วารสารอนัมนิกาย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/anam <p data-path-to-node="3"><strong data-path-to-node="3" data-index-in-node="0">วารสารอนัมนิกาย</strong> ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานวิจัยและบทความวิชาการอันทรงคุณค่า ครอบคลุมแวดวงพระพุทธศาสนา ปรัชญา การศึกษา นิติศาสตร์ ตลอดจนศาสตร์บูรณาการแขนงต่าง ๆ โดยเปิดพื้นที่ต้อนรับผลงานจากอาจารย์ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และสาธารณชนผู้มุ่งหวังจะยกระดับภูมิปัญญาและสร้างบทสนทนาทางวิชาการร่วมกัน</p> <p data-path-to-node="4">เพื่อรักษามาตรฐานและรับประกันความน่าเชื่อถือสูงสุด ทุกบทความจะต้องผ่านขั้นตอนการประเมินคุณภาพ (Peer Review) อย่างเข้มข้น จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางไม่ต่ำกว่า 3 ท่าน ก่อนได้รับการอนุมัติให้ตีพิมพ์เผยแพร่</p> มูลนิธิพระมหาคณาธรรมปัญญาปัญญาปัญญาธิวัตร (เจริญกิ๊นเจี๊ยว) th-TH วารสารอนัมนิกาย 2651-1843 ธรรมาภิวัฒน์ในยุคดิจิทัล การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/anam/article/view/3253 <p class="A4-"><span lang="TH">บทความวิชาการนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาท ศักยภาพ และแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกในยุคดิจิทัล วิธีดำเนินการศึกษาใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการ ปรากฏการณ์สังคม และหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ท่ามกลางข้อจำกัดของการเผยแผ่แบบดั้งเดิมในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์ การประยุกต์ใช้ AI ถือเป็นกุศโลบายสำคัญที่สอดคล้องกับหลักปุคคลัญญุตาและกาลัญญุตา โดย AI สามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนที่ทรงพลัง เช่น การสร้างธรรมะแชทบอทเพื่อเป็นกัลยาณมิตรดิจิทัล 24 ชั่วโมง ระบบแนะนำเนื้อหาธรรมะตามจริตบุคคล และการใช้เทคโนโลยีภาษาเพื่อทลายกำแพงการเข้าถึงคลังความรู้ทางศาสนา อย่างไรก็ตาม AI เป็นเพียงพาหนะขยายขอบเขตการเข้าถึง ไม่อาจทดแทนมิติความเมตตากรุณาและบทบาทกัลยาณมิตรที่แท้จริงของคณะสงฆ์ได้ การใช้ AI จึงต้องคำนึงถึงจริยธรรมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะปัญหาข้อมูลผิดพลาด (AI Hallucination) และภาวะฟองสบู่ทางธรรม (Filter Bubble) บทความนี้สรุปว่า แก่นแท้ของการเผยแผ่ยังคงต้องมุ่งส่งเสริมจากปริยัติสู่ปฏิบัติเพื่อผลแห่งปฏิเวธ โดยมีคณะสงฆ์ทำหน้าที่กำกับดูแลความถูกต้องของเนื้อหา (Human-in-the-Loop) เพื่อให้การธรรมาภิวัฒน์ในยุคดิจิทัลยั่งยืนและคงความบริสุทธิ์ของพระสัทธรรม</span></p> พระมหาวิโรจน์ อคฺคปญฺโญ (สวนสมุทร) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนัมนิกาย 2026-06-28 2026-06-28 6 1 44 53 การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนในงานบริหารสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลท่าโขลง ๑ เทศบาลเมืองท่าโขลง จังหวัดปทุมธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/anam/article/view/3198 <p>การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ: 1) ศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบนวัตกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) ศึกษาผลการนำไปใช้ และ 4) ประเมินความพึงพอใจและความยั่งยืน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัจจุบันและปัญหา: การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ปัญหาหลักคือการขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ไม่ต่อเนื่อง รูปแบบนวัตกรรม: รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ “TK-CoManager Model: ระบบหุ้นส่วนบริหารแหล่งเรียนรู้แบบเจาะจงพื้นที่” มี 5 องค์ประกอบ โดยใช้กระบวนการ 4 ขั้นตอน (Zoning, Matching, Action &amp; Connect, Sharing &amp; Pride หรือ Z-M-A-S) ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดผลการนำไปใช้: สามารถบริหารแหล่งเรียนรู้ 6 โซนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุมชนร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และนักเรียนมีผลการปฏิบัติงานเฉลี่ยร้อยละ 84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ความพึงพอใจและความยั่งยืน: ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและระดับความยั่งยืนของการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ไพโรจน์ ปรีกราน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนัมนิกาย 2026-06-28 2026-06-28 6 1 1 12 รูปแบบการจัดการนวัตกรรมทางการบริหารในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/anam/article/view/3199 <p>การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการ 2) พัฒนารูปแบบนวัตกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชน 3) ศึกษาผลการนำรูปแบบไปใช้ และ 4) ประเมินความพึงพอใจและระดับความยั่งยืนของการมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการณ์การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีปัญหาสำคัญคือการขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและความไม่ต่อเนื่องของการมีส่วนร่วมจากชุมชน รูปแบบนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นคือ “TK-CoManager Model: ระบบหุ้นส่วนบริหารแหล่งเรียนรู้แบบเจาะจงพื้นที่” ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดำเนินงาน 4 ขั้นตอนตามวงจร Z-M-A-S (Zoning, Matching, Action &amp; Connect และ Sharing &amp; Pride) โดยมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการนำรูปแบบไปใช้พบว่าสามารถบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ 6 โซนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีหุ้นส่วนจากชุมชนร่วมดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นักเรียนมีผลการปฏิบัติงานเฉลี่ยร้อยละ 84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและระดับความยั่งยืนของการมีส่วนร่วมสอดคล้องกัน โดยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ไพโรจน์ ปรีกราน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนัมนิกาย 2026-06-28 2026-06-28 6 1 13 23 การประยุกต์ใช้หลักอธิปไตย 3 ในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/anam/article/view/3324 <p class="A4-"><span lang="TH">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอธิปไตย 3 (อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย) <span style="color: #ee0000;">ในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) โดยเน้นใช้หลักธรรมาธิปไตยตามแนวคิดพุทธปรัชญาเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้าง "เข็มทิศภายใน" ชดเชยข้อจำกัดของกลไกเชิงโครงสร้างและกฎระเบียบแบบตะวันตก วิธีดำเนินการวิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า อัตตาธิปไตยและโลกาธิปไตยมีมิติเชิงบวกและลบที่อาจนำไปสู่อำนาจนิยม ประชานิยม หรือระบบอุปถัมภ์หากขาดสิ่งกำกับ การใช้ธรรมาธิปไตยเป็นแกนกลางจึงช่วยถ่วงดุลระหว่างความเชื่อมั่นในตนเองและการรับฟังเสียงส่วนรวม โดยยึดความถูกต้อง เหตุผล และประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งสูงสุด บทความนี้สรุปว่า การบูรณาการหลักอธิปไตย 3 ช่วยเติมจิตวิญญาณแห่งความโปร่งใส ความยุติธรรม </span>และความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่หลักธรรมาภิบาล ยกระดับจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบเชิงรูปแบบสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องท่ามกลางแรงกดดัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้บริหารและการกำหนดนโยบายเพื่อความยั่งยืนของระบบการศึกษาไทย</span></p> ปิยนันท์ แววนิลานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนัมนิกาย 2026-06-28 2026-06-28 6 1 24 33 บทบาทของวัดและสื่อปัญญาประดิษฐ์ในยุคดิจิทัลเพื่อการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ วิชาพระพุทธศาสนาเชิงรุก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/anam/article/view/3252 <p class="A4-"><span lang="TH">ท่ามกลางกระแสศตวรรษที่ 21 ที่เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างระยะห่างระหว่างพุทธศาสนิกชนกับวัด และการสอนพระพุทธศาสนาแบบตั้งรับเริ่มลดความ<span style="color: #ee0000;">ดึงดูดลง บทความนี้จึงนำเสนอแนวทางการบูรณาการการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบทบาทของวัด เพื่อยกระดับการศึกษาพุทธธรรมให้สอดคล้องกับพลวัตยุคสมัย ผลการวิเคราะห์พบว่า การก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าวต้องอาศัยการขับเคลื่อน "พุทธวิธีสอน" เชิงรุกผ่านหลักโยนิโสมนสิการ กาลามสูตร และธรรมสากัจฉา เพื่อเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างปัญญาด้วยตนเอง โดยมี AI เป็นเครื่องมือทรงพลัง ได้แก่ Generative AI ช่วยจำลองหลักธรรมนามธรรมให้เป็นรูปธรรม Conversational AI เป็นกัลยาณมิตรดิจิทัลตอบข้อสงสัยตลอด 24 ชั่วโมง และ Personalized Learning AI ช่วยปรุง "ธรรมโอสถ" ให้ตรงตามจริตเฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตาม วัดและพระสงฆ์ยังคงเป็นแกนกลางสำคัญที่ไม่อาจทดแทนได้ในฐานะผู้รับรองความถูกต้องของเนื้อหา (Content Validator) เพื่อป้องกันการบิดเบือนคำสอน และเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ที่ถ่ายทอดความเมตตาทางจิตวิญญาณ การผสานรวมองค์ประกอบเหล่านี้อย่างเป็นระบบจะช่วยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาที่มั่นคง ทันสมัย และยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล</span></span></p> พระปลัดชาตรี สิริมงฺคโล (วงศ์ศิริ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนัมนิกาย 2026-06-28 2026-06-28 6 1 34 43