วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal <p> <strong>วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม </strong>มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขาวิชาการจัดการ การบัญชี การเงิน การโรงแรมและการท่องเที่ยว การตลาด นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจดิจิทัล คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน<br /> วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่เสนอจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพแบบ Double-Blind Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อรับรองคุณภาพและความเป็นกลางทางวิชาการ<br /> วารสารนี้เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br /> - ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือน มกราคม - เมษายน <br /> - ฉบับที่ 2 ระหว่างเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม <br /> - ฉบับที่ 3 ระหว่างเดือน กันยายน - ธันวาคม <br /> วารสารมีเป้าหมายเป็นเวทีเผยแพร่ความรู้ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาทางวิชาการ การวิจัย และการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและภาคการศึกษา</p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร MS.RMU.Journal@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยธวัช ศิริบวรพิทักษ์) MS.RMU.Journal@gmail.com (ดร.เกรียงไกร นามนัย) Tue, 28 Apr 2026 19:15:52 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการมุ่งเน้นเทคโนโลยี ความสามารถทางดิจิทัล และประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตภาคตะวันออก https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3497 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการมุ่งเน้นเทคโนโลยี ความสามารถทางดิจิทัล และประสิทธิภาพการทำงาน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักบัญชีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตภาคตะวันออก จำนวน 180 คน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยตัวแปรภายในแฝง 2 ตัวแปร คือความสามารถทางดิจิทัล และประสิทธิภาพการทำงาน ตัวแปรภายนอกแฝง 1 ตัว คือ การมุ่งเน้นเทคโนโลยี วัดจากตัวแปรสังเกตได้ 9 ตัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงตั้งแต่ 0.752 ถึง 0.796 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัย พบว่า การมุ่งเน้นเทคโนโลยีเป็นปัจจัยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถทางดิจิทัลมากที่สุด และผลการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบว่า โมเดลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;X^{2}" alt="equation">= 1.683, p-value = 1.000, df = 24 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;X^{2}" alt="equation">/df =0.0.070), RMSEA = 0.000, GFI = 0.998, AGFI = 0.996, NFI = 0.999, NNFI = 1.000, IFI = 1.000,&nbsp; CFI = 1.000, RFI = 0.999, SRMR = 0.005, CN = 257.141) แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสมพอดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี</p> วรพรรณ รัตนทรงธรรม, เฉวียง วงค์จินดา, จารุวรรณ ชาวกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3497 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: การยกระดับสมรรถนะนักสื่อความหมายท้องถิ่นบนรถรางนำเที่ยว จังหวัดนครพนม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3559 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของนักสื่อความหมายผู้สูงอายุท้องถิ่นบนรถรางนำเที่ยว จังหวัดนครพนม และ 2) ถอดบทเรียนองค์ความรู้ด้านการเป็นนักสื่อความหมายผู้สูงอายุท้องถิ่นบนรถรางนำเที่ยว จังหวัดนครพนม กิจกรรมที่ใช้คือการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการพัฒนาศักยภาพของนักสื่อความหมายผู้สูงอายุท้องถิ่น จังหวัดนครพนมซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น จัดโดยเทศบาลเมืองนครพนม มีผู้เข้าร่วมโครงการซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุนครพนม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้คือค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับสมรรถนะของนักสื่อความหมายผู้สูงอายุท้องถิ่นบนรถรางนำเที่ยว จังหวัดนครพนม ใน 9 ด้าน มีรายละเอียดดังนี้ ด้านความรู้สถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่ในระดับมาก ด้านแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมอยู่ในระดับมาก ด้านความรู้แหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นจังหวัดนครพนมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านทักษะวิชาชีพนักสื่อความหมายท้องถิ่นอยู่ในระดับมาก ด้านทักษะการสื่อสารและการนำเที่ยวอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการใช้จิตวิทยาบริการอยู่ในระดับปานกลาง ด้านมนุษยสัมพันธ์ในงานบริการอยู่ในระดับมาก ด้านบทบาทหน้าที่ของนักสื่อความหมายท้องถิ่นบนรถรางอยู่ในระดับปานกลาง และด้านการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยจิตบริการอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) การถอดบทเรียนองค์ความรู้พบว่า ผู้สูงอายุมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและความรู้เชิงพื้นที่ที่เข้มแข็งสามารถเล่าเรื่องราวท้องถิ่นได้อย่างมีชีวิตชีวาจากประสบการณ์ตรง โดยมีจุดแข็งด้านความรู้แหล่งท่องเที่ยวและจิตบริการ ส่วนด้านที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมคือทักษะการสื่อสาร การนำเที่ยว และความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของนักสื่อความหมายอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนักสื่อความหมายผู้สูงอายุท้องถิ่นในพื้นที่อื่นต่อไป</p> ปิยะพงษ์ นาไชย, ชลิดา ช่วยสุข, ธาวิษ ถนอมจิตศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3559 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารเชิงรุกของตำรวจโรงพักในบริบทดิจิทัล: ช่องว่างระหว่างมายาคติและการสร้างชุมชนผ่าน FACEBOOK INSIGHTS https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3560 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบและแนวทางการสื่อสารเชิงรุกของตำรวจโรงพักในบริบทดิจิทัล 2) วิเคราะห์ช่องว่างระหว่างความพยายามสื่อสารเชิงรุกของตำรวจกับมายาคติและการรับรู้ของประชาชน และ 3) เสนอแนวทางการสื่อสารที่นำไปสู่การสร้างความไว้วางใจและการสร้างชุมชนอย่างแท้จริง โดยใช้กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ของสถานีตำรวจภูธรวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ (Data Analytics) บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook Insights ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ถึง 29 มกราคม 2569 ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการสื่อสารเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการใช้เนื้อหาประเภท "รูปภาพเล่าเรื่อง" และ "วิดีโอสั้น" (Reels) ที่มีความเป็นกันเอง (Humanizing) ซึ่งสามารถสร้างยอดการเข้าถึง (Impressions) สูงสุดในช่วงเดือนมกราคม 2569 โดยมีอัตราการโต้ตอบ (Engagement) สูงกว่าเนื้อหาทางราชการทั่วไปถึง 5 เท่า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารที่เน้นการรื้อถอนมายาคติอำนาจนิยมเดิมและแทนที่ด้วยความเป็นมนุษย์สามารถลดช่องว่างความห่างเหินและนำไปสู่การสร้าง "ชุมชนดิจิทัล" ที่เข้มแข็งซึ่งส่งผลต่อเนื่องต่อความร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> สิทธิพงษ์ ศรีกุลบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3560 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 วิวัฒนาการชินจังจอมแก่น: การเปลี่ยนผ่านจากขบถทางกายภาพสู่จริยธรรม การสื่อสารข้ามพ้นวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3555 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านสถานะของตัวละคร "ชินจัง" จากขบถทางกายภาพสู่สัญลักษณ์การสื่อสารในวัฒนธรรมดิจิทัล (2) เพื่อสำรวจจริยธรรมการสื่อสารข้ามพ้นวัฒนธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ (3) เพื่อประเมินผลกระทบของดิจิทัลดิสรัปชันที่มีต่อการตีความพฤติกรรมไม่เหมาะสมในอดีตสู่เครื่องมือสร้างจริยธรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ในยุคอนาล็อกพฤติกรรมของชินจังถูกนิยามเป็น “ขบถทางกายภาพ” ที่ท้าทายบรรทัดฐานสังคมผ่านร่างกายแต่เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลดิสรัปชัน พฤติกรรมเหล่านี้ได้ถูกรื้อสร้างความหมายใหม่ผ่านกระบวนการก้าวพ้นวัฒนธรรม (Transculturalism) กลายเป็นสัญรูปดิจิทัล (Digital Icon) ที่ใช้สื่อสารอารมณ์และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์แก่ผู้ใช้ในฐานะฐานันดรที่ 5 การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนให้เห็นว่าจริยธรรมสื่อดิจิทัลได้ย้ายฐานจากการกำกับดูแลโดยรัฐหรือสถาบันทางสังคมมาสู่การตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อตนเองในโลกที่ไร้พรมแดน</p> สิทธิพงษ์ ศรีกุลบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3555 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของเทศกาลสร้างสรรค์ในการดึงดูดกลุ่มผู้ทำงานทางไกล (นักดิจิทัลสัญจร): การวิเคราะห์ผลกระทบและการปรับตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3558 <p>บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของเทศกาลสร้างสรรค์ในการดึงดูดนักดิจิทัลสัญจรเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยใช้กรอบการสร้างสรรค์เชิงพื้นที่ (Richards, 2020) และการยึดครองพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ชั่วคราว (Stevens &amp; Dovey, 2023) เป็นฐานทางทฤษฎี การวิเคราะห์ครอบคลุมห้ามิติที่สอดประสานกัน ได้แก่ การเคลื่อนย้ายของนักดิจิทัลสัญจรจากเมืองหลักสู่เมืองรอง บทบาทของเทศกาลสร้างสรรค์ในฐานะสมอทางวัฒนธรรมที่ลดกำแพงความแปลกแยกระหว่างนักดิจิทัลสัญจรกับชุมชน ระบบนิเวศดิจิทัลและพื้นที่ทำงานร่วมในจังหวัดนำร่อง ตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการท่องเที่ยวแบบกลุ่มทัวร์อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการจับจ่ายที่กระจายตัวและอัตราการรั่วไหลทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า และกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจท้องถิ่นที่รักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมบริการกับความแท้จริงทางวัฒนธรรม &nbsp;ผลการศึกษาพบว่าอีสานมีศักยภาพพัฒนาสู่จุดหมายปลายทางเชิงสร้างสรรค์ได้โดยไม่ต้องเดินตามรอยเชียงใหม่หรือบาหลี แต่ต้องอาศัยยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการที่เชื่อมต่อเทศกาล ระบบนิเวศดิจิทัล และวิสาหกิจชุมชนเข้าด้วยกัน บทความเสนอกรอบยุทธศาสตร์สร้างสรรค์ที่นี่ซึ่งยกระดับจากแนวคิดทำงานที่นี่ของ Bednorz (2024) พร้อมข้อเสนอแนะทั้งเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาค</p> มัลลิกา เจแคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/3558 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700