https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/issue/feed เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ 2026-02-20T16:09:05+07:00 Asst. Prof. Dr. Rujapa Paengkesorn bae@rsu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์</strong></p> <p><strong>ISSN 3056-9702 (Online)</strong></p> <p><strong>กำหนดออก : </strong> 2 ฉบับต่อปี (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong> วารสารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย นักวิชาการ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้แบ่งปันความรู้และแนวคิดในรูปแบบบทความคุณภาพในรูปแบบงานวิจัยต้นฉบับหรือบททบทวนครอบคลุมสาขาวิชาหลักๆ ได้แก่ บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการบัญชี </p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/3093 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เซเว่น อีเลฟเว่น เดลิเวอรี่ ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้วิถีความปกติใหม่ ในประเทศไทย 2026-02-20T16:09:05+07:00 เสาวลักษณ์ ใจบาน saowalak@northcm.ac.th ปุณยนุช สมพัตร์ poonyanuch@northcm.ac.th กัลย์ฐิตา พันธุ์ชัชวาล kanthita@northcm.ac.th <p><strong>บทความแก้ไขนี้เกี่ยวข้องกับบทความต้นฉบับเรื่อง</strong><strong>:</strong></p> <p>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เซเว่น อีเลฟเว่น เดลิเวอรี่ ของบริษัท</p> <p>ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้วิถีความปกติใหม่ ในประเทศไทย</p> <p>URL:&nbsp; <a href="https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1124">https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1124</a></p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>ข้อผิดพลาดที่พบ</strong><strong>:</strong></p> <p><strong>บทความวิจัยฉบับนี้ได้ถูกตีพิมพ์ไปแล้วในวารสารเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ ฉบับก่อนหน้า</strong></p> <p><strong>(ปี่ที่ 20 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2567 )</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>การแก้ไขนี้ไม่มีผลต่อเนื้อหาและผลการวิจัยที่รายงานไว้</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>กองบรรณาธิการวาสารฯ ขออภัยในความผิดพลาดนี้</strong></p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1971 อิทธิพลความสามารถของพนักงาน วัฒนธรรมองค์กร และ ความพึงพอใจในงาน ที่มีผลต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชน ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร 2025-07-01T10:46:55+07:00 เพชรรัตน์ จินต์นุพงศ์ phetcharat@g.swu.ac.th สยาม ประเสริฐกุล dr.siam0707@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาปัจจัยความสามารถของพนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ความพึงพอใจในงาน และผลการปฏิบัติงานของพนักงาน 2) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีด้านความสามารถของพนักงาน วัฒนธรรมองค์กร&nbsp; ความพึงพอใจในงาน และผลการปฏิบัติงานของพนักงาน 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความสามารถของพนักงาน วัฒนธรรมองค์กร และความพึงพอใจในงาน ที่มีผลต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทเอกชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานบริษัทเอกชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 300 ราย เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยเทคนิควิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ตัวแบบสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่าดัชนีความกลมกลืนทั้งสองแบบอยู่ในระดับที่ดี เป็นตัวแบบที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของพนักงานจะส่งผลเชิงบวก ต่อวัฒนธรรมองค์กร โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.297 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ความสามารถของพนักงานจะส่งผลเชิงบวก ต่อความพึงพอใจในงาน โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.190 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 วัฒนธรรมองค์กรจะส่งผลเชิงบวก ต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.746 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และ ความพึงพอใจในงานจะส่งผลเชิงบวก ต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.196 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1430 STUDY ON THE IMPACT OF PREFERENTIAL TAX ON NEW ENERGY VEHICLE PURCHASE ON CONSUMERS' PURCHASE INTENTION - USING CONSUMERS' GREEN PERCEIVED VALUE AS AN INTERMEDIARY VARIABLE 2025-01-11T10:56:38+07:00 KUNYU YANG 926113758@qq.com <p>This quantitative study explores the influence mechanism of China's purchase tax reduction policy for New Energy Vehicles (NEVs) on consumers' purchase intention. It analyzes the policy's impact on consumers' green perceived value and purchase intention to reveal the policy's actual effect and pathways. In June 2023, three ministries issued the "Announcement on the Continuation and Optimization of the New Energy Vehicle Purchase Tax Policy." While existing research often focuses on macro-level policy outcomes, the micro-level effects on individual consumers remain less clear. This study selects the preferential tax policy as the independent variable, purchase intention as the dependent variable, and green perceived value as the mediating variable. The research questions are: 1) To what extent does the preferential tax affect purchase intention? 2) How does it affect purchase intention?</p> <p> Using questionnaire surveys and regression analysis, the study finds the preferential tax policy significantly positively impacts consumers' purchase intention, with green perceived value playing a partial mediating role. Based on these conclusions, suggestions are offered for policy and marketing to promote NEV market development. This study holds theoretical and practical significance for understanding consumer decision-making mechanisms regarding NEVs.</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1657 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการอนุมัติเอกสารออนไลน์ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ 2025-04-04T17:54:23+07:00 สันทัด พรหมแท่น santad@hu.ac.th ณธัชสร จุติสงขลา santad@hu.ac.th ธัชตะวัน ชนะกูล santad@hu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการอนุมัติเอกสารออนไลน์ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจการใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการอนุมัติเอกสารออนไลน์ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ดำเนินงานวิจัยด้วยกระบวนการตามวงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ (SDLC) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นระบบสารสนเทศที่มีความสามารถในการจัดเก็บเอกสารและอนุมัติเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสามารถใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อจัดเก็บเอกสารและอนุมัติเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมีผลประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบสารสนเทศอยู่ในระดับดีมาก (M = 4.62 , S.D = 0.50) และมีผลประเมินความพึงพอใจการใช้งานระบบสารสนเทศอยู่ในระดับดีมาก (M = 4.52, S.D = 0.57) </p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1639 ความแตกต่าง 4 แบบ ในการดำเนินการวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากในประเทศไทย: การทบทวนวรรณกรรมแบบไม่ใช้ระบบ 2025-03-31T23:36:04+07:00 ปรัชนันท์ เจริญอาภรณ์วัฒนา paratchanun@go.buu.ac.th นพพงศ์ เกิดเงิน nopphong@ru.ac.th Ian David Smith ismith12@bigpond.com จำเนียร จวงตระกูล professordrjj@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้ทฤษฎีฐานรากที่ดำเนินการวิจัยในประเทศไทย โดยเน้นที่ประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามวิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานราก ได้แก่ (1) การระบุความแปรผันของวิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากที่เลือกใช้สำหรับโครงการวิจัย (2) การระบุการใช้เอกสารอ้างอิงตามความแปรผันของวิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากที่เลือกใช้สำหรับโครงการวิจัย และ (3) การระบุกระบวนการเข้ารหัสตามความแปรผันของวิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากที่เลือกใช้สำหรับโครงการวิจัย โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมแบบไม่เป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ดำเนินการสุ่มตัวอย่างแบบมีจุดประสงค์และแบบสะดวกเพื่อเลือกบทความวิจัยที่ใช้วิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานราก จำนวน 20 บทความที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index: TCI) จากการศึกษาพบว่าโครงการวิจัยที่เลือกมาศึกษาจำนวน 20 โครงการนั้น ไม่มีโครงการใดใน 20 โครงการที่ปฏิบัติตามประเด็นทั้งสามได้อย่างเหมาะสม โดยโครงการที่ศึกษา 60 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ระบุประเด็นใด ๆ เลย โครงการที่ศึกษา 25 เปอร์เซ็นต์ระบุประเด็นที่ 1 ในขณะที่เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ระบุประเด็นที่ 2 และ 40 เปอร์เซ็นต์ระบุประเด็นที่ 3 มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของโครงการที่ศึกษาเท่านั้นที่สามารถระบุกระบวนการเข้ารหัสที่ตรงตามข้อกำหนดของรูปแบบวิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากที่เลือก ผลการวิจัยดังกล่าวนำไปสู่ข้อแนะนำที่สำคัญสำหรับนักวิจัยในประเทศไทยที่วางแผนดำเนินโครงการวิจัยแบบทฤษฎีฐานรากว่าควรศึกษาขั้นตอนการดำเนินการวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนดำเนินการวิจัยดังกล่าว</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1124 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน เซเว่น อีเลฟเว่น เดลิเวอรี่ ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้วิถีความปกติใหม่ ในประเทศไทย 2024-09-01T16:22:46+07:00 เสาวลักษณ์ ใจบาน saowalak@northcm.ac.th ปุณยนุช สมพัตร์ poonyanuch@northcm.ac.th กัลย์ฐิตา พันธุ์ชัชวาล kanthita@northcm.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้บริโภค 2) ระดับความคิดเห็นของส่วนประสมทางการตลาด และ3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อส่วนประสมทางการตลาดในการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน แอปพลิเคชัน เซเว่น อีเลฟเว่น เดลิเวอรี่ภายใต้วิถีความปกติใหม่ ทำการศึกษาแบบเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ด้วย Independent T-Test และ One Way ANOVA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21 - 29 ปี มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี และมีรายได้ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาท 2) ผู้บริโภคให้ความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาด โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.07) และ3) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อส่วนประสมทางการตลาด พบว่า เพศมีผลต่อส่วนประสมทางการตลาด คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านส่งเสริมการตลาด อายุมีผลต่อส่วนประสมทางการตลาด คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านบุคคล และด้านลักษณะทางกายภาพ ระดับการศึกษามีผลต่อส่วนประสมทางการตลาด คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านบุคคล ด้านลักษณะทางกายภาพ และด้านกระบวนการ และรายได้มีผลต่อส่วนประสมทางการตลาด คือ ด้านการจัดจำหน่ายและด้านบุคคล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>บทความนี้มีข้อแก้ไขเพิ่มเติม [<a href="https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/3093" target="_blank" rel="noopener"><strong>ข้อผิดพลาด</strong></a>]</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1720 การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย ในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้จังหวัดชลบุรี 2025-04-21T05:58:36+07:00 Chutirat Tomuenwai chutirat.ky@gmail.com Jindapa Leeniwa jindapa.le@go.buu.ac.th ปรัชนันท์ เจริญอาภรณ์วัฒนา paratchanun@go.buu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานเจเนอเรชั่นวายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี 2) เปรียบเทียบภาวะหมดไฟในการทำงาน และ 3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟ การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานอายุ 24–44 ปี จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลด้วยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าสถิติ&nbsp; t-test ค่าสถิติ F-test ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และค่าประสิทธิ์การถดถอย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.91) โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สภาพแวดล้อมในองค์กร โอกาสพัฒนาความสามารถ และความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน ระดับการศึกษามีผลต่อภาวะหมดไฟแตกต่างกัน ส่วนปัจจัยด้านเพศ สถานภาพสมรส ตำแหน่งงาน อายุการทำงาน รายได้ และประเภทอุตสาหกรรมไม่มีผลแตกต่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงานกับภาวะหมดไฟพบว่า สภาพแวดล้อมองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำมาก (r = .016) ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ผลตอบแทน ภาระงาน และสมดุลชีวิต มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำมาก ผลการวิเคราะห์อิทธิพลพบว่า ปัจจัยสภาพแวดล้อมร่วมกันอธิบายภาวะหมดไฟได้ร้อยละ 0.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่ไม่มีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟอย่างมีนัยสำคัญ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1723 Challenges and opportunities in Thai rice exports to China: A case study of Infotax Survey Partnership Limited 2025-04-21T06:06:13+07:00 YI YAO yi.y66@rsu.ac.th Bavornwit Rojsuwan dr.bavornwit@gmail.com <p>The objectives of this research were: 1) To examine and analyze the specific value chain activities involved in Infotax Survey Partnership Limited’s rice export operations to the Chinese market. 2) Improve the key challenges encountered by Infotax Survey Partnership Limited throughout its rice export processes, including interactions with stakeholders across the export value chain., and 3) To propose targeted value chain optimization strategies aimed at strengthening Infotax Survey Partnership Limited’s competitive position in the Chinese rice market.</p> <p>The study employed in-depth interviews with a purposively selected sample of five respondents from Infotax Survey Partnership Limited. The findings reveal several key insights: (1) Critical Success Factors: Successful export operations were found to rely heavily on robust quality control systems and the timely preparation of essential export documentation. Key documents include the Letter of Intent (LOI), Full Corporate Offer (FCO), Full Corporate Agreement (FCA), and various forms of Letters of Credit (LC), (2) Operational Challenges: Exporters face significant challenges including quality assurance issues, logistical disruptions, port congestion, limited sub-port capacity, and the need to adapt to evolving international and Chinese regulatory requirements, (3) Strategic Responses: To mitigate these challenges, exporters are adopting competitive pricing strategies, employing innovative rice processing methods, offering customizable packaging options, and ensuring a steady supply of high-quality rice particularly parboiled varieties. Improvements in logistics are also being pursued to reduce costs and enhance delivery efficiency, and (4) Future Outlook: The study recommends a strategic focus on the adoption of advanced processing technologies, optimization of logistics networks, enhancement of quality control mechanisms, and expansion of buyer relationships. These initiatives are expected to significantly improve the industry's competitiveness in the Chinese market.</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1773 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพฯ-พัทยา บริเวณสถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) 2025-04-30T17:19:06+07:00 ภรณ์ทิพย์ แก้วสถิตย์ pornthip.b25@gmail.com ทรงวุฒิ ดีจงกิจ songwut2737@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพฯ-พัทยา บริเวณ สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) ใช้สถิติการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมานด้วยวิธี (One-Way ANOVA) หรือ F-test และการหาค่าถดถอย(Regression Analysis) ศึกษาจากปัจจัยด้านกิจกรรมโลจิสติกส์ 1.ด้านราคา 2.ด้านการส่งเสริมการตลาด 3.ด้านรถตู้ที่ใช้ในการให้บริการ 4.ด้านช่องทางจัดจำหน่ายตั๋วโดยสาร งานวิจัยเล่มนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลวิจัยพบว่า 1. ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 400 คน ส่วนใหญ่ อายุ มากกว่า 12 - 26 ปี จำนวน 165 คน คิดเป็นร้อยละ 41.2 เป็นนักเรียน/นักศึกษา จำนวน 122 คน คิดเป็นร้อยละ 30.5 และมีรายได้ ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน 165 คน คิดเป็นร้อยละ 41.2 2.ปัจจัยด้านกิจกรรมโลจิสติกส์มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพฯ-พัทยา มีจำนวน 2 ปัจจัย 1.ด้านการส่งเสริมการตลาด มีค่า Sig. อยู่ที่ 0.01 2.ด้านรถตู้ที่ใช้บริการ มีค่า Sig. อยู่ที่ 0.00</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อเสนอแนะ 1. เพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึกและครบถ้วนในประเด็นต่างๆ ควรจะมีการศึกษาผู้ที่ใช้บริการในสถานีอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น สถานีหมอชิต(รถทัวร์) สถานีเอกมัย เป็นต้น ซึ่งเป็นสถานีขนส่งขนาดใหญ่และมีผู้ใช้บริการตลอดเวลา 2. ครั้งต่อไปควรจะศึกษารถประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น รถทัวร์ รถบัส เป็นต้น ซึ่งมีผู้ให้บริการด้านการขนส่งผู้โดยสารจากกรุงเทพฯ-พัทยา หลายบริษัท จะได้เห็นข้อแตกต่างและได้ข้อมูลที่มากขึ้น เพื่อผู้ประกอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปพัฒนาและปรังปรุงต่อไป</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1778 การศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการขนส่งบริษัทไปรษณีย์ไทย : กรณีศึกษา Gen X, Y และ Z ในจังหวัดปทุมธานี 2025-04-30T17:24:39+07:00 ยุวพงษ์ เต็งยี่ yuwapong@gmail.com ทรงวุฒิ ดีจงกิจ songwut2737@gmail.com <p>งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการขนส่งบริษัทไปรษณีย์ไทย : กรณีศึกษา GEN X,Y และ Z ในจังหวัดปทุมธานี โดยศึกษาจากปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ 1) ด้านระยะเวลาการขนส่ง 2) การให้บริการลูกค้า 3) ด้านความปลอดภัยของสินค้า และ 4) การให้ข้อมูลติดตามการบริการ งานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน คือผู้ใช้บริการบริษัทไปรษณีย์ไทย GEN X,Y และ Z ในจังหวัดปทุมธานี โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย,ค่าร้อยละ,ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน,การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA ) หรือ F-test และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression)</p> <p>ผลวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง จำนวน 188 คน คิดเป็นร้อยละ 47 อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 26-44 ปี จำนวน 233 คน คิดเป็นร้อยละ 58.2 และประกอบอาชีพพนักงานบริษัท จำนวน 190 คน คิดเป็นร้อยละ 47.5 ปัจจัยกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการขนส่งบริษัทไปรษณีย์ไทย ของ GEN X,Y และ Z ในจังหวัดปทุมธานี มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจำนวน 3 ข้อได้แก่ 1) ด้านระยะเวลาการขนส่ง มีผลต่อการเลือกใช้บริการฯ ของ GEN X มีค่า Sig. เท่ากับ .040 2) ด้านความปลอดภัยของสินค้า มีผลต่อการเลือกใช้บริการฯ ของ GEN Y มีค่า Sig. เท่ากับ .010 และ 3) การให้ข้อมูลติดตามการบริการมีผลต่อการเลือกใช้บริการฯ ของ GEN Z มีค่า Sig. เท่ากับ .001 โดยปัจจัยด้านการให้บริการลูกค้า ไม่มีผลต่อการเลือกใช้บริการฯ ต่อทั้ง GEN X, Y และ Z</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1682 อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายวิชาการของมหาวิทยาลัยเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 2025-05-03T12:36:49+07:00 กฤตภาคิน มิ่งโสภา krittapakhin.m@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายวิชาการมหาวิทยาลัยเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายวิชาการมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการของมหาวิทยาลัยเอกชนไทยสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล&nbsp; จำนวน 400 คน ดำเนินการโดยวิธีการเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพรรณนา ใช้คำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติอนุมาน ใช้สถิติทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ด้วยวิธี Enter</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรสายวิชาการของมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายวิชาการของมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) สมการพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายวิชาการ ประกอบด้วยตัวแปรภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารทั้ง 4 ด้าน คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (Q1_1) การสร้างแรงบันดาลใจ (Q1_2) การคำนึงถึงปัจเจกบุคคล (Q1_3) และการกระตุ้นปัญญา (Q1_4) สามารถพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายวิชาการของมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้ร้อยละ 57.00</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1796 การศึกษาการปรับตัวในการทำงานกับความท้าทายในการทำงานที่บ้านของบุคลากรสายงานสนับสนุน กรณีศึกษาบริษัทแห่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์จังหวัดชลบุรี 2025-05-13T10:55:45+07:00 ณภัทร อัคคะเดชอนันต์ naphat3773@gmail.com ปรัชนันท์ เจริญอาภรณ์วัฒนา paratchanun@buu.ac.th เขมญา คินิมาน Naphat3773@gmail.com <p>งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและกระบวนการปรับตัวในการทำงาน รวมถึงความท้าทายของบุคลากรสายงานสนับสนุนบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ภายใต้บริบทการทำงานจากที่บ้านอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยทำการศึกษาจากกรณีศึกษาหลากหลายของพนักงานสายสนับสนุนจำนวน 15 คน ผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการบันทึกภาคสนาม ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรมีการปรับตัวหลากหลายมิติ ทั้งด้านสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี การบริหารจัดการเวลา และกรอบความคิด ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัว ได้แก่ ความยืดหยุ่นขององค์กร ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ระบบประเมินผล และการสื่อสารภายในทีม ส่วนความท้าทายหลักที่พบคือ ความรู้สึกโดดเดี่ยว การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนรวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทำงานและความเข้าใจของครอบครัวผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนานโยบายองค์กรที่ครอบคลุมมิติด้านสังคมและจิตวิทยาสำหรับการทำงานที่บ้าน พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการปรับตัวของบุคลากรผ่านระบบสนับสนุนที่เหมาะสม การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ยืดหยุ่น และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการทำงานทางไกลอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/1965 การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมในโรงแรม 4 ดาว เพื่อตอบสนองความต้องการของ นักท่องเที่ยวจีนด้านการบริการที่เป็นเลิศในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-06-27T08:28:58+07:00 ไพรทูล บุญศรี 65810045@go.buu.ac.th ปรัชนันท์ เจริญอาภรณ์วัฒนา paratchanun@go.buu.ac.th สฎายุ ธีระวณิชตระกูล sadayu@go.buu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมในโรงแรม 4 ดาว เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนด้านการบริการที่เป็นเลิศ โดยเป็นการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Analysis) และการวิจัยเชิงสังเคราะห์ (Synthesis Research) ที่อ้างอิงจากการทบทวนวรรณกรรม งานวิจัย และข้อมูลสภาวการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สิ่งที่ค้นพบคือ การให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีนจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจเชิงลึกในด้านวัฒนธรรม ภาษา เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และกลยุทธ์การบริการเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีน การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมที่เหมาะสมจึงควรออกแบบให้ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการพื้นฐานด้านการให้บริการที่เป็นเลิศสำหรับลูกค้าชาวจีน 2) ภาษาจีนเพื่อการสื่อสารเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการลูกค้าชาวจีน 3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการบริการที่เป็นเลิศสำหรับลูกค้าชาวจีน 4) การฝึกทักษะการให้บริการที่เป็นเลิศกับลูกค้าชาวจีน 5) การเปลี่ยนปัญหาเป็นความประทับใจให้ลูกค้าชาวจีน และ 6) กลยุทธ์การให้บริการเพื่อสร้างความประทับใจสำหรับลูกค้าชาวจีน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ข้อเสนอแนะสำคัญจากการศึกษาคือ โรงแรมระดับ 4 ดาวควรจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทางที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่อยกระดับสมรรถนะของบุคลากรในการให้บริการอย่างมืออาชีพ และสามารถสร้างความประทับใจที่นำไปสู่ความภักดีของลูกค้าได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/2337 บทบาทของการสนับสนุนกิจกรรมกีฬาเอ็กซ์ตรีมในการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้า ที่ส่งผลต่อความรักในแบรนด์ 2025-10-14T14:03:33+07:00 วราภรณ์ ด่านศิริ warapon.d@ku.th จันทัปปภา บุตตะ warapon.d@ku.th ณภัชชา จันทผลึก warapon.d@ku.th ชุติมา ตรันเจริญ warapon.d@ku.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการเป็นผู้สนับสนุนของแบรนด์ (Brand sponsorship) ความสอดคล้องระหว่างแบรนด์กับกีฬา (Brand-sport congruence) และภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand image) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อความรักในแบรนด์ (Brand love) โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน งานวิจัยนี้ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแบบสอบถาม โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากผลการวิจัย พบว่า การเป็นผู้สนับสนุนของแบรนด์ (β = 0.837, P &lt; 0.001) ความสอดคล้องระหว่างแบรนด์กับกีฬา (β = 0.837, P &lt; 0.001) และภาพลักษณ์แบรนด์ (β = 0.841, P &lt; 0.001) ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อความรักในแบรนด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น แบรนด์ที่ให้การสนับสนุนกีฬาเอ็กซ์ตรีมควรเลือกกีฬาที่มีความสอดคล้องกับแบรนด์ของตนอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความความรักในแบรนด์ของผู้บริโภคในที่สุด</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/2424 ความสามารถในการทำกำไรและการกำกับดูแลกิจการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในดัชนี SET 100 2025-10-25T17:33:26+07:00 วิชุดา สมงาม kanyapat.a@rmutsb.ac.th กัญญาพัชญ์ อรุณรัตน์ kanyapat.a@rmutsb.ac.th พิธาน แสนภักดี kanyapat.a@rmutsb.ac.th อรัณพงศ์ ทนันไชย kanyapat.a@rmutsb.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอัตราความสามารถในการทำกำไรและการกำกับดูแลกิจการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET 100โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ อาศัยข้อมูลทุติยภูมิจากบริษัทจำนวน 78 แห่ง รวมทั้งสิ้น 234 จำนวนข้อมูลรายปี ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2565–2567 รวมทั้งสิ้น 3 ปี แหล่งข้อมูลเก็บข้อมูลจากรายงานประจำปี งบการเงิน แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และฐานข้อมูล SETSMART วิธีการวิเคราะห์ประกอบด้วยสหสัมพันธ์เพียร์สันและการถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า อัตราความสามารถในการทำกำไรในด้านของอัตราส่วนกำไรสุทธิ อัตรากำไรขั้นต้น รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่วัดจากสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจ่ายเงินปันผลในด้านอัตราการจ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราส่วนกำไรต่อหุ้น อัตราส่วนกำไรสุทธิ และอัตรากำไรขั้นต้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจ่ายเงินปันผลในด้านอัตราเงินปันผลตอบแทน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า อัตราความสามารถในการทำกำไรและการกำกับดูแลกิจการมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการจ่ายเงินปันผล โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัท SET 100 ซึ่งมีระดับความมั่นคงสูง ดังนั้น การกำหนดนโยบายจ่ายเงินปันผลจึงควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านการดำเนินงานและโครงสร้างธรรมาภิบาล เพื่อสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนของผลตอบแทนผู้ถือหุ้น</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/bae/article/view/2376 ผลกระทบของการบริหารความเสี่ยงขององค์กรที่มีต่อมูลค่ากิจการของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-10-25T19:14:56+07:00 ปริศนา ตั้งมุทาสวัสดิ์ yu.nathasit@gmail.com อรัณพงศ์ ทนันไชย yu.nathasit@gmail.com อโนทัย พลภาณุมาศ yu.nathasit@gmail.com ยุภวดี ณัฐสิฐโสภณ yu.nathasit@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยใช้ตัวอย่าง 200 จำนวนข้อมูลรายปีรายบริษัท ระหว่างปี ค.ศ. 2020-2024 การวิเคราะห์การถดถอยหลายตัวแปรพบว่า การเปิดเผยข้อมูล ERM ภายใต้กรอบ COSO-ERM 2017 มีค่าเฉลี่ยสูง แสดงถึงความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยงขององค์กร อย่างไรก็ตาม การเปิดเผย ERM ไม่มีผลต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญเมื่อควบคุมผลของกลุ่มอุตสาหกรรม (B = -2.440, p = 0.093) แสดงว่าการเปิดเผยข้อมูล ERM ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติตามกฎระเบียบไม่สะท้อนประสิทธิผลเชิงปฏิบัติและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเงินอย่างชัดเจน ในขณะที่การวิเคราะห์โดยไม่ควบคุมกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าการเปิดเผย ERM มีผลเชิงลบต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญ (B = -3.185, p = 0.039) ซึ่งสะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมและโครงสร้างธุรกิจต่อการตีความของตลาด ผลการศึกษาเพิ่มเติมชี้ว่า ROA มีผลเชิงบวกและมีนัยสำคัญต่อมูลค่ากิจการ ขณะที่ ROE มีผลเชิงลบเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ ส่วนขนาดกิจการและอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ไม่มีนัยสำคัญ นอกจากนี้ พบความแตกต่างตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มเทคโนโลยีมีผลบวกต่อมูลค่ากิจการ ขณะที่กลุ่มทรัพยากรมีผลลบและมีนัยสำคัญ</p> <p>งานวิจัยนี้สนับสนุนกรอบทฤษฎีการเป็นตัวแทนและทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสีย โดยชี้ว่า ERM แบบเอกสารรายงานอาจลดต้นทุนตัวแทนได้จำกัด และยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้โดยตรง การศึกษานี้จึงมีความสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างทางวิชาการและเชิงปฏิบัติ เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการบริหารความเสี่ยงมีอิทธิพลต่อการสร้างมูลค่ากิจการและการกำหนดกลยุทธ์ที่ยั่งยืนในตลาดทุนไทย</p> <p> </p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจปริทัศน์