วารสารการบริหารและความเป็นผู้นำทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD <p><strong>วารสาร</strong><span class="s1"><strong>การบริหารและความเป็นผู้นำทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง</strong></span></p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาการบริหารการศึกษาและความเป็นผู้นำทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา นโยบายการศึกษาและความเป็นผู้นำในบริบททางการศึกษา ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยครอบคลุมเนื้อหาด้าน</p> <ul> <li class="py-1 [&amp;&gt;p]:inline">การบริหารการศึกษา (Educational Administration)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&amp;&gt;p]:inline">ภาวะผู้นำทางการศึกษา (Educational Leadership)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&amp;&gt;p]:inline">นวัตกรรมการบริหารและการนำองค์กรทางการศึกษา (Innovation in Educational Management and Organizational Leadership)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&amp;&gt;p]:inline">การบริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลและการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (Educational Administration in the Digital Era and Data-Driven Leadership)</li> </ul> <p> </p> <p> </p> th-TH <p style="margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding: 0px;"><span style="color: #0d0d0d; font-size: 12.0pt;">The authors are solely responsible for the ideas and recommendations presented in articles published in the LEAD Journal RU. If any inaccuracies occur, the authors accept full responsibility. </span></p> <p style="margin: 0px; padding: 0px;"> </p> <p style="margin: 0px; padding: 0px;"><span style="color: #0d0d0d; font-size: 12.0pt;">Moreover, the Editorial Board, Editorial Team, and Committee of the LEAD Journal RU are committed to maintaining the integrity of the principles reflected in the authors' contributions. </span></p> <p style="margin: 0px; padding: 0px;"> </p> <p style="margin: 0px; padding: 0px;"><span style="color: #0d0d0d; font-size: 12.0pt;">Consequently, Ramkhamhaeng University, the Editorial Board, Editorial Team, and Editors shall not be held liable for any outcomes arising from the authors' presentation of their ideas and recommendations within the LEAD Journal RU.</span></p> leadjournal2023@gmail.com (Assistant Professor Patumphorn Piatanom, Ph.D., SFHEA.) leadjournal2023@gmail.com (Assistant Professor Patumphorn Piatanom, Ph.D. SFHEA.) Fri, 28 Aug 2026 20:52:59 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 หน้าปก ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2569) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4479 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4479 Wed, 14 Oct 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการและการใช้ข้อมูลในโรงเรียนประถมศึกษาชนบท: บทเรียนจากการใช้ TR-IMPACT Model ของสถานศึกษารางวัลพระราชทาน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4127 <p class="p1">การมีข้อมูลนักเรียนอยู่ในระบบไม่ได้แปลว่าข้อมูลนั้นถูกนำมาใช้ปรับการสอน โดยเฉพาะ ในโรงเรียนชนบทที่มีครูน้อยและงบประมาณจำกัด บทความวิชาการนี้ถอดบทเรียนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑๐๒<span class="s1"> (</span>บ้านเกาะเต่า<span class="s1">) </span>จังหวัดตรัง สถานศึกษารางวัลพระราชทาน ปีการศึกษา<span class="s1"> 2568 </span>ที่ใช้<span class="s1"> TR-IMPACT Model </span>ซึ่งเป็นกรอบการบริหาร<span class="s1"> 8 </span>องค์ประกอบที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นเอง ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่วันที่<span class="s1"> 5 </span>ตุลาคม<span class="s1"> 2566 </span>วิเคราะห์เอกสารปีการศึกษา<span class="s1"> 2565–2567 </span>โดยแยกช่วงก่อนรับตำแหน่ง ช่วงเปลี่ยนผ่าน และปีเต็มแรก ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้บริหารเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ<span class="s1"> (PLC) </span>ในฐานะผู้ร่วมเรียนรู้ และโรงเรียนกำหนดล่วงหน้าว่าข้อมูลชุดใดใช้ตัดสินใจเรื่องใด คะแนนเฉลี่ย<span class="s1"> O-NET </span>ชั้นประถมศึกษาปีที่<span class="s1"> 6 </span>เพิ่มจาก<span class="s1"> 35.59 </span>เป็น<span class="s1"> 38.05 </span>และร้อยละของนักเรียนที่ได้ผลการเรียนภาษาไทยระดับ<span class="s1"> 3 </span>ขึ้นไปเพิ่มจาก<span class="s1"> 73.22 </span>เป็น<span class="s1"> 83.97 </span>แต่ข้อมูลมาจากกรณีเดียวและเป็นนักเรียนต่างรุ่น จึงสรุปความเป็นเหตุและผลไม่ได้ บทเรียนสำหรับโรงเรียนชนบทอื่นคือ วางแผนจากทุนของพื้นที่ กำหนดหลักฐานไปพร้อมกับแผน และใช้<span class="s1"> PLC </span>เป็นที่นำข้อมูลกลับมาปรับการสอน</p> นายวรพล ศรีเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4127 Wed, 14 Oct 2026 00:00:00 +0700 การสนทนากลุ่มในการวิจัยเชิงคุณภาพทางการศึกษา จากหลักการสู่วิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4275 <p>การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพสูงในการทำความเข้าใจพลวัตซับซ้อนทางการศึกษา จุดแข็งของการสนทนากลุ่มอยู่ที่การใช้พลวัตกลุ่ม (Group Dynamics) เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความหมายร่วมกัน ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองร่วม และความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างกันภายในกลุ่ม อันเป็นมิติที่ต่างจากมุมมองเชิงลึกส่วนบุคคลที่ได้จากการสัมภาษณ์รายบุคคล บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ การสนทนากลุ่มในงานวิจัยเชิงคุณภาพทางการศึกษา โดยสังเคราะห์จากตำราและงานวิจัยด้านระเบียบวิธี พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ในงานวิจัยด้านการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำทางการศึกษา ครอบคลุมแนวคิดพื้นฐานและวัตถุประสงค์ คุณลักษณะสำคัญ ข้อดีและข้อจำกัด เครื่องมือ กระบวนการดำเนินงานทั้งสามระยะ (ก่อน ระหว่าง และหลังการสนทนา) เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและปฏิสัมพันธ์ และข้อพิจารณาทางจริยธรรม ผลการสังเคราะห์ได้กรอบแนวทางการดำเนินการสนทนากลุ่มที่เชื่อมหลักการกับการปฏิบัติในทุกระยะ และชี้ว่าคุณภาพของข้อมูลขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสถานศึกษา การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีความเป็นเอกพันธ์ และสมรรถนะของผู้ดำเนินการสนทนา บทความนี้จึงเสนอเป็นกรอบแนวทางเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติสำหรับนักวิจัย เพื่อให้การเก็บข้อมูลมีความรัดกุม น่าเชื่อถือ และทรงคุณค่าต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ, คำรณ สิระธนกุล, สำเริง อ่อนสัมพันธุ์, ทรงเดช สอนใจ, ณัฐชยา สมมาศเดชสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4275 Thu, 01 Oct 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ปรัชญาและทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การกับการป้องกันภาวะหมดไฟในบริบท การบริหารการศึกษา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/LEADJournalRU0305AA4284 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดปรัชญาการศึกษาและทฤษฎีวัฒนธรรม องค์การ และนำเสนอแนวทางการประยุกต์เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ (Burnout) ในบริบท การบริหารการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ขอบเขตการสังเคราะห์ครอบคลุมปรัชญา ประสบการณ์นิยม ที่เน้น “โลกแห่งประสบการณ์” (The world of experience) และการเรียนรู้ โดยการลงมือทำ (Learning by Doing) ร่วมกับทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การ 3 ทฤษฎี คือ 1) ทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การของ Edgar Schein <br />2) Competing Values Framework (CVF) ของ Cameron และ Quinn และ 3) Culture Change Model ของ Roger Connors และ Tom Smith รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยของภาวะหมดไฟในครู ผลการสังเคราะห์พบว่า ทฤษฎีทั้ง 3 มีความสอดคล้องกับบริบททางการศึกษา 3 บริบท คือ บริบทด้านสถานที่ สิ่งแวดล้อม และสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมองค์การ บริบทด้านหลักสูตร ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และบริบทด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในสถานศึกษา ซึ่งเชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงของภาวะหมดไฟ ได้แก่ ประสบการณ์ทำงาน จำนวนชั่วโมงการสอน</p> <p>และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานข้อเสนอเชิงประยุกต์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาอาจใช้ ปรัชญาประสบการณ์นิยมและทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การ เป็นกรอบในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกให้ครูใหม่ การจัดสรรภาระงานอย่างเหมาะสม และการส่งเสริมวัฒนธรรมแบบเกื้อกูล ซึ่งอาจสนับสนุนการลดความเสี่ยง ของภาวะหมดไฟในที่ทำงาน และเอื้อต่อการสร้างอัตลักษณ์ที่ดีงามของวัฒนธรรมองค์การ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าว</p> Watchara Ketthongma ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/LEADJournalRU0305AA4284 Tue, 29 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบาทผู้นำกับการลดช่องว่างระหว่างวัยของบุคลากรในสถานศึกษา https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/3580 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำในการลดช่องว่างระหว่างวัยของบุคลากรในสถานศึกษา และสังเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายของบุคลากรต่างช่วงวัย อันประกอบด้วย Baby Boomer, Generation X, Generation Y และ Generation Z ซึ่งมีค่านิยม ทัศนคติ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis) โดยกำหนดขอบเขตการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติที่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของบทบาทผู้นำในบริบทสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า บทบาทสำคัญของผู้นำประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกและพื้นที่ปลอดภัยที่เคารพความแตกต่าง 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามเจเนอเรชันและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 3) การบริหารจัดการแบบยืดหยุ่นและคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และ 4) การพัฒนารูปแบบการสื่อสารพร้อมบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอรูปแบบนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา The Symphony-4P Model เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กรพหุวัยอย่างเป็นระบบภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA โดยผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องปรับบทบาทไปสู่ภาวะผู้นำเชิงมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลอมรวมความแตกต่างของบุคลากรทุกช่วงวัยให้เป็นพลังร่วม ส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กร ความสุขในการทำงาน และคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> วิทวัส ขาวประเสริฐ, ชนันกร บุญธรรม, นาตยา มั่นวงศ์, สุภกิจ กำลังคลี่, ญาณภัท บุตรพรม, คณัฐนันท์ พูลประดิษฐ์, สิทธิชัย ไพรพฤกษา, ปทุมพร เปียถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/3580 Fri, 28 Aug 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4481 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4481 Wed, 14 Oct 2026 00:00:00 +0700 ผลของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยีช่วยสอนต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านการติดตั้งและปรับแต่งระบบปฏิบัติการและเครือข่ายของนักศึกษาที่มีพื้นฐานทางการศึกษาแตกต่างกัน https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4213 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติงานจริง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้านการติดตั้งและปรับแต่งระบบปฏิบัติการและเครือข่าย ระหว่างนักศึกษาที่เรียนด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยีช่วยสอนกับนักศึกษาที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบดั้งเดิม และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสอนกับพื้นฐานทางการศึกษาของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นปีที่ 1 จำนวน 75 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. 50 คน และระดับ ม.6/ปวช. <br />25 คน) จัดเข้ากลุ่มทดลอง 38 คน และกลุ่มควบคุม 37 คนโดยการจับคู่ตามพื้นฐานทางการศึกษา และคะแนนก่อนเรียน ทดลอง 15 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่ม แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงานจริง แบบทดสอบสถานการณ์ปัญหา แบบสอบถาม<br />ความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม เครื่องมือวัดมีค่าความเชื่อมั่น .82–.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) สำหรับความรู้ความเข้าใจโดยใช้คะแนนก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม และการวิเคราะห์ความแปรปรวน<br />แบบสองทาง (Two-way ANOVA) สำหรับทักษะการปฏิบัติงานจริง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความพึงพอใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) เมื่อควบคุมคะแนนก่อนเรียน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปรับของคะแนนความรู้<br />ความเข้าใจ (81.80) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (72.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองมีทักษะการปฏิบัติงานจริง (85.52) ความสามารถในการแก้ไขปัญหา (80.34) และความพึงพอใจในการเรียนรู้ (4.35) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (71.99, 69.14 และ 3.60 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ <br />3) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสอนกับพื้นฐานทางการศึกษาในทั้งสามผลลัพธ์ ซึ่งอาจแสดงว่านวัตกรรมให้ผลในทิศทางเดียวกันกับผู้เรียนทั้งสองพื้นฐาน แต่ด้วยขนาดกลุ่มย่อยที่เล็ก ข้อสรุปเรื่องปฏิสัมพันธ์จึงยังมีข้อจำกัด</p> <p>คำสำคัญ: การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้เชิงรุก เทคโนโลยีช่วยสอน ระบบปฏิบัติการและเครือข่าย พื้นฐานทางการศึกษา การบริหารงานวิชาการ</p> นรินทร์ พนาวาส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4213 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569) https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4482 กมลทิพย์ ทองกำแหง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4482 Wed, 14 Oct 2026 00:00:00 +0700