยของชาวจีน และเพื่อศึกษาการบริหารลูกค้าสัมพันธ์และคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการนวดแผนไทยของชาวจีน เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยเข้าใช้บริการนวดแผนไทยในเมืองเฉิงตู จำนวน 385 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสำคัญด้านการบริการลูกค้าสัมพันธ์ คุณภาพบริการ และการตัดสินใจใช้บริการนวดแผนไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการนวดแผนไทยของชาวจีน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อธิบายค่าความแปรปรวนได้ร้อยละ 79.30 และคุณภาพบริการส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการนวดแผนไทยของชาวจีน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อธิบายค่าความแปรปรวนได้ร้อยละ 83.40 ดังนั้น การออกแบบการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า การสื่อสารและติดตามลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างคุณภาพการบริการที่ตรงตามความคาดหวังของลูกค้าจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเข้าใช้บริการได้ง่ายขึ้น</p>
Liu Wenhan
ภาศิริ เขตปิยรัตน์
กุลยา อุปพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-26
2025-12-26
3 4
1598
1611
-
ปัจจัยการผลิตและการตลาดที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเฉลิมพระเกียรติ ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2240
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการผลิตและการตลาดที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเฉลิมพระเกียรติ ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีปัญหาสำคัญ คือ การพัฒนาการผลิตและการตลาดที่ยังไม่เต็มศักยภาพ ส่งผลต่อรายได้และเสถียรภาพของชุมชน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 100 คน เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การตลาด และระดับความยั่งยืนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีการปลูกหม่อนในพื้นที่ขนาดเล็กใช้พันธุ์หม่อนและพันธุ์ไหมที่เหมาะสมกับท้องถิ่น มีรายได้จากการเลี้ยงไหมอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยด้านการผลิตและการตลาดยังคงอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะด้านมาตรฐานการผลิตและการกำหนดราคาจำหน่าย ขณะที่ความยั่งยืนของกลุ่มอยู่ในระดับสูง โดยมีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของสังคม สรุปได้ว่า การพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับกลุ่มวิสากิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทั้งนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในอนาคต</p>
กษิดิศ ใจผาวัง
ดรัณภพ อุดแน่น
ศิริพรรณ จีนะบุญเรือง
นิเวศ จีนะบุญเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-26
2025-12-26
3 4
1612
1626
-
การศึกษาทัศนคติ พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมจากกัญชาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2172
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อศึกษาความแตกต่างทางด้านของประชากรศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากกัญชา 2. เพื่อศึกษาทัศนคติมีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากกัญชา 3. เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคมีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากกัญชา โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากกัญชา จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ความแตกต่างทางด้านของประชากรศาสตร์ไม่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากกัญชา ทัศนคติและพฤติกรรมผู้บริโภคไม่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากกัญชา</p>
วิมลมาศ โกสวัสดิ์
คุณากร ไวยวุฒิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-26
2025-12-26
3 4
1627
1641
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการบนฐานดิจิทัล ตามกรอบแนวคิด TPACK เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีของนักเรียน โรงเรียนท่าแห่วิทยาคม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2094
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการบนฐานดิจิทัลตามกรอบแนวคิด TPACK เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีของนักเรียน โรงเรียนท่าแห่วิทยาคม โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา ตามแนวทางของ Borg & Gall (1989) ซึ่งเป็น “กระบวนการที่เป็นระบบ ผสมผสานการประเมินความต้องการ การออกแบบ พัฒนาและการทดสอบ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์” ซึ่งการวิจัยนี้ ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1. การศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีของนักเรียน 2. การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ 3. การทดลองใช้รูปแบบ และ 4. การประเมินและปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 จำนวน 40 คน และครูผู้สอน 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินความเหมาะสม และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการดำเนินงาน 6 ขั้นตอน บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด องค์ประกอบที่ได้รับคะแนนสูงสุด คือ การบูรณาการตามแนวคิด TPACK ผลการทดลองใช้พบว่า สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง เป็นระดับมาก โดยด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีมีการพัฒนาสูงสุด รองลงมา คือ ด้านเจตคติและด้านความรู้ความเข้าใจตามลำดับ การประเมินความเหมาะสมและความพึงพอใจต่อรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญ ครู และนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปได้ว่า รูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
จิราพร นาจรูญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2025-12-26
2025-12-26
3 4
1642
1656
-
แรงจูงใจในการเรียนภาษาจีนของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาจีนชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1920
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแรงจูงใจในการเรียนภาษาจีน และ 2. เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนภาษาจีนของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาจีน ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาจีน ชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 18 คน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผลการศึกษา พบว่า ในกลุ่มปัจจัยภายนอกด้านผู้สอนและสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ย 4.61 ด้านสังคม มีค่าเฉลี่ย 4.72 ด้านครอบครัว มีค่าเฉลี่ย 4.56 ส่วนปัจจัยภายใน คือ ด้านความสนใจในด้านต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ย 4.67 และด้านการนำภาษาจีนไปใช้ในอนาคต มีค่าเฉลี่ย 4.67 จากผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้ทราบแนวทางในการส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนภาษาจีนของนักศึกษา และการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน การวางแผน และการปรับปรุงสาขาวิชาให้ดียิ่งขึ้น</p>
วรรณา เหล่าเขตกิจ
ยอดขวัญ ขันติยู
ญานิกา จิตกลาง
ณัฐนันท์ ดวงภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1657
1669
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการเงินของผู้ปฏิบัติงาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2191
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ หัวหน้าการเงิน ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย จำนวน 237 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย มีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ปัจจัยจูงใจโดยรวมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยค้ำจุนโดยรวมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การส่งเสริมแรงจูงใจและสร้างระบบสนับสนุนที่ดีในองค์กร เช่น การยอมรับในผลงาน การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา และการมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มั่นคง ล้วนมีบทบาทสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร องค์กรควรให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งในเชิงแรงจูงใจและการสนับสนุน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านการเงินให้ดียิ่งขึ้น</p>
สุพรรษา บุญคุ้ม
สุนทรีย์ ตั้งศรีวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1670
1684
-
ผลของการใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ ของคนวัยทำงาน
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2260
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ตามแนวพุทธจิตวิทยา เปรียบเทียบผลของการเข้าร่วมกิจกรรม และเปรียบเทียบการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟของคนวัยทำงานที่เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ตามแนวพุทธจิตวิทยา กลุ่มตัวอย่างคือ คนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 15 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินภาวะหมดไฟของคนวัยทำงาน ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบก่อน-หลัง (กลุ่มทดลอง) หลังเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มทดลองมีระดับภาวะหมดไฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ที่ลดลงเฉลี่ย 66.82% ด้านความรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานลดลงเฉลี่ย 51.92% และด้านความรู้สึกด้อยสัมพันธภาพต่อบุคคลลดลงเฉลี่ย 34.57% นอกจากนี้ ยังพบว่าสุขภาวะเชิงบวก การเห็นคุณค่าในตนเอง และความสำเร็จในการทำงานมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม: หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความอ่อนล้าทางอารมณ์ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนสุขภาวะเชิงบวกในทุกด้าน (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา) และความสำเร็จในการทำงานโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p> </p>
รัตน์มณี สุยะใจ
พระครูภัทรธรรมบัณฑิต
วีรชัย คำธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1685
1700
-
Human resource management affecting organizational commitment of private university lecturers in Thailand
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2321
<p>Private universities in Thailand are facing a severe crisis of faculty shortages and loss of qualified instructors. The number of full-time faculty dropped to 11,722 in 2022, while student enrollment increased from 199,810 to 264,496. This issue stems from private sector competition offering higher salaries and benefits, perceived inferior status compared to public institutions, and limited self-development opportunities. Research objectives were: 1. To examine the influence of human resource management factors on the organizational commitment of faculty at Thai private universities. 2. To examine the influence of job-related factors on the organizational commitment of lecturer members at private universities in Thailand. This quantitative study sampled 375 full-time faculty from 42 private universities nationwide using multistage sampling. Data were collected via a questionnaire divided into four sections: personal information, human resource management, job factors, and organizational commitment. The findings revealed that overall human resource management was rated at a high level, with acquisition receiving the highest score. Organizational commitment, particularly pride, was also rated highly, attributed to the university's focus on personnel and growth opportunities. Factors such as human resource acquisition, development, retention, job meaningfulness, autonomy, responsibility, and organizational support significantly influenced commitment (p < 0.05), with organizational support having the strongest effect. However, growth opportunities and rewards showed no statistical significance influence.</p>
Pawarin Chueasawathi
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1701
1714
-
โมเดลเศรษฐกิจ BCG และกลยุทธ์การแข่งขันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการ SMEs ภาคอุตสาหกรรมการผลิตในจังหวัดเชียงราย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2196
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินงานตามแนวทางเศรษฐกิจใหม่กับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีกลยุทธ์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นตัวแปรส่งผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมภาคอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดเชียงราย จำนวน 253 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นภายในสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีการดำเนินงานตามแนวคิด BCG โมเดลในระดับมาก ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยใช้กลยุทธ์มุ่งตลาดเฉพาะสูงสุด รองลงมา คือ กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุน และกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง การดำเนินงานตามแนวคิด BCG โมเดลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อกลยุทธ์สร้าง<br />ความได้เปรียบ และการบรรลุ SDGs ขณะที่กลยุทธ์การแข่งขันส่งผลโดยตรงต่อ SDGs รวมอิทธิพลเท่ากับ 1.547 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบูรณาการแนวคิด BCG โมเดลกับกลยุทธ์การแข่งขันในกรอบการวิเคราะห์เชิงสาเหตุ สามารถอธิบายการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งยังไม่เคยมีการศึกษาในบริบทจังหวัดเชียงรายมาก่อนทั้งนี้ ผลการวิจัยมีนัยสำคัญเชิงนโยบายในการพัฒนา SMEs ภาคการผลิตสู่ความยั่งยืนตามเป้าหมาย SDG 7, 8, 9, 12 และ 13</p>
จิรพัฒน์ อุปถัมภ์
กษิดิศ ใจผาวัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1715
1729
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดองค์การแห่งการเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาชีพ เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน วิทยาลัยพณิชยการบางนา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2086
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ ตามแนวคิดองค์การแห่งการเรียนรู้และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาชีพ 2. เสริมสร้างคุณลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน วิทยาลัยพณิชยการบางนา ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาตามแนวทางของ Borg & Gall (1989) ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่มีขั้นตอนเป็นระบบเน้นการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและนำไปใช้ได้จริง ประกอบด้วย 4 ระยะ คือ 1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2. การสร้างรูปแบบ 3. การทดลองใช้ และ 4. การประเมินและปรับปรุง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร 2 คน ครู 23 คน และบุคลากรที่มีผลการปฏิบัติเป็นเลิศ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการองค์กร 2. การพัฒนาบุคคลแห่งการเรียนรู้ 3. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และ 4. การสร้างวัฒนธรรมสนับสนุนการเรียนรู้ ผลการทดลองใช้ พบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังการอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และรูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมาก นอกจากนี้ การเปรียบเทียบคุณลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนพบว่า หลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน ขณะเดียวกันครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก สรุปได้ว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถเสริมสร้างคุณลักษณะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
รุ่งนภา ปุณยานุเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1730
1744
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหล็กในจังหวัดสมุทรปราการ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2355
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหล็กในจังหวัดสมุทรปราการ และ 2. เสนอแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหล็กให้มีความยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปและจำหน่ายเหล็กในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 205 คน โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหล็กในจังหวัดสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา<br />รายด้าน และเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ปัจจัยด้านประสิทธิภาพการผลิตมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยด้านผลประกอบการ/กำไร ปัจจัยด้านความสามารถในการแข่งขัน และปัจจัยด้านความยั่งยืนในการดำเนินงาน ตามลำดับแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหล็กในจังหวัดสมุทรปราการ ควรมุ่งเน้นการยกระดับระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนานวัตกรรมในกระบวนการผลิต และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมเหล็กให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
อาลี เส็มเภอ
ชัญญณัท กริ่มใจ
ฟารีดา มะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1745
1755
-
Resilient innovation ecosystems and sustainable business growth: Exploring the mediating role of organizational agility and the moderating role of digital platform integration
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2325
<p>This study aimed to: 1. to assess the direct impact of firm participation in resilient innovation ecosystems on Sustainable Business Growth (SBG); 2. examine the mediating role of Organizational Agility (OA) in translating the benefits of ecosystem participation into long-term growth performance; 3. evaluate the moderating role of Digital Platform Integration (DPI) in strengthening the relationship between RIE and OA; 4. develop and empirically test a moderated mediation model linking RIE, OA, DPI, and SBG in innovation-intensive industries; and 5. provide theoretical and managerial insights for designing ecosystem participation strategies, enhancing agility capabilities, and leveraging digital platforms for competitive advantage and sustainability. The sample consisted of 390 innovation-intensive firms in Northern Thailand. This study employs Structural Equation Modeling (SEM) and Hayes' PROCESS analysis were employed to test a moderated mediation model. The results showed that: 1. RIEs had a significant positive impact on SBG; 2. OA partially mediated the relationship between RIEs and SBG, supporting the Dynamic Capabilities perspective that agility underpins sensing, seizing, and reconfiguration; 3. DPI played a significant moderating role between RIEs and OA and strengthened the indirect effect of RIEs on SBG through OA; 4. the overall model was empirically supported, demonstrating the interactive mechanisms among ecosystem resilience, agility, and digital integration. 5. The study advances the literature by integrating resilience theory, dynamic capabilities theory, and platform theory into a unified explanatory framework. In practice, this study provides actionable insights for SMEs seeking to achieve long-term sustainability under turbulence and policy recommendations for governments to invest in national digital infrastructure and open innovation platforms.</p>
Xinru Yuan
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1756
1767
-
Developing an innovative management for educational transitions project for kindergarten students at Bangkok Christian College
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2193
<p data-start="266" data-end="816">This study aimed to examine and enhance the management of the transition program for kindergarten students at Bangkok Christian College through three research objectives: 1. to assess the current and desired states of transition program management and school readiness, 2. to identify priority needs using the Priority Needs Index (PNI), and 3. to develop an innovative transition management model. Employing a multiphase mixed-methods approach under an explanatory design, the study first utilized quantitative analysis to evaluate current practices and expectations, followed by qualitative inquiry to validate and refine findings. Participants comprised three groups: 240 parents of Grade 1 students, 36 transition-program committee members and 3 unit heads purposively selected for their decision-making roles in prototyping and implementation. Data were collected using a structured questionnaire and a semi-structured interview. Results revealed that: 1. the current state of program management was rated at a high level, while the desired state was consistently rated at the highest level, with the evaluation stage showing the greatest gap between current practice and expectation. Similarly, school readiness was also rated high at present but highest in the desired state, with family readiness identified as the area most in need of development. 2. Analysis of the Priority Needs Index further emphasized evaluation as the most critical stage of management and children readiness as the most pressing area among the readiness dimensions, and 3. based on these findings, an innovative management model was developed, consisting of four phases (pre-assessment, planning, implementation, and evaluation and improvement) and three readiness dimensions (children, family, and school). The model highlights a cyclical, participatory, and evidence-based process designed to foster sustainable improvement and ensure a smooth transition to primary education.</p>
Wichai Srisud
Shunnawat Pungbangkradee
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1768
1782
-
คุณลักษณะของผู้นำท้องถิ่นเทศบาลตำบลนาโพธิ์พัฒนา อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2307
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาความเป็นผู้นำท้องถิ่น ของเทศบาลตำบลนาโพธิ์พัฒนา อำเภอสวี จังหวัดชุมพร และ 2. นำเสนอคุณลักษณะของผู้นำท้องถิ่นที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและนันทนาการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังคมและคุณภาพชีวิต การเมืองและการบริหาร ของเทศบาลตำบลนาโพธิ์พัฒนา อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูชำนาญการ และผู้ประกอบการธุรกิจ ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์ตีความหาข้อสรุปสาระสำคัญ ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพปัญหา ได้แก่ 1.1 ด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ไม่ครอบคลุม 1.2 ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับบริบท 1.3 ด้านการศึกษา กิจกรรม ศาสนา วัฒนธรรมและนันทนาการที่ไม่ต่อเนื่อง 1.4 ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการที่ไม่เข้มงวด 1.5 ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต การว่างงาน ขาดบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับดูแลกลุ่มเปราะบาง 1.6 ด้านการเมืองและการบริหารที่ยังขาดการมีส่วนร่วมและทักษะการทำงานที่เหมาะสม 2. คุณลักษณะของผู้นำท้องถิ่นที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ 2.1 ควรมีการลงพื้นที่สำรวจเพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ควรมีการศึกษาฝึกอบรมพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพ ส่งเสริมการผลิตสินค้า OTOP 2.3 ควรมีการประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสาย รณรงค์จัดกิจกรรมนันทนาการ และวัฒนธรรมประเพณีตามเทศกาลประจำปี 2.4 ควรมีมาตรการบังคับใช้กฎหมาย ตัดไม้ จัดการขยะ และลดการปล่อยของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด 2.5 ควรจัดกำลังคนและอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับดูแลกลุ่มเปราะบาง และวางระบบรักษาความปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ 2.6 ผู้บริหารเทศบาลต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง ความโปร่งใส จัดสรรอัตรากำลังคนให้ตรงกับความรู้ความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล</p>
ภาภรอัณณ์ อัจกลับ
จักรวาล สุขไมตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1783
1800
-
Digital governance and public acceptance: Lessons from the Thai government's digital service use
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2311
<p>This paper called “Digital Governance and Public Acceptance: Lessons from the Thai Government's Digital Service Use” studies Thai nationals' perceptions about digital government services in focus group discussions among urban youth, working adults, rural, and elderly (n = 34). The thematic analysis revealed five overarching themes: 1. convenience, 2. trust and data protection concerns continued, 3. left behind: rural and elderly due to digital divide, 4. usability and design limitations, and 5. single, citizen-centric platform expectations. Efficiency and accessibility of digital services are valued, while concerns about inclusiveness, transparency, and service silos continued to be significant. This study makes a novel contribution by applying focus group methods to explore citizen perspectives in the Thai context, offering qualitative depth that complements prior quantitative studies on e-government adoption. The findings highlight that confidence building, bridging the digital drove, designing with a citizen-centric approach, and integrating services across agencies are paramount. Policy recommendations include enhancing data protection, investing in digital literacy, and institutionalizing citizen participation in digital governance. Citizen-centered design drives inclusive and credible digital transformation.</p>
Monthakant Rodklai
Marthinee Khongsathid
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1801
1813
-
พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สวนสละอาทิตย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/2313
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว 2. ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และ 3. ศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการท่องเที่ยวชิงเกษตร สวนสละอาทิตย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.947 กับนักท่องเที่ยว ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ต่างอำเภอ จังหวัดสุราษฎร์ธานี <br />ชอบกิจกรรมซื้อสินค้าจากร้านค้าขายของฝากมากที่สุด เดินทางช่วงเวลา 11.30 – 14.30 น. ค่าใช้จ่ายต่อครั้งน้อยกว่า 500 บาท เหตุผลของการมาท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเที่ยวชมสวนสละอาทิตย์ ร่วมเดินทางกับครอบครัว/ญาติ และเดินทางโดยรถส่วนตัว ระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านสถานที่ ด้านสินค้าและบริการ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านราคา พฤติกรรมค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่อครั้งมีอิทธิพลเชิงลบต่อความพึงพอใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยเมื่อพิจารณาจากการวิเคราะห์ตัวแปรจำลอง โดยมีกลุ่มค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 500 บาท เป็นกลุ่มอ้างอิง พบว่า ทุกกลุ่มค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมีแนวโน้มความพึงพอใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โมเดลการถดถอยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจในการท่องเที่ยวได้ร้อยละ 7.8 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยนี้มีผลกระทบเชิงปฏิบัติในระดับต่ำ</p>
ฉันท์ณิชา จันทร์ประสิทธิ์
จุฑารัตน์ ธาราทิศ
นินธนา เอี่ยมสะอาด
กุลณัฐ ทองโอ
ภาพิมล ไชยแก้ว
ศิรินันท์ จันทร์บุญรอด
ลลิตวดี เทียนถวาย
สุดารัตน์ ใจสุข
ชวิศา สีเพชรแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1814
1828
-
ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพมหานคร
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/jamsd/article/view/1956
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพมหานคร 2. ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อ และ 3. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อ จำนวน 400 คน ข้อมูลที่รวบรวมได้นำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21 – 30 ปี ส่วนใหญ่ มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีสถานภาพสมรส ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน และส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 20,001 – 30,000 บาทต่อเดือน มีความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผู้ใช้บริการที่มีเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ และสถานภาพต่างกัน ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับความพึงพอใจ ด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ได้แก่ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด บุคคล และกระบวนการ มีผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการขนส่งพัสดุผ่านร้านสะดวกซื้อในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
อลิษา หมาดมานัง
ราตรี ฉาสันเทียะ
ศุภาพร แซ่ตั้ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริหาร การจัดการ และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2026-01-01
2026-01-01
3 4
1829
1840