https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/issue/feed
วารสารการบริหารและความเป็นผู้นำทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2026-09-19T10:47:34+07:00
Assistant Professor Patumphorn Piatanom, Ph.D., SFHEA.
leadjournal2023@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสาร</strong><span class="s1"><strong>การบริหารและความเป็นผู้นำทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง</strong></span></p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาการบริหารการศึกษาและความเป็นผู้นำทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา นโยบายการศึกษาและความเป็นผู้นำในบริบททางการศึกษา ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยครอบคลุมเนื้อหาด้าน</p> <ul> <li class="py-1 [&>p]:inline">การบริหารการศึกษา (Educational Administration)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&>p]:inline">ภาวะผู้นำทางการศึกษา (Educational Leadership)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&>p]:inline">นวัตกรรมการบริหารและการนำองค์กรทางการศึกษา (Innovation in Educational Management and Organizational Leadership)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&>p]:inline">การบริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลและการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (Educational Administration in the Digital Era and Data-Driven Leadership)</li> </ul> <p> </p> <p> </p>
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/3580
บทบาทผู้นำกับการลดช่องว่างระหว่างวัยของบุคลากรในสถานศึกษา
2026-05-14T12:16:12+07:00
วิทวัส ขาวประเสริฐ
witthawat.pk2026@gmail.com
ชนันกร บุญธรรม
witthawat.pk2026@gmail.com
นาตยา มั่นวงศ์
witthawat.pk2026@gmail.com
สุภกิจ กำลังคลี่
witthawat.pk2026@gmail.com
ญาณภัท บุตรพรม
witthawat.pk2026@gmail.com
คณัฐนันท์ พูลประดิษฐ์
witthawat.pk2026@gmail.com
สิทธิชัย ไพรพฤกษา
witthawat.pk2026@gmail.com
ปทุมพร เปียถนอม
witthawat.pk2026@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำในการลดช่องว่างระหว่างวัยของบุคลากรในสถานศึกษา และสังเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายของบุคลากรต่างช่วงวัย อันประกอบด้วย Baby Boomer, Generation X, Generation Y และ Generation Z ซึ่งมีค่านิยม ทัศนคติ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis) โดยกำหนดขอบเขตการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติที่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของบทบาทผู้นำในบริบทสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า บทบาทสำคัญของผู้นำประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกและพื้นที่ปลอดภัยที่เคารพความแตกต่าง 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามเจเนอเรชันและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 3) การบริหารจัดการแบบยืดหยุ่นและคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และ 4) การพัฒนารูปแบบการสื่อสารพร้อมบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอรูปแบบนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา The Symphony-4P Model เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กรพหุวัยอย่างเป็นระบบภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA โดยผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องปรับบทบาทไปสู่ภาวะผู้นำเชิงมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลอมรวมความแตกต่างของบุคลากรทุกช่วงวัยให้เป็นพลังร่วม ส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กร ความสุขในการทำงาน และคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4213
ผลของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยีช่วยสอนต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านการติดตั้งและปรับแต่งระบบปฏิบัติการและเครือข่ายของนักศึกษาที่มีพื้นฐานทางการศึกษาแตกต่างกัน
2026-09-19T10:47:34+07:00
นรินทร์ พนาวาส
narin.pa@chonburi.spu.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติงานจริง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้านการติดตั้งและปรับแต่งระบบปฏิบัติการและเครือข่าย ระหว่างนักศึกษาที่เรียนด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยีช่วยสอนกับนักศึกษาที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบดั้งเดิม และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสอนกับพื้นฐานทางการศึกษาของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นปีที่ 1 จำนวน 75 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. 50 คน และระดับ ม.6/ปวช. <br />25 คน) จัดเข้ากลุ่มทดลอง 38 คน และกลุ่มควบคุม 37 คนโดยการจับคู่ตามพื้นฐานทางการศึกษา และคะแนนก่อนเรียน ทดลอง 15 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่ม แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงานจริง แบบทดสอบสถานการณ์ปัญหา แบบสอบถาม<br />ความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม เครื่องมือวัดมีค่าความเชื่อมั่น .82–.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) สำหรับความรู้ความเข้าใจโดยใช้คะแนนก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม และการวิเคราะห์ความแปรปรวน<br />แบบสองทาง (Two-way ANOVA) สำหรับทักษะการปฏิบัติงานจริง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความพึงพอใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) เมื่อควบคุมคะแนนก่อนเรียน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปรับของคะแนนความรู้<br />ความเข้าใจ (81.80) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (72.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองมีทักษะการปฏิบัติงานจริง (85.52) ความสามารถในการแก้ไขปัญหา (80.34) และความพึงพอใจในการเรียนรู้ (4.35) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (71.99, 69.14 และ 3.60 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ <br />3) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสอนกับพื้นฐานทางการศึกษาในทั้งสามผลลัพธ์ ซึ่งอาจแสดงว่านวัตกรรมให้ผลในทิศทางเดียวกันกับผู้เรียนทั้งสองพื้นฐาน แต่ด้วยขนาดกลุ่มย่อยที่เล็ก ข้อสรุปเรื่องปฏิสัมพันธ์จึงยังมีข้อจำกัด</p> <p>คำสำคัญ: การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้เชิงรุก เทคโนโลยีช่วยสอน ระบบปฏิบัติการและเครือข่าย พื้นฐานทางการศึกษา การบริหารงานวิชาการ</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง