พุทธนวัตกรรม: การสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจ ในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ 2) พัฒนากระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ 3) ประเมินประสิทธิผลและนำเสนอโครงการพุทธนวัตกรรม: การสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้แนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจ การรับรู้ความสามารถแห่งตน และหลักพุทธธรรม โดยเฉพาะอริยสัจ 4 เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่ศึกษาคือหน่วยบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิในเขตภาคกลาง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีผสานวิธี ในส่วนเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้แก่ พระสงฆ์ นักวิชาการด้านสุขภาพจิต บุคลากรสาธารณสุข และผู้นำชุมชน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงหัวข้อ ในส่วนเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ขึ้นทะเบียนในหน่วยบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจและแบบประเมินกระบวนการก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์
ผลการวิจัยพบว่า 1) จิตวิทยาสมัยใหม่และหลักพุทธธรรมมีจุดร่วมที่เสริมกันได้อย่างลงตัวโดยสามารถบูรณาการเป็นกรอบพุทธนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างพลังใจในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการเสริมสร้างสติ การพัฒนาการรับรู้ความสามารถแห่งตน การเรียนรู้แบบกลุ่ม และการประยุกต์อริยสัจ 4 ซึ่งมีความเหมาะสมกับบริบทสาธารณสุขปฐมภูมิ และ 3) หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความเข้มแข็งทางจิตใจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่สะท้อนถึงการยอมรับโรคการจัดการอารมณ์ และความหวังในชีวิตที่ดีขึ้น
ผลการวิจัยนำไปสู่แบบจำลองพุทธนวัตกรรมการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจแบบบูรณาการที่พร้อมนำไปใช้จริงในระดับชุมชนและขยายผลสู่การพัฒนาโปรแกรมสุขภาพองค์รวมต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต. (2563). แนวทางการคัดกรองและการดูแลสุขภาพจิตในผู้ที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต.
นริสา วงศ์พนารักษ์, และสายสมร เฉลยกิตติ. (2559). ภาวะซึมเศร้า: ปัญหาสุขภาพจิตสำคัญในผู้สูงอายุ. วารสารพยาบาลทหารบก, 17(3), 14–22.
พุทธทาสภิกขุ. (2556). อริยสัจจากพระโอษฐ์. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2560). พุทธธรรม: ฉบับปรับขยาย. กรุงเทพฯ: ผลิธัมม์.
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. (2550). พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ.
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. New York, NY: W. H. Freeman.
Grossman, P., Niemann, L., Schmidt, S., & Walach, H. (2004). Mindfulness-based stress reduction and health benefits: A meta-analysis. Journal of Psychosomatic Research, 57(1), 35–43.
Grotberg, E. H. (1995). A guide to promoting resilience in children: Strengthening the human spirit. The Hague, The Netherlands: Bernard van Leer Foundation.
Kabat-Zinn, J. (1982). An outpatient program in behavioral medicine for chronic pain patients based on the practice of mindfulness meditation. General Hospital Psychiatry, 4(1), 33–47.
Ryff, C. D., & Singer, B. (2003). Flourishing under fire: Resilience as a prototype of challenged thriving. Psychological Inquiry, 14(2), 139–148.
Southwick, S. M., Bonanno, G. A., Masten, A. S., Panter-Brick, C., & Yehuda, R. (2014). Resilience definitions, theory, and challenges: Interdisciplinary perspectives. European Journal of Psychotraumatology, 5, 25338.
World Health Organization. (2023). Noncommunicable diseases: Key facts. Retrieved June 12, 2025, from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/noncommunicable-diseases