https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/issue/feed วารสาร ปัญญาลิขิต 2026-03-25T00:00:00+07:00 พระสุภกิจ สุปญฺโญ, ดร. vi10.aquare333@gmail.com Open Journal Systems <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสาร ปัญญาลิขิต (Panyalikhit Journal)</strong><br /><strong>ISSN: 3056-9036 (Online)</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสาร ปัญญาลิขิต จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา การศึกษา และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ในบริบทสังคมปัจจุบัน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> ขอบเขตเนื้อหาของวารสารครอบคลุมสาขาหลัก ได้แก่ พระพุทธศาสนาและพุทธจิตวิทยา การบริหารและการจัดการศึกษา นวัตกรรมการเรียนการสอนและหลักสูตร การพัฒนาเด็กปฐมวัย สังคมศาสตร์และพฤติกรรมมนุษย์ รวมถึงการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสารรับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกสถาบัน โดยบทความทุกชิ้นต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในรูปแบบปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review) จำนวน 3 ท่าน และตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ทุก 3 เดือน</p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/3004 พุทธนวัตกรรม: การสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจ ในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2026-02-17T14:16:53+07:00 พระครูพิพิธปริยัติกิจ แสนโบราณ chayan.sae@mcu.ac.th ประยูร สุยะใจ chayan.sae@mcu.ac.th พระมหาสมชาย กิตฺติปญฺโญ chayan.sae@mcu.ac.th ถาวร ภูแผลงทอง chayan.sae@mcu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ 2) พัฒนากระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 3) ประเมินประสิทธิผลและนำเสนอโครงการพุทธนวัตกรรม: การสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้แนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจ การรับรู้ความสามารถแห่งตน และหลักพุทธธรรม โดยเฉพาะอริยสัจ 4 เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่ศึกษาคือหน่วยบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในเขตภาคกลาง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีผสานวิธี ในส่วนเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้แก่ พระสงฆ์ นักวิชาการด้านสุขภาพจิต บุคลากรสาธารณสุข และผู้นำชุมชน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงหัวข้อ ในส่วนเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ขึ้นทะเบียนในหน่วยบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจและแบบประเมินกระบวนการก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) จิตวิทยาสมัยใหม่และหลักพุทธธรรมมีจุดร่วมที่เสริมกันได้อย่างลงตัวโดยสามารถบูรณาการเป็นกรอบพุทธนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างพลังใจในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการเสริมสร้างสติ การพัฒนาการรับรู้ความสามารถแห่งตน การเรียนรู้แบบกลุ่ม และการประยุกต์อริยสัจ 4 ซึ่งมีความเหมาะสมกับบริบทสาธารณสุขปฐมภูมิ และ 3) หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความเข้มแข็งทางจิตใจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่สะท้อนถึงการยอมรับโรคการจัดการอารมณ์ และความหวังในชีวิตที่ดีขึ้น<br />ผลการวิจัยนำไปสู่แบบจำลองพุทธนวัตกรรมการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจแบบบูรณาการที่พร้อมนำไปใช้จริงในระดับชุมชนและขยายผลสู่การพัฒนาโปรแกรมสุขภาพองค์รวมต่อไป</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2972 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 2026-02-10T17:38:42+07:00 ต่อศักดิ์ ผาโคตร torsak.phak@northbkk.ac.th นิษรา พรสุริวงษ์ torsak.phak@northbkk.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 314 คน โดยวิธีการการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม และการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์สถิติการถดถอยแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กับการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับสูง( r = .960) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของการบริหารงานวิชาการ มีทั้งหมด 4 ตัวแปร เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ ด้านการมีความรู้และทักษะในการใช้ดิจิทัล (X<sub>3</sub>) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= .282) ด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล (X<sub>2</sub>) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= .282) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (X<sub>1</sub>) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= .264) และด้านการสื่อสารดิจิทัล (x<sub>4</sub>) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= .190) ซึ่งเป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีทั้ง 4 ตัวกับการบริหารงานวิชาการ ดังนั้น จึงสามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์การบริหารงานวิชาการ ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ </p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = .145 + .270X<sub>3</sub> + .264X<sub>2</sub> + .253X<sub>1</sub> + .174X<sub>4</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY = .282X<sub>3</sub> + .282X<sub>2</sub> + .264X<sub>1</sub> + .190X<sub>4</sub> </p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2495 กลยุทธ์การพัฒนาแบรนด์โรงแรมขนาดเล็กในย่านธุรกิจกรุงเทพฯ: การวิเคราะห์จากมุมมองผู้บริหาร 2025-12-01T10:54:49+07:00 พิชชากร พุ่มแก้ว pitchaohm@gmail.com ณกมล จันทร์สม pitchaohm@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทิศทางและกรอบคิดในการสร้างแบรนด์โรงแรมขนาดเล็กในย่านธุรกิจกรุงเทพฯ ที่เอื้อต่อความสำเร็จในอนาคต 2) เพื่อศึกษาแนวทางการวางแผนพัฒนา/ยกระดับแบรนด์และ กลยุทธ์การตลาดเชิงปฏิบัติที่ผู้บริหารใช้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาวะที่เปลี่ยนแปลง 3) เพื่อศึกษาความท้าทายหลักในการพัฒนาและบริหารแบรนด์ และวิเคราะห์แนวทางรับมือ/กลไกการตัดสินใจของผู้บริหาร 4) เพื่อศึกษาแนวทางที่ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจลงทุน/จัดสรรทรัพยากรสำหรับโรงแรมขนาดเล็กและความเชื่อมโยงต่อการเติบโตของแบรนด์ และ 5) เพื่อจัดทำแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาแบรนด์โรงแรมขนาดเล็กให้แข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทย่านธุรกิจกรุงเทพฯ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักที่เป็นผู้บริหารโรงแรมขนาดเล็กที่มีบทบาทกำหนดทิศทาง กลยุทธ์ของโรงแรมจำนวน 11 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงร่วมกับการสุ่มแบบลูกโซ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างแบรนด์โรงแรมขนาดเล็กในย่านธุรกิจกรุงเทพฯ ต้องตั้งอยู่บนฐานคุณภาพที่คาดหมายได้และไร้ความกังวล 2) แนวทางการพัฒนา/ยกระดับแบรนด์เน้นการยกระดับคุณภาพฐานให้สม่ำเสมอ กำหนดข้อเสนอคุณค่าและแพ็กเกจตรงไมโครเซกเมนต์ใช้ช่องทาง OTA ควบคู่การจองโดยตรง 3) ความท้าทายหลักครอบคลุมข้อจำกัดด้านทุนและกำลังคน ความสม่ำเสมอมาตรฐานบริการ ภาระการจัดการรีวิวและการสื่อสารออนไลน์ ความผันผวนของอุปสงค์ 4) การตัดสินใจลงทุนและจัดสรรทรัพยากรด้านแบรนด์/การตลาดใช้ตรรกะสองชั้น คือ ประเมินทำเล ความต้องการ โครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงร่วมกัน แล้วจึงจัดสรรงบประมาณด้านแบรนด์และการตลาด 5) แนวทางเชิงปฏิบัติที่เหมาะสมควรเชื่อมฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย เข้ากับเครื่องยนต์อุปสงค์หรือ OTA คอนเทนต์ออนไลน์ แคมเปญการตลาดและโครงสร้างระยะยาว เช่น ระบบ CRM และระบบบริหารราคา</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2572 The Constructive Role of Visual Narrative in Oral History of Kunming Old Street: An ‎Empirical Exploration Based on Participatory Reader Design 2025-12-08T10:53:15+07:00 Guan Limeng limengguan711@gmail.com Sarawuth Pintong limengguan711@gmail.com <p>Historic cultural districts serve as vital carriers of urban cultural memory and local identity. During rapid urbanization, while material heritage preservation receives attention, the risk of losing intangible community memories persists. This study aims to establish a methodological framework for participatory visual narrative design of oral history materials and examine its effectiveness in transforming archived memories into accessible cultural resources. Specific objectives include: (1) developing design principles for visual layout based on temporal, spatial, and character narrative structures; (2) exploring strategies for translating memory fragments into appropriate visual symbols and imagery; (3) evaluating readability and accessibility among target audiences; and (4) analyzing the method applicability for similar cultural heritage projects. Using the Kunming Old Street Cultural Reader project as a case study, this research employed participatory design methodology involving 108 oral history interviews with local residents, merchants, craftspeople, and scholars conducted between 2018-2024. The research utilized a qualitative-dominant mixed-methods approach through three iterative design cycles: (1) content selection and narrative structure development through collaborative workshops, (2) visual element creation and layout design integrating typography, imagery, and composition, and (3) prototype testing and refinement. Reader evaluation involved 150 participants across three demographic groups using structured interviews, focus group discussions, and readability assessments.</p> <p>The research successfully established a three dimensional narrative framework (temporal-spatial-character) that effectively integrates oral history materials into accessible visual formats. Evaluation results demonstrated positive reception across all demographic groups: elderly readers (89% enhanced neighborhood identity), middle aged residents (92% engagement with spatial narratives, 78% learned new neighborhood history), young readers (85% completion for illustrated sections), and general public (73% satisfaction with cultural accessibility, 81% increased interest in visiting the district). These findings validate the frameworks effectiveness in transforming individual memories into shared cultural understanding while achieving broad accessibility across diverse audiences, demonstrating significant societal impact for heritage preservation and community identity strengthening in rapidly urbanizing contexts.</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2982 คุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 2026-02-13T12:59:56+07:00 ‎ รัชพงศ์ ฤาชา tommyluecha@gmail.com ชาติชาย เกตุพรหม tommyluecha@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 จแนกตามประสบการณ์ ตำแหน่งหน้าที่และขนาดสถานศึกษากลุ่มตัวอย่างครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 34 คน และครูจำนวน 303 คน รวมทั้งสิ้น 337 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามคุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษา ของผู้บริหารสถานศึกษา มีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.888 เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยค่า (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (F-test) เมื่อพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>คุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>เปรียบเทียบคุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามประสบการณ์ ตำแหน่งหน้าที่ โดยรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนขนาดสถานศึกษา โดยรวมมีความแตกต่างกัน</li> </ol> <p>แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่มีประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 สามารถสรุปได้ดังนี้ ขนาดของสถานศึกษา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างเชิงประจักษ์ ซึ่งสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องสามารถนำข้อค้นพบนี้ไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนเชิงกลยุทธ์การจัดสรรทรัพยากร และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของโรงเรียนแต่ละขนาด เพื่อยกระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาในภาพรวมให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2698 การพัฒนาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายในการสร้างแนวทางการคุ้มครองเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิดก่อนและหลังการกระทำความผิด ศึกษาเฉพาะกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 2025-12-19T10:00:39+07:00 ศิริวรรณ กมลสุขสถิต siriwan.ak@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์บทบาทอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายไทยในการดูแลเด็กและเยาวชนทั้งก่อนและหลังกระทำความผิด ในกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 2) เพื่อสร้างแนวทางทางการคุ้มครองเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิดก่อนและหลังการกระทำความผิด ศึกษาเฉพาะกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และ3) เพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการในการพัฒนาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ทฤษฎีทางนิเวศน์วิทยา (Social Ecology Theories of Crime) ความสัมพันธ์กันทางสังคม สิ่งแวดล้อม อาจก่อให้เด็กและเยาวชนกระทำผิด ทฤษฎีอาชญาวิทยาเกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน ทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุการกระทำความผิดแรงจูงใจและแรงผลักดันในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเป็นกรอบการวิจัย มีพื้นที่วิจัย คือองค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน องค์การบริหารส่วนตำบลนครสวรรค์ออก สถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยรวมทั้งสิ้น 40 คน โดยแบ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลตามระดับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และขอบเขตเนื้อหาของข้อมูลที่เก็บรวบรวม ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยแบ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลตามระดับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ผู้ให้ข้อมูลระดับองค์กร สถานพินิจสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน จำนวน 5 ราย ผู้ให้ข้อมูลระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 ราย กลุ่มที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลระดับปัจเจกบุคคล คือ เด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ปกครอง จำนวน 10 ราย เด็กและเยาวชนที่อยู่ในชุมชนที่มีหรือเคยมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวน 10 ราย กลุ่มที่ 3ผู้เชี่ยวชาญได้แก่นักจิตวิทยาเด็ก จำนวน 3 ราย นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญคดีเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 2 รายรวมกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 40 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและอำนาจในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอันเป็นไปตามหลักตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และกฎหมายของส่วนท้องถิ่น และภารกิจที่เกิดขึ้นตามที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด 2) ให้มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมระดับต่าง ๆ ในการช่วยเหลือและสงเคราะห์แก่ผู้ติดยาเสพติดหรือผู้บำบัดรักษา 3)ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสร้างมาตรการ “ก่อน” กระทำความผิด (Pre-Offense) และการดูแล “หลัง” กระทำความผิด (Post-Offense) และจัดตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแบบครบวงจร</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2992 A Study on the Construction of Core Competence for New-Type Academic Librarians in University Libraries in the Digital Intelligence Era: An Indicator System Based on Delphi and AHP 2026-02-14T10:53:26+07:00 Jingze Jiang jingze.j@outlook.com Hui-Wen Vivian Tang 27887609@qq.com Yan-Hong Ye 27887609@qq.com Nien Tzu Hsieh 27887609@qq.com <p>The objectives of this article are 1) to identify the core competence dimensions of new-type academic librarians in the digital intelligence era, 2) to construct a systematic core competence indicator system using the Delphi method, and 3) to determine the relative importance of each competence dimension and indicator using the Analytic Hierarchy Process (AHP). This study adopted a methodological research design using a competence indicator construction framework as the research basis. The research area focused on university libraries undergoing digital and intelligent transformation. The sample consisted of 15 experts selected through purposive sampling, including academic researchers, library managers, digital transformation specialists, and related stakeholders. The research instruments included 1) a Delphi consultation questionnaire and 2) an AHP judgment matrix. Data were analyzed using descriptive statistics and consistency analysis.<br />The results of the research showed that: 1. A multi-dimensional core competence framework for new-type academic librarians was established, consisting of technology acceptance competence, explicit competence, and tacit competence. 2. The Delphi consultation confirmed a hierarchical indicator system with refined competence dimensions and sub-indicators that reflect the requirements of intelligent library services. 3. The AHP results indicated that explicit competence had the highest weight, followed by tacit competence and technology acceptance competence, highlighting the importance of AI-enabled skills and digital service capabilities in the digital intelligence era.<br />The findings provide a practical reference for librarian training, competence evaluation, and professional development planning in university libraries.</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2854 ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของผู้ทรงสิทธิ จากการถูกละเมิดหรือบิดเบือน 2026-01-22T11:14:23+07:00 บุษกร วัฒนบุตร busaaiey2516@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคำจำกัดความของผู้ทรงสิทธิ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น <br />2) เพื่อศึกษาสิทธิของผู้ทรงสิทธิ์ในกรณีมีการละเมิดหรือบิดเบือนภูมิปัญญาท้องถิ่นของผู้ทรงสิทธิ <br />และ 3) เพื่อสร้างแนวทางในการในการคุ้มครองการละเมิดหรือบิดเบือนภูมิปัญญาท้องถิ่นของผู้ทรงสิทธิ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสารและเปรียบเทียบ พบว่า กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ไม่สามารถใช้คุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นองค์ความรู้ร่วมของชุมชนและสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ขัดแย้งกับหลักการเน้นความเป็นเจ้าของเดี่ยวและเงื่อนไขความเป็นสิ่งใหม่</p> <p>แม้กฎหมายไทยในปัจจุบันจะรับรอง ชุมชน เป็นผู้ทรงสิทธิหลักตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ. มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แต่สิทธิดังกล่าวยังจำกัดอยู่เพียงมิติของการ อนุรักษ์และการดูแล เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ช่องว่างทางกฎหมายในการป้องกันและฟ้องร้องเมื่อเกิดการละเมิดเชิงพาณิชย์ (Biopiracy)</p> <p>งานวิจัยจึงเสนอแนวทางการแก้ไขผ่านการสร้าง มาตรการคุ้มครองจำเพาะ (Sui Generis Protection) สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งต้องกำหนด นิยามผู้ทรงสิทธิร่วมของชุมชน ให้ชัดเจน และจัดตั้ง กลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อมอบอำนาจทางกฎหมายแก่ชุมชนในการควบคุมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมเมื่อมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปต่อยอดได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/PYJ/article/view/2975 ความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการโพสต์แขวนผู้อื่น 2026-02-10T17:40:42+07:00 ชัชทพงษ์ เชื้อดี 41970492@chonburi.spu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการโพสต์แขวนผู้อื่น ‎โดยมีขอบเขตเนื้อหาครอบคลุมแนวคิดและลักษณะของการโพสต์แขวน กฎหมายแพ่งและอาญาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ‎ความผิดฐานหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และการคุกคามทางเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ‎รวมถึงกฎหมายเฉพาะ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 2 พ.ศ. ‎‎2560) และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ตลอดจนแนวทางของกฎหมายต่างประเทศ ‎โดยเฉพาะสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยที่บังคับใช้กับการโพสต์แขวนผู้อื่นมีความซับซ้อน ‎เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ยังขาดความครอบคลุมในบางกรณี โดยเฉพาะกรณีการแชร์ภาพ ‎หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น (Doxing) ที่ยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ ‎ทำให้ยากต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>บทความนี้จึงเสนอแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ‎ให้มีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับความรับผิดทางกฎหมายสำหรับการโพสต์แขวนผู้อื่นเพื่อให้มีความเหมาะสมทชัดเจน‎และมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้เสียหายในยุคดิจิทัล</p> 2026-03-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร ปัญญาลิขิต