https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/issue/feed
วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-08-29T20:23:08+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยธวัช ศิริบวรพิทักษ์
MS.RMU.Journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p> <strong>วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม </strong>มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขาวิชาการจัดการ การบัญชี การเงิน การโรงแรมและการท่องเที่ยว การตลาด นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจดิจิทัล คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน<br /> วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่เสนอจะต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพแบบ Double-Blind Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อรับรองคุณภาพและความเป็นกลางทางวิชาการ<br /> วารสารนี้เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br /> - ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือน มกราคม - เมษายน <br /> - ฉบับที่ 2 ระหว่างเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม <br /> - ฉบับที่ 3 ระหว่างเดือน กันยายน - ธันวาคม <br /> วารสารมีเป้าหมายเป็นเวทีเผยแพร่ความรู้ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาทางวิชาการ การวิจัย และการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและภาคการศึกษา</p>
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/4158
อิทธิพลของกลยุทธ์โลจิสติกส์สีเขียวต่อผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ของธุรกิจพาเลทให้เช่า
2026-08-29T15:35:49+07:00
ภคพร ผงทอง
pakaporn.p@nrru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับกลยุทธ์โลจิสติกส์สีเขียวและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม 2) ศึกษาอิทธิพลของกลยุทธ์โลจิสติกส์สีเขียวต่อผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจพาเลทให้เช่า โดยใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 285 ชุด สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์โลจิสติกส์สีเขียวและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจพาเลทให้เช่าอยู่ในระดับมาก โดยกลยุทธ์โลจิสติกส์สีเขียวสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมได้ร้อยละ 74.7 เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ การขนส่งสีเขียว การจัดการย้อนกลับและการรีไซเคิล และการจัดการทรัพยากรและบุคลากร ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการกลยุทธ์โลจิสติกส์สีเขียวอย่างครอบคลุมตลอดกระบวนการดำเนินงาน มีส่วนสำคัญในการยกระดับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจพาเลทให้เช่าในระยะยาว</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/4159
อิทธิพลของความพร้อมในการใช้พลังงานทางเลือกที่ส่งผลต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดสุพรรณบุรี
2026-08-29T17:26:59+07:00
ธนาการ ประภาสัจจะเวทย์
thanakrantkpss@stc.ac.th
จาตุรงค์ พึ่งจักคลี่
chaturong1977@gmail.com
มานพ เสาะแสวง
nopmcsp2547@gmail.com
ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย
tchaipisit5@gmail.com
อนันต์ น้อยมหาพรหม
anannoi07@stc.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพร้อมในการใช้พลังงานทางเลือกและแนวทางการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 2) ศึกษาอิทธิพลของความพร้อมในการใช้พลังงานทางเลือกที่ส่งผลต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 259 ชุด สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าระดับความพร้อมในการใช้พลังงานทางเลือกและแนวทางการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมาก โดยความพร้อมในการใช้พลังงานทางเลือกส่งผลต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญที่ร้อยละ 68 จากผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีอิทธิพลสูงสุดต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานฟอสซิล นอกจากนี้ ควรพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะด้านการจัดการพลังงาน เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/4160
ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายต่ออบายมุขแฝงในประเพณี: เสียงสะท้อนของพลเมืองดิจิทัลพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ
2026-08-29T18:05:02+07:00
สิทธิพงษ์ ศรีกุลบุตร
6512342007@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์และรูปแบบโครงสร้างของอบายมุขแฝงในงานประเพณีท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ (2) วิเคราะห์ช่องว่างระหว่างมายาคติเชิงวัฒนธรรมดั้งเดิมกับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับปฏิบัติการ (3) ศึกษาบทบาทและอิทธิพลของพลเมืองดิจิทัลในฐานะผู้กำหนดวาระสารสาธารณะ และ (4) สังเคราะห์แนวทางเบื้องต้นเชิงนโยบายระดับท้องถิ่นในการบริหารจัดการพื้นที่ประเพณีทางวัฒนธรรมปลอดอบายมุขอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) บูรณาการระหว่างการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนาทางดิจิทัล (Digital Ethnography) ผ่านการรวบรวมคลังข้อมูลตัวบทดิจิทัล (Text Corpus) จำนวน 1,450 ข้อความ นำมาวิเคราะห์ความถี่คำและบริบทด้วยโปรแกรม Voyant Tools ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 3 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ (1) ผู้แทนภาครัฐและผู้บังคับใช้กฎหมาย (2) ผู้แทนพลเมืองดิจิทัลและสื่อท้องถิ่น และ (3) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Qualitative Content Analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) จนข้อมูลบรรลุความอิ่มตัว (Data Saturation) ผลการวิจัยพบว่า งานประเพณีดั้งเดิมถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมในลักษณะ "พาณิชย์นิยมล้นเกิน" โดยกลุ่มทุนผู้จัดงานได้สถาปนา "เกราะสัญญะสองชั้น" นำวาทกรรม Soft Power และการกระตุ้นเศรษฐกิจมาบังหน้าความชอบธรรมร่วมกับระบบสินบนในระดับปฏิบัติการ ทว่าปฏิบัติการสอดส่องของพลเมืองดิจิทัล (Digital Vigilantism) ผ่านเฟซบุ๊กเพจท้องถิ่น ได้ทำหน้าที่ตีกรอบความคิดกลับ (Counter-Framing) และกำหนดวาระสารสาธารณะจากล่างขึ้นบน เกิดกระแสแห่คล้อยตามของมวลชน (Bandwagon Effect) บีบให้ภาครัฐระดับนโยบายต้องตอบสนองเชิงรุกเพื่อรักษาความเชื่อถือไว้วางใจในภาครัฐ (Public Trust) งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะเชิงนโยบายให้แปรเปลี่ยนมติมหาชนออนไลน์สู่ "สัญญาประชาคมดิจิทัล" ผ่าน "กลไกการสื่อสารประชาพิจารณ์ท้องถิ่น" (Public Hearing) ในรูปแบบสภาธรรมาภิบาลเปิดพื้นที่กว้าง เพื่อทำลายคอขวดทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่และระงับเหตุความขัดแย้งในพื้นที่วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/4161
การประเมินผลการดำเนินโครงการ Creative Tourism: การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์และภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2026-08-29T19:57:40+07:00
อนรรฆมณี โภคสวัสดิ์
anakkhamanee.po@rmu.ac.th
นริศรา คำสิงห์
narisara.rmu@gmail.com
คัมภีรพรรณ จักรบุตร
khampheeraphan2527@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินผลการดำเนินโครงการ Creative Tourism: การจัดการท่องเที่ยว โดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์และภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน 2) ศึกษาผลลัพธ์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการรับรู้ และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการในอนาคต เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 70 คน โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด (Census) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.35) โดยด้านวิทยากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.52) รองลงมา ได้แก่ ด้านเนื้อหา (𝑥̄ = 4.40) ด้านการจัดกิจกรรม (𝑥̄ = 4.33) และด้านการนำไปใช้ประโยชน์ (𝑥̄ = 4.15) ตามลำดับ สำหรับผลลัพธ์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการรับรู้ โดยรวมอยู่<br>ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.36) โดยด้านการอนุรักษ์และต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̄ = 4.47) รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาศักยภาพของชุมชน (𝑥̄ = 4.38) ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (𝑥̄ = 4.32) และด้านการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม (𝑥̄ = 4.25) ผลการวิจัยสะท้อนว่าโครงการสามารถเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน ส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนวางรากฐานการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์และการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องยังเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ดังนั้น ควรส่งเสริมการติดตามผลหลังการอบรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการท่องเที่ยว การตลาดดิจิทัล และการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับผลลัพธ์ของโครงการให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/MS-RMUJournal/article/view/4164
การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยใช้ภูมิปัญญาสมุนไพรเป็นฐาน ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
2026-08-29T20:23:08+07:00
นริศรา คำสิงห์
narisara.rmu@gmail.com
คัมภีรพรรณ จักรบุตร
khampheeraphan2527@gmail.com
กุลธิดา ยามี
kulthidayamee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 2) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยใช้ทรัพยากรและ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐาน และ 3) ประเมินความเหมาะสมของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พัฒนาขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 50 คน ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ นักท่องเที่ยวทดลอง จำนวน 30 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 20 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน 5 คน ปราชญ์ชาวบ้าน 5 คน สมาชิกกลุ่มสมุนไพร 5 คน และผู้ประกอบการท่องเที่ยว 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมของเส้นทางท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ตำบลหัวขวางมีศักยภาพด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากฐานทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน และภูมิปัญญาด้านสมุนไพรพื้นบ้านสามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายใต้แนวคิด “พักกาย ฟื้นใจ เรียนรู้ภูมิปัญญาสมุนไพรกับชุมชน” ประกอบด้วย6 ฐานกิจกรรม ได้แก่ กราบพระและให้อาหารลิง ชิมชาสมุนไพร เรียนรู้สมุนไพรพื้นบ้าน ทำอาหารถิ่น การทำลูกประคบสมุนไพร และการนวดเพื่อสุขภาพ ผลการประเมินความเหมาะสมของเส้นทางท่องเที่ยวอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ = 4.69) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้กรอบแนวทางที่สังเคราะห์จากผลการวิจัย“HUAKWANG WELLNESS MODEL” เป็นแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยใช้ทุนและศักยภาพของชุมชนเป็นฐาน</p>
2026-08-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม