วารสาร ปัญญาลิขิต
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสาร ปัญญาลิขิต (Panyalikhit Journal)</strong><br /><strong>ISSN: 3056-9036 (Online)</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสาร ปัญญาลิขิต จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา การศึกษา และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมปัจจุบัน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> ขอบเขตเนื้อหาของวารสารครอบคลุมสาขาหลัก ได้แก่ พระพุทธศาสนาและพุทธจิตวิทยา การบริหารและการจัดการศึกษา นวัตกรรมการเรียนการสอนและหลักสูตร การพัฒนาเด็กปฐมวัย สังคมศาสตร์และพฤติกรรมมนุษย์ รวมถึงการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสารรับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยบทความทุกชิ้นต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในรูปแบบปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review) จำนวน 3 ท่าน และตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ทุก 3 เดือน</p>
พระสุภกิจ สุปญฺโญ,ดร.
th-TH
วารสาร ปัญญาลิขิต
3056-9036
-
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2983
<p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2)เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษาประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน 3)เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างโดยใช้ในการวิจัย คือ ครูจำนวน 337 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม และการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (t-test) สถิติค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ครูที่มีเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ทำงานที่ต่างกัน โดยภาพรวมมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่ขนาดสถานศึกษาที่ต่างกัน มีความแตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษ มีทั้งหมด 4 ด้าน 20 แนวทาง 3.1 ด้านการรู้ดิจิทัล ประกอบด้วย 1) ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลของผู้บริหาร 2)การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงาน 3) จริยธรรมและแบบอย่างในการใช้ดิจิทัล 4) การพัฒนาองค์กรสู่ยุคดิจิทัล 3.2 ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ประกอบด้วย 1) การกำหนดวิสัยทัศน์ดิจิทัลที่ชัดเจน 2) การเชื่อมโยงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ 3) การสื่อสารวิสัยทัศน์ดิจิทัล 4) การขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง 3.3 ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล 1) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงานร่วมกัน 2) การสร้างบรรยากาศองค์กรแห่งการเรียนรู้ดิจิทัล 3) การเป็นแบบอย่างด้านการใช้ดิจิทัลของผู้บริหาร 3.4 ด้านการสื่อสารดิจิทัล 1) การใช้การสื่อสารดิจิทัลในการบริหารจัดการ 2) ประสิทธิภาพของการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล 3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านการสื่อสารดิจิทัล</p>
กรองกาญจน์ จันทร์สูง
นิษรา พรสุริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
1
13
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3117
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคันตามความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรี (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันตามความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรี (3) ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการออกกลางคันตามความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยผสานวิธี ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ได้ผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงจนมีความเที่ยงตรงแล้วไปทดลองใช้ กับนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา จำนวน 30 คน วิเคราะห์ความเชื่อมั่น มีค่าเท่ากับ 0.85 นำไปเก็บข้อมูลจริงกับกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ชั้นปีที่ 1 เข้าปีการศึกษา 2568 จำนวน 355 คน และใช้แบบสัมภาษณ์ที่ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจส่งผลให้นักศึกษาออกกลางคัน ได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา ในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มผู้บริหารจำนวน 3 คน อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้รูปแบบการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ว่า</p> <ol> <li>สภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.07) พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากได้แก่ ด้านตัวนักศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.15) ด้านสถานศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.06) ด้านครอบครัว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.05) และด้านอาจารย์ผู้สอนและการจัดการเรียนการสอน (= 4.04)</li> <li>ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับสภาพการออกกลางคันของนักศึกษาในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีระดับความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>แนวทางการแก้ปัญหาการออกกลางคันควรดำเนินการโดยมุ่งดูแลนักศึกษาเชิงรุกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการลดอุปสรรคด้านเศรษฐกิจผ่านระบบทุนและการช่วยเหลือที่เข้าถึงได้ง่าย <br />การเสริมสร้างความผูกพันทางสังคมและบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา ตลอดจนการพัฒนาสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี และระบบบริการที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยควรกำหนดนโยบายและระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันและลดการออกกลางคันของนักศึกษาอย่างยั่งยืน</li> </ol>
วิภาวรรณ สุวรรณ์
โชติ บดีรัฐ
ภาสกร ดอกจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
14
30
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2993
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 2. เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ 4.เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 241 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก</li> <li>2. ระดับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก</li> <li>3. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r = .804) อย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีทั้งหมด 4 ตัวแปร เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ ปัจจัยด้านโครงสร้างองค์การ(x<sub>1</sub>) (β=.359) ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ(X<sub>3</sub>) (β=.252) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี(x<sub>4</sub>) (β=.168) และปัจจัยด้านการจูงใจ(x<sub>2</sub>) (=.13 โดยทั้ง 4 ปัจจัยดังกล่าวสามารถพยากรณ์องค์การแห่งการเรียนรู้ได้ร้อยละ 65.03 ดังนั้น จึงสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้</li> </ol> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y=0.486+.355 x<sub>1</sub>+.231 x<sub>3</sub>+.168 x4+.135 x<sub>2</sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY=0.359 x<sub>1</sub>+.252 x<sub>3</sub>+.168 x4+.139 x<sub>2</sub></p>
พัณณ์พิมล จอมจันทร์
นิษรา พรสุริวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
31
44
-
ความต้องการจำเป็นการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 2
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3134
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 315 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ สภาพปัจจุบัน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านวิสัยทัศน์มีระดับการปฏิบัติสูงสุด รองลงมาคือด้านจินตนาการ และด้านความยืดหยุ่นมีระดับการปฏิบัติน้อยที่สุด สำหรับสภาพที่พึงประสงค์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีความพึงประสงค์สูงสุดคือ ด้านความไว้วางใจ รองลงมาคือด้านการแก้ปัญหา และด้านวิสัยทัศน์มีระดับความพึงประสงค์น้อยที่สุด 2) ความต้องการจำเป็น ผลการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยภาพรวมมีค่าเท่ากับ 0.31 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านความไว้วางใจ รองลงมาคือด้านความยืดหยุ่น และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุดคือ ด้านวิสัยทัศน์</p>
รัชนีกร ดอกพอง
ชาติชาย เกตุพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
45
56
-
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3002
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แนวคิดเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 327 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสําเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกนและทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ แบ่งเป็น 3 ตอน คือ 1) สถานภาพทั่วไป 2) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร 6 ด้าน และ 3) การจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา 5 ด้าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ รองลงมาคือ ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม และด้านการบริหารความเสี่ยง ตามลำดับ 2. การจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ตามลำดับ 3. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้ของครูพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม ด้านการสร้างบรรยากาศองค์กรนวัตกรรม ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการบริหารความเสี่ยงสามารถร่วมกันพยากรณ์การจัดการเรียนรู้ของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการจัดการเรียนรู้ของครูได้ร้อยละ 34.30</p>
ณัฐธิชา ศรีเพชร
นริศรา เสือคล้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
57
71
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3168
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 รูปแบบการวิจัยเป็น การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาและองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 330 คน โดยใช้สูตรของ Yamane กำหนดความคลาดเคลื่อนในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 0.05 แล้วใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และใช้การสุ่มอย่างง่ายโดยการกำหนดตามสัดส่วนจำนวนผู้บริหารสถานศึกษาและครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับมาก (r = .742**)</p>
กันต์ธีร์ โพธิบัติ
ประยุทธ ชูสอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
72
84
-
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตสุดถิ่นไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3011
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตสุดถิ่นไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย และ 2. เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงานในสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 200 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) <br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงกลยุทธ์ รองลงมา คือ ด้านการนำการเปลี่ยนแปลงและการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ 2. ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงกลยุทธ์ ด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และด้านการนำการเปลี่ยนแปลงและการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ นอกจากนี้ ครูที่มีประสบการณ์การทำงานในสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 5 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />องค์ความรู้และข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์และการสร้างความแตกต่างตามคุณลักษณะของครู ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและยกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาได้</p>
ณัฐภัทร สุระรินทร์
น้ำฝน บุญนิยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
85
100
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิผลของชุมชน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3217
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการแบบการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิผลของชุมชน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 2) เพื่อพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกโรงเรียนต้นแบบโครงการส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะของผู้เรียนด้วยการเรียนรู้อย่างมีความสุข "เรียนที่ชอบ เส้นทางที่ใช่ ได้ความสุข" ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 โรงเรียน รวม 21 คน และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 359 คน ขั้นตอนที่ 2 ใช้เทคนิคเดลฟายแบบปรับปรุงในการตรวจสอบรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 17 ท่าน จำนวน 2 รอบ ขั้นตอนที่ 3 ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังในโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คน และขั้นตอนที่ 4 ใช้วิธีการสังเคราะห์ผลก่อนและหลังทดลองใช้ร่วมกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของกลุ่มตัวอย่างเพื่อปรับปรุงรูปแบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมของการบริหารงานวิชาการแบบการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิผลของชุมชน ในโรงเรียนมัธยมศึกษา เขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นภาพรวมเท่ากับ 0.209 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการบริหาร และแนวทางการประเมินผลประกอบด้วยขั้นตอน 5 ขั้นตอน คือ บริบทแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต/ผลลัพธ์ และข้อมูลย้อนกลับ จากการตรวจสอบรูปแบบพบว่ามีค่ามัธยฐานเท่ากับ 5 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 0 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ค่าเฉลี่ยประสิทธิผลหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 4) ผลการประเมินรูปแบบ พบอุปสรรคด้านเวลา ภาระงาน ความต่อเนื่องของภาคีเครือข่าย และความพร้อมด้านการสื่อสาร จึงปรับรูปแบบให้ยืดหยุ่น ลดงานซ้ำซ้อน และใช้การสื่อสารแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ สามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการบริหารงานวิชาการ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องและเครือข่ายชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และลำดับความสำคัญของการพัฒนา ลดงานซ้ำซ้อน และยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้</p>
จิราภรณ์ เชื้ออ่าว
ปุณณิฐฐา มาเชค
สมพงษ์ ปั้นหุ่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
101
120
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3014
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 327 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสําเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกนและทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ แบ่งเป็น 3 ตอน คือ 1) สถานภาพทั่วไป 2) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร 6 ด้าน และ 3) การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 6 ด้าน ซึ่งมีการทดลองใช้เครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน <br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมซึ่งอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนานักเรียน ด้านการพัฒนาวิชาชีพครู และด้านการสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยภาพรวมซึ่งอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมมือ รองลงมา คือ ด้านวิสัยทัศน์ร่วม ด้านภาวะผู้นำร่วม ด้านชุมชนกัลยาณมิตร ด้านการเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ และด้านโครงสร้างสนับสนุนชุมชน 3. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงกับการขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โดยเฉพาะด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และการทำงานแบบร่วมแรงร่วมใจซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ภัณฑิรา หวายคำ
นริศรา เสือคล้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-10
2026-04-10
5 2
121
134
-
แนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือทางการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3416
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความร่วมมือทางการศึกษา และเสนอแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือของโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 320 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมประเด็นความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่ การสื่อสาร การพึ่งพิงอิงร่วมกัน การแก้ปัญหา การประเมินผล และการพัฒนาแผนปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br />ผลการวิจัยสะท้อนว่า ความร่วมมือทางการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการสื่อสารมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือการพัฒนาแผนปฏิบัติการ การพึ่งพิงอิงร่วมกัน การแก้ปัญหา<br />และการประเมินผลตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบตามสถานภาพ พบว่าผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่การจำแนกตามขนาดสถานศึกษาพบความแตกต่างในบางมิติ โดยโรงเรียนขนาดใหญ่มีระดับความร่วมมือสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก<br />ข้อเสนอเชิงปฏิบัติชี้ให้เห็นว่า การยกระดับความร่วมมือควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการสื่อสารที่ชัดเจนและทั่วถึง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมที่มีเป้าหมายเดียวกัน การส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ร่วมกัน ตลอดจนการสร้างกลไกการแก้ปัญหาและการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่</p>
อภิญญา หอมนาน
นริศรา เสือคล้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-04-16
2026-04-16
5 2
135
146