วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสาร ปัญญาลิขิต (Panyalikhit Journal)</strong><br /><strong>ISSN: 3056-9036 (Online)</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสาร ปัญญาลิขิต จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา การศึกษา และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมปัจจุบัน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> ขอบเขตเนื้อหาของวารสารครอบคลุมสาขาหลัก ได้แก่ พระพุทธศาสนาและพุทธจิตวิทยา การบริหารและการจัดการศึกษา นวัตกรรมการเรียนการสอนและหลักสูตร การพัฒนาเด็กปฐมวัย สังคมศาสตร์และพฤติกรรมมนุษย์ รวมถึงการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสารรับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยบทความทุกชิ้นต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในรูปแบบปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review) จำนวน 3 ท่าน และตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ทุก 3 เดือน</p> พระสุภกิจ สุปญฺโญ,ดร. th-TH วารสาร ปัญญาลิขิต 3056-9036 แบบจำลองเชิงสาเหตุของบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบและพฤติกรรม การเป็นสมาชิกที่ดีที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของพนักงาน กรณีศึกษา บริษัทระบบควบคุมห้องเก็บเสียง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3635 <p>บทความนี้งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของพนักงาน 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของพนักงาน และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของพนักงานบริษัทระบบควบคุมห้องเก็บเสียงจำนวน 426 คน โดยทำการเก็บตัวอย่างจากพนักงานบริษัทระบบควบคุมห้องเก็บเสียง โดยวิธีตามสะดวก จำนวน 320 คน แล้วใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือ แบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบมีอิทธิพลทางบวกต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีในองค์กรของพนักงาน กรณีศึกษา บริษัทระบบควบคุมห้องเก็บเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 26.0 และ 2) บุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีในองค์กรมีอิทธิพลทางบวกต่อความสุขในการทำงานของพนักงาน กรณีศึกษา บริษัทระบบควบคุมห้องเก็บเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 65.0 แบบจำลองโครงสร้างมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่า Chi-square = 105.051, Normed Chi-square = 1.982, RMR = .013, RMSEA = .049, GFI = .967, AGFI = .934, NFI = .975, CFI = .988 โดยรวมพบว่าค่าทางสถิติทุกค่าผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ ซึ่งผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพ 5 องค์ประกอบ และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีในองค์กรในทุก ๆ ด้านเพื่อช่วยให้พนักงานเกิดความสุขในการทำงานได้</p> เบญญาณัฎฐ์ พิมมะษร กฤษฎา มูฮัมหมัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 54 70 International Recruitment Service Guidelines for Enhancing Student Enrollment in Thailand at Guangxi University of Finance and Economics https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3587 <p>The research objectives were 1) to investigate the influencing factors of international recruitment services for Chinese students’ pursuit of further studies in Thailand at Guangxi University of Finance and Economics, and 2) to develop international recruitment service guidelines for Guangxi University of Finance and Economics based on the identified influencing factors of Chinese students’ pursuit of further studies in Thailand. The samples were 361 final-year undergraduate students, 334 parents, 134 faculty and administrative staff, and 45 recruitment leaders, totaling 874 respondents, selected using stratified random sampling based on Krejcie and Morgan’s formula. The instruments included a structured questionnaire and focus group meetings. The questionnaire was validated by three experts, with IOC values of 0.99, 1.00, 1.00, and 0.99 for the four groups, respectively, while the reliability coefficients were 0.96, 0.99, 0.99, and 0.98. The data were analyzed using descriptive statistics and content analysis.<br />The findings revealed that 1) the influencing factors were at a high level (x ̅= 4.21, SD = 0.62), including educational quality and academic opportunities (x ̅= 4.35, SD = 0.58), economic considerations (x ̅= 4.18, SD = 0.64), and cultural and geographical proximity (x ̅= 4.10, SD = 0.67). Educational quality ranked highest because respondents perceived Thai universities as providing qualified faculty members, strong academic opportunities, and acceptable academic standards. In addition, cultural and geographical proximity reflected the importance of regional accessibility and cultural familiarity within the ASEAN-China educational context; and 2) the international recruitment service guideline developed for Guangxi University of Finance and Economics consisted of educational quality and academic opportunities enhancement, economic transparency and financial support system, cultural adaptation and student support system, and institutional implementation and continuous evaluation mechanism.</p> Qiaoqiao Fang Wannapa Phopli ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 71 85 การวิเคราะห์ตัวละครสุนัขในวรรณกรรมเยาวชน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3637 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ตัวละครสุนัขในวรรณกรรมเยาวชน จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ บันทึกสี่เท้าจากหัวใจผู้ไร้บ้าน นักล่าผู้น่ารัก และหมา (อยู่) วัด ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเอกสาร โดยใช้ระเบียบวิธีการวิเคราะห์วรรณกรรมเป็นกรอบการศึกษา และปฏิบัติตามขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1. รวบรวมและสำรวจข้อมูลด้านแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นพื้นฐานทางวิชาการ 2. ศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหาวรรณกรรมเยาวชนทั้ง 3 เรื่องที่มีตัวละครเอกเป็นสุนัข 3. ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ประกอบด้วย การวิเคราะห์ประเภทและลักษณะเฉพาะของตัวละครสุนัข กลวิธีการสร้างตัวละคร กลวิธีการนำเสนอตัวละคร และบทบาทหน้าที่ของตัวละครภายในเรื่อง 4. เรียบเรียงและสรุปผลการศึกษา จัดทำเป็นรายงานวิจัย และนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยตัวละครสุนัขจะแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1. ประเภทและลักษณะตัวละครพบว่าตัวละครสำคัญมี 2 ประเภทคือตัวละครเอกและตัวละครประกอบ ซึ่งมีลักษณะเด่น 8 ลักษณะ ได้แก่ 1) กตัญญูรู้คุณ จงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายมนุษย์ 2) ใจดีมีเมตตาเป็นมิตรแท้ 3) ฉลาด รอบคอบ มีไหวพริบ 4) กล้าหาญอดทน มีมานะ เป็นนักสู้ชีวิต 5) เสียสละ มีภาวะความเป็นผู้นำ 6) มองโลกในแง่ดี มีจินตนาการ รักธรรมชาติ 7) เข้าใจชีวิต รู้ผิดชอบชั่วดี และ 8) มีสัญชาตญาณการล่า อยากเอาชนะ 2. กลวิธีการสร้างตัวละคร พบว่ามี 4 วิธี ได้แก่ 1) สร้างให้มีบทบาทตามเนื้อเรื่อง 2) สร้างให้สมจริง 3) สร้างตามอุดมคติ และ 4) สร้างให้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง 3. กลวิธีการนำเสนอของตัวละคร พบว่านำเสนอทั้งโดยตรงและโดยอ้อม 4. บทบาทของตัวละครสุนัข พบว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะสมาชิกของครอบครัวและชุมชน ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าตัวละครสุนัขมีลักษณะคล้ายมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ เพราะมีกลวิธีการสร้างและนำเสนอตัวละครอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกัน สามารถนำเสนอเรื่องราวชีวิตของสุนัขไร้บ้านในเชิงสร้างสรรค์ บทบาทความสัมพันธ์ทั้งด้านดีและด้านร้ายสะท้อนมิตรภาพความผูกพันและปัญหาที่น่าสะเทือนใจ</p> Wei Xiuli บัวผัน สุพรรณยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 86 100 ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อพัฒนาทักษะการบริการผู้โดยสาร บนเครื่องบินและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจการบิน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3447 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการบริการผู้โดยสารบนเครื่องบินของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจการบิน หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุก กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจการบิน หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุก หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุก กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาสาขา วิชาธุรกิจการบิน วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบประเมินทักษะการบริการผู้โดยสารบนเครื่องบินเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ และแบบวัดทักษะ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะการบริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน ของนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจการบิน หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ นักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจการบิน หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สิรัญรัชน์ พหลแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 101 114 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3598 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับความสามารถการปฏิบัติงานของครูพร้อมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับการปฏิบัติงานของครูสังกัดสพป.กาญจนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ ผู้บริหาร และครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 306 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามพื้นที่การจัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสพป.กาญจนบุรี เขต 1 ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการส่งเสริมชุมชนให้มีส่วนร่วม ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอน ด้านการจูงใจ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านการเป็นผู้นำ ด้านการจัดหาทรัพยากร และด้านมนุษยสัมพันธ์ 2. การปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตดังกล่าว ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการปฏิบัติหน้าที่ครู ด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน และด้านการจัดการเรียนรู้ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริหารสถานศึกษากับความสามารถการปฏิบัติงานของครู สังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาของกาญจนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ดวงพร ยังอยู่ พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 115 129 การเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ส่งผลต่อผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3720 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) ศึกษาระดับการเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษา (2) ศึกษาระดับผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (3) การเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ส่งผลต่อผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักการคำนวณของยามาเน่ (Yamane.1973) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 400 คน จากโรงเรียน 102 โรงเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1 การเสริมสร้างพลังอำนาจครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมมีคุณภาพอยู่ระดับดีมาก3. ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ด้วยวิธี Stepwise พบว่า ตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำนวน 2 ตัวแปร ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy: X5) และภาวะผู้นำในการเรียนการสอน (Instructional Leadership: X2) โดยตัวแปรทั้งสองสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT)<br />ได้ร้อยละ 25.5</p> <p>องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย คือ TEIL-RT Model ซึ่งอธิบายว่าการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียนเกิดจากการบูรณาการระหว่างการเสริมสร้างพลังอำนาจครู การรับรู้ความสามารถของตนเองของครู และภาวะผู้นำในการเรียนการสอนของผู้บริหาร โดยสามารถใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนและการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธนกฤต แก้วนาไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 130 147 รูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 4 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3478 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาสภาพและแนวทางการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการดำเนินงานนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งแบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาสภาพการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง โดยการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การศึกษาแนวทางการนิเทศภายในโดยการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (purposive selection) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลนำมาสรุปเป็นความเรียงเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบการนิเทศภายใน ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการร่างรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง ประกอบด้วยผู้บริหาร บุคลากร ผู้วิจัย และอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ จำนวน 8 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง หาความเหมาะสมความเป็นไปได้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 มีลักษณะแบบสอบถามแบบมาตราส่วนค่า 5 ระดับ ตามแบบของ Likert ดำเนินการวิเคราะห์เพื่อหาค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย (x ̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 ประสบปัญหาสำคัญในการจัดการนิเทศภายในเนื่องจากบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ภาระงานตกอยู่กับครูเพียงบางกลุ่ม ส่งผลให้กระบวนการนิเทศ การรายงานผลขาดความต่อเนื่องและไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ 2. รูปแบบการนิเทศภายในของโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ 2) หลักการ3) วิธีการดำเนินงาน ซึ่งประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา <br />และความต้องการ 2) การวางแผนและการกำหนดทางเลือก 3) การสร้างสื่อและเครื่องมือ 4) การปฏิบัติการนิเทศการศึกษา (โดยใช้กระบวนการวงจร PDCA ชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ และเครือข่ายความร่วมมือ) 4) การประเมินผล และ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ 3. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านโป่งกะสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.95 S.D. = 0.04) และความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.83 S.D. = 0.09) <br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ช่วยเปลี่ยนการนิเทศจากการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญรายบุคคล ไปสู่การนิเทศที่เน้นการมีส่วนร่วมของครูและเครือข่ายความร่วมมือทุกคน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านบุคลากรในโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สถานศึกษาสามารถจัดการนิเทศได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเป็นระบบผ่านวงจร PDCA และเครือข่ายความร่วมมือ</p> สุชาดา ศรีรักษา จตุรงค์ ธนะสีลังกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 148 163 ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3601 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน การบริหารสถานศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร และครูในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จำนวน 306 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามพื้นที่การจัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการให้ชุมชนมีส่วนร่วม ด้านการให้บริการชุมชน ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่น</li> <li>การบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1<br />ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงานงบประมาณ และด้านการบริหารทั่วไป</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน การบริหารสถานศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 1 พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน (x) มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย เท่ากับ 0.76 และค่าสัมประสิทธิ์ในการทำนาย 0.606 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 นั่นคือ สามารถทำนายการพยากรณ์การบริหารสถานศึกษา (y) ได้ร้อยละ 60.60 และสามารถนำมาสร้างสมการถดถอย คือ =1.11 + 0.76X หรือ =0.78Z<sub>x</sub></li> </ol> ธัญญรัตน์ รักษ์วงษ์ มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 164 179 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัย ด้านการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงพีชคณิตเบื้องต้น และความสอดคล้องระหว่างการรับรู้กับการปฏิบัติ ในพื้นที่ชายแดนพหุวัฒนธรรมไทย-เมียนมา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3741 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัยด้านการออกแบบประสบการณ์ส่งเสริมการคิดเชิงพีชคณิตเบื้องต้น (EAT) ในพื้นที่ชายแดนพหุวัฒนธรรมไทย-เมียนมา และ 2. เพื่อศึกษาความสอดคล้องระหว่างการรับรู้สมรรถนะด้านการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์กับสมรรถนะที่ปรากฏในการปฏิบัติการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสาขาปฐมวัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงขนาน กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 1 และ 2 ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 45 คน วิเคราะห์ผู้ที่ส่งข้อมูลครบ 3 ช่วงเวลา จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ 35 ตัวบ่งชี้ ครอบคลุม 7 ด้าน (2) แบบบันทึกการสะท้อนคิด และ (3) แบบบันทึกการวิเคราะห์วิดีโอตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็นแบบสะท้อนคิด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าด้านคณิตศาสตร์ชาติพันธุ์ (EM) มีความต้องการจำเป็นสูงสุด และความรู้เนื้อหาวิชา (SMK) มีค่าเฉลี่ย 0.1086 สูงกว่าความรู้เนื้อหาเชิงวิธีสอน (PCK) ที่ 0.0971 ชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่ความรู้คณิตศาสตร์ของครู ไม่ใช่เทคนิควิธีสอนเพียงอย่างเดียว การวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้กับการปฏิบัติ 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) นักศึกษาเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมเชิงพีชคณิตแต่ไม่ขยายผล ปรากฏใน 4 ด้าน ได้แก่ แบบรูป ความสัมพันธ์เชิงปริมาณ ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชัน และเมล็ดพันธุ์การคิดเชิงพีชคณิต (2) นักศึกษาวางแผนรับมือความเข้าใจผิดของเด็กแต่เฉลยแทนการใช้คำถามกระตุ้น ปรากฏในด้านคุณสมบัติการดำเนินการ และ (3) นักศึกษาทั้งไม่รับรู้และไม่ปฏิบัติด้าน EM และการสอนที่ตอบสนองต่อวัฒนธรรม (CRT) ซึ่งเป็นความสอดคล้องเชิงลบ ต่างจากกรณีที่ตั้งใจแต่ปฏิบัติไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้มองเห็นได้เมื่อใช้กรอบ EM ควบคู่กับ MKT ตามหลักการ Networking of Theories (NoT) ซึ่งไม่ปรากฏหากใช้กรอบ MKT เพียงกรอบเดียว การพัฒนาครูในพื้นที่ชายแดนพหุวัฒนธรรมจึงต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักด้าน EM และการพัฒนา SMK ก่อนการฝึกทักษะการสอน โดยกำหนด EM เป็นสมรรถนะเฉพาะในหลักสูตร พร้อมระบุเกณฑ์เชิงพฤติกรรมที่วัดได้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ</p> ภูชิต ภูชำนิ ศรินยา ทรัพย์วารี วัจนานุค์ กุลคลัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 180 198 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3627 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และ 3) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาจำแนกตามขนาดสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 248 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ทุกข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.97วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่<br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้านสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และด้านการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน <br />2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกัน<br />3) ผลการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกัน<br />ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ การสร้างความร่วมมือกับชุมชน และการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม</p> รัตนาพร พาคูณ นิพนธ์ วรรณเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 199 212 ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการประเมิน หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2570) มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3868 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2570) มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ 2) เพื่อประเมินหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2565) มหาวิทยาลัยรามคำแหง การวิจัยเป็นแบบผสมผสานวิธี โดยใช้แนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของ Wiles and Bondi และรูปแบบการประเมินซิปป์ (CIPP Model) ของ Stufflebeam เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาความต้องการมีจำนวน 204 คน และส่วนที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ประเมินหลักสูตรมีจำนวน 221 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 6 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแนวคำถามการสนทนากลุ่มกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความต้องการต่อหลักสูตรฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2570 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยให้ความสำคัญกับจริยธรรมวิชาชีพและความรับผิดชอบต่อสังคม ภาวะผู้นำ ความรู้เฉพาะศาสตร์ และทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิจัย รวมทั้งต้องการจัดการเรียนการสอนในวันหยุดราชการและรองรับการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ <br />2. หลักสูตรมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้พัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์ (OBE) โดยเสริมสมรรถนะผู้นำนวัตกรรม ทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการตัดสินใจเชิงข้อมูล <br />องค์ความรู้จากการวิจัยเป็นแนวทางเชิงประจักษ์สำหรับการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเสริมสร้างสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล</p> คึกฤทธิ์ ศิลาลาย สุภาวดี ลาภเจริญ กัลยมน อินทุสุต ปทุมพร เปียถนอม ถนอมขวัญ ทองโปร่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 213 227 การจัดการทุนมนุษย์เพื่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3375 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและแนวทางการจัดการทุนมนุษย์ผ่านมิติของประสบการณ์ทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคปัจจุบัน โดยเน้นการสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานตลอดเส้นทางการทำงาน ตั้งแต่การสรรหา การพัฒนา ไปจนถึงการรักษาทุนมนุษย์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การสร้างประสบการณ์ทุนมนุษย์สามารถดำเนินการผ่านปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ สภาพแวดล้อมในการทำงาน เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย สวัสดิการที่ตอบโจทย์ และระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อการรับรู้ ความพึงพอใจ และความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร นอกจากนี้ การบริหารประสบการณ์ทุนมนุษย์ยังส่งผลต่อผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ขององค์กร ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การลดอัตราการลาออก การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน บทความนี้จึงได้นำเสนอโมเดลเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรในการประยุกต์ใช้ในการบริหารทุนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ยุทธพล ทวะชาลี ปิยะวุฒิ อนุอันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 1 11 Proactive Leadership in School Administration for Enhancing Teachers’ Proactive Work Behavior https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3556 <p>This conceptual article synthesizes the literature on proactive leadership in school administration and examines its implications for enhancing teachers’ proactive work behavior. Amid increasingly complex and dynamic educational environments, school administration requires leadership approaches that move beyond reactive management toward anticipatory and developmental practice. The article draws on an integrative review of literature on proactive leadership, proactive school management, empowering leadership, work meaningfulness, organizational support, and teacher proactivity. The synthesis suggests that proactive leadership plays an important role in shaping the organizational conditions under which teachers are more likely to initiate change, engage in adaptive problem solving, and extend their work beyond routine expectations. Specifically, proactive leadership appears to strengthen teachers’ proactive work behavior by creating supportive professional conditions, enhancing perceived work meaningfulness, and legitimizing initiative, shared responsibility, and proactive action. The article further argues that proactive leadership should be theorized not merely as a personal leadership quality, but as an administrative orientation embedded in school structures, communication patterns, and professional relationships. From this perspective, teachers’ proactive work behavior is better understood as a contextually enabled form of professional agency rather than a purely dispositional trait. The article concludes that proactive leadership provides a useful conceptual foundation for rethinking school administration in ways that enhance teacher agency and promote sustainable school improvement.</p> Orawan Prambumrung Punniththa Mrazek Weerapun Panich Jatupun Rujiranukun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 12 24 ความผาสุกด้านจิตวิญญาณของพนักงาน ปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและความผูกพันต่อองค์กร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3185 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการส่งเสริมความผาสุกด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Well-being: SWB) ของพนักงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing Sector) โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในประเด็นความผาสุกด้านจิตวิญญาณ จิตวิญญาณในที่ทำงาน ความผูกพันต่อองค์กร และวัฒนธรรมองค์กร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558-2568 (ค.ศ. 2015-2025)<br />ผลการศึกษาพบว่า ความผาสุกด้านจิตวิญญาณเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสุขในการทำงาน ความพึงพอใจในงาน และความผูกพันต่อองค์กร องค์ประกอบหลักประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ความสงบสุขภายใน (Personal Domain) ความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Communal Domain) การเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Domain) และการเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่เหนือตน (Transcendental Domain)</p> <p>ผลการทบทวนวรรณกรรมยังชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำทางจิตวิญญาณ การออกแบบงานที่มีความหมาย โปรแกรมการฝึกสติ และวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นคุณค่าและจริยธรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความผาสุกด้านจิตวิญญาณของพนักงาน บทความนี้จึงเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมของพนักงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต</p> วรายุภัสร์ ฉัตรทองโยธิน ปรัชญา ปิยะมโนธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 25 39 School-Based Management and School Effectiveness: A Conceptual Framework of Decentralized Governance and Leadership Capacity https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3550 <p>School-based management (SBM) has gained attention as a governance reform strategy for enhancing school autonomy, stakeholder engagement, accountability, and responsiveness to local needs. However, evidence regarding its impact on school effectiveness remains mixed, particularly when decentralization is treated merely as an administrative transfer of authority rather than a capacity-building process. This conceptual academic article aims to synthesize the relationship between SBM and school effectiveness and to propose a conceptual framework explaining how decentralized governance and leadership capacity contribute to effective school development. Methodologically, the article employs a conceptual synthesis approach informed by an integrative review of selected literature on school-based management, effective schools, school leadership, stakeholder participation, organizational learning, and organizational effectiveness. The synthesis identifies three interrelated dimensions: decentralized governance, leadership capacity, and organizational effectiveness. The article argues that SBM can enhance school effectiveness when school-level decision-making authority is supported by capable leadership, transparent accountability, collaborative participation, responsible resource management, and continuous improvement processes. The proposed framework positions leadership capacity as an enabling mechanism that translates decentralization into instructional, organizational, and community-level outcomes. The article recommends that SBM policy should move beyond structural decentralization by investing in leadership development, participatory accountability systems, transparent resource management, and school-level capacity building.</p> Natthakan Kochantuek Punniththa Mrazek Jatupun Rujiranukun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-07-19 2026-07-19 5 3 40 53