https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/issue/feed
วารสารการบริหารและความเป็นผู้นำทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2026-10-14T17:53:11+07:00
Assistant Professor Patumphorn Piatanom, Ph.D., SFHEA.
leadjournal2023@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสาร</strong><span class="s1"><strong>การบริหารและความเป็นผู้นำทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง</strong></span></p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในสาขาการบริหารการศึกษาและความเป็นผู้นำทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา นโยบายการศึกษาและความเป็นผู้นำในบริบททางการศึกษา ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยครอบคลุมเนื้อหาด้าน</p> <ul> <li class="py-1 [&>p]:inline">การบริหารการศึกษา (Educational Administration)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&>p]:inline">ภาวะผู้นำทางการศึกษา (Educational Leadership)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&>p]:inline">นวัตกรรมการบริหารและการนำองค์กรทางการศึกษา (Innovation in Educational Management and Organizational Leadership)<br /><br /></li> <li class="py-1 [&>p]:inline">การบริหารการศึกษาในยุคดิจิทัลและการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (Educational Administration in the Digital Era and Data-Driven Leadership)</li> </ul> <p> </p> <p> </p>
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/LEADJournalRU0305AA4284
การประยุกต์ปรัชญาและทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การกับการป้องกันภาวะหมดไฟในบริบท การบริหารการศึกษา
2026-09-24T08:11:24+07:00
Watchara Ketthongma
watchara.crmu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดปรัชญาการศึกษาและทฤษฎีวัฒนธรรม องค์การ และนำเสนอแนวทางการประยุกต์เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ (Burnout) ในบริบท การบริหารการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ขอบเขตการสังเคราะห์ครอบคลุมปรัชญา ประสบการณ์นิยม ที่เน้น “โลกแห่งประสบการณ์” (The world of experience) และการเรียนรู้ โดยการลงมือทำ (Learning by Doing) ร่วมกับทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การ 3 ทฤษฎี คือ 1) ทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การของ Edgar Schein <br />2) Competing Values Framework (CVF) ของ Cameron และ Quinn และ 3) Culture Change Model ของ Roger Connors และ Tom Smith รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยของภาวะหมดไฟในครู ผลการสังเคราะห์พบว่า ทฤษฎีทั้ง 3 มีความสอดคล้องกับบริบททางการศึกษา 3 บริบท คือ บริบทด้านสถานที่ สิ่งแวดล้อม และสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมองค์การ บริบทด้านหลักสูตร ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และบริบทด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ในสถานศึกษา ซึ่งเชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงของภาวะหมดไฟ ได้แก่ ประสบการณ์ทำงาน จำนวนชั่วโมงการสอน</p> <p>และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานข้อเสนอเชิงประยุกต์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาอาจใช้ ปรัชญาประสบการณ์นิยมและทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การ เป็นกรอบในการสร้างประสบการณ์เชิงบวกให้ครูใหม่ การจัดสรรภาระงานอย่างเหมาะสม และการส่งเสริมวัฒนธรรมแบบเกื้อกูล ซึ่งอาจสนับสนุนการลดความเสี่ยง ของภาวะหมดไฟในที่ทำงาน และเอื้อต่อการสร้างอัตลักษณ์ที่ดีงามของวัฒนธรรมองค์การ อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าว</p>
2026-09-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/3580
บทบาทผู้นำกับการลดช่องว่างระหว่างวัยของบุคลากรในสถานศึกษา
2026-05-14T12:16:12+07:00
วิทวัส ขาวประเสริฐ
witthawat.pk2026@gmail.com
ชนันกร บุญธรรม
witthawat.pk2026@gmail.com
นาตยา มั่นวงศ์
witthawat.pk2026@gmail.com
สุภกิจ กำลังคลี่
witthawat.pk2026@gmail.com
ญาณภัท บุตรพรม
witthawat.pk2026@gmail.com
คณัฐนันท์ พูลประดิษฐ์
witthawat.pk2026@gmail.com
สิทธิชัย ไพรพฤกษา
witthawat.pk2026@gmail.com
ปทุมพร เปียถนอม
witthawat.pk2026@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำในการลดช่องว่างระหว่างวัยของบุคลากรในสถานศึกษา และสังเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการความหลากหลายของบุคลากรต่างช่วงวัย อันประกอบด้วย Baby Boomer, Generation X, Generation Y และ Generation Z ซึ่งมีค่านิยม ทัศนคติ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis) โดยกำหนดขอบเขตการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติที่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของบทบาทผู้นำในบริบทสถานศึกษา ผลการศึกษาพบว่า บทบาทสำคัญของผู้นำประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวกและพื้นที่ปลอดภัยที่เคารพความแตกต่าง 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามเจเนอเรชันและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ 3) การบริหารจัดการแบบยืดหยุ่นและคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และ 4) การพัฒนารูปแบบการสื่อสารพร้อมบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอรูปแบบนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา The Symphony-4P Model เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กรพหุวัยอย่างเป็นระบบภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA โดยผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องปรับบทบาทไปสู่ภาวะผู้นำเชิงมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลอมรวมความแตกต่างของบุคลากรทุกช่วงวัยให้เป็นพลังร่วม ส่งผลต่อประสิทธิภาพองค์กร ความสุขในการทำงาน และคุณภาพผู้เรียนอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
2026-08-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4127
ภาวะผู้นำทางวิชาการและการใช้ข้อมูลในโรงเรียนประถมศึกษาชนบท: บทเรียนจากการใช้ TR-IMPACT Model ของสถานศึกษารางวัลพระราชทาน
2026-10-06T20:16:10+07:00
นายวรพล ศรีเทพ
worapol.srithep@hotmail.com
<p class="p1">การมีข้อมูลนักเรียนอยู่ในระบบไม่ได้แปลว่าข้อมูลนั้นถูกนำมาใช้ปรับการสอน โดยเฉพาะ ในโรงเรียนชนบทที่มีครูน้อยและงบประมาณจำกัด บทความวิชาการนี้ถอดบทเรียนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑๐๒<span class="s1"> (</span>บ้านเกาะเต่า<span class="s1">) </span>จังหวัดตรัง สถานศึกษารางวัลพระราชทาน ปีการศึกษา<span class="s1"> 2568 </span>ที่ใช้<span class="s1"> TR-IMPACT Model </span>ซึ่งเป็นกรอบการบริหาร<span class="s1"> 8 </span>องค์ประกอบที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นเอง ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่วันที่<span class="s1"> 5 </span>ตุลาคม<span class="s1"> 2566 </span>วิเคราะห์เอกสารปีการศึกษา<span class="s1"> 2565–2567 </span>โดยแยกช่วงก่อนรับตำแหน่ง ช่วงเปลี่ยนผ่าน และปีเต็มแรก ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้บริหารเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ<span class="s1"> (PLC) </span>ในฐานะผู้ร่วมเรียนรู้ และโรงเรียนกำหนดล่วงหน้าว่าข้อมูลชุดใดใช้ตัดสินใจเรื่องใด คะแนนเฉลี่ย<span class="s1"> O-NET </span>ชั้นประถมศึกษาปีที่<span class="s1"> 6 </span>เพิ่มจาก<span class="s1"> 35.59 </span>เป็น<span class="s1"> 38.05 </span>และร้อยละของนักเรียนที่ได้ผลการเรียนภาษาไทยระดับ<span class="s1"> 3 </span>ขึ้นไปเพิ่มจาก<span class="s1"> 73.22 </span>เป็น<span class="s1"> 83.97 </span>แต่ข้อมูลมาจากกรณีเดียวและเป็นนักเรียนต่างรุ่น จึงสรุปความเป็นเหตุและผลไม่ได้ บทเรียนสำหรับโรงเรียนชนบทอื่นคือ วางแผนจากทุนของพื้นที่ กำหนดหลักฐานไปพร้อมกับแผน และใช้<span class="s1"> PLC </span>เป็นที่นำข้อมูลกลับมาปรับการสอน</p>
2026-10-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4275
การสนทนากลุ่มในการวิจัยเชิงคุณภาพทางการศึกษา จากหลักการสู่วิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ
2026-09-21T13:18:34+07:00
พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ
pp2552@hotmail.com
คำรณ สิระธนกุล
phongsak.pha@pcru.ac.th
สำเริง อ่อนสัมพันธุ์
phongsak.pha@pcru.ac.th
ทรงเดช สอนใจ
phongsak.pha@pcru.ac.th
ณัฐชยา สมมาศเดชสกุล
phongsak.pha@pcru.ac.th
<p>การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพสูงในการทำความเข้าใจพลวัตซับซ้อนทางการศึกษา จุดแข็งของการสนทนากลุ่มอยู่ที่การใช้พลวัตกลุ่ม (Group Dynamics) เพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความหมายร่วมกัน ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองร่วม และความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างกันภายในกลุ่ม อันเป็นมิติที่ต่างจากมุมมองเชิงลึกส่วนบุคคลที่ได้จากการสัมภาษณ์รายบุคคล บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ การสนทนากลุ่มในงานวิจัยเชิงคุณภาพทางการศึกษา โดยสังเคราะห์จากตำราและงานวิจัยด้านระเบียบวิธี พร้อมตัวอย่างการประยุกต์ในงานวิจัยด้านการบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำทางการศึกษา ครอบคลุมแนวคิดพื้นฐานและวัตถุประสงค์ คุณลักษณะสำคัญ ข้อดีและข้อจำกัด เครื่องมือ กระบวนการดำเนินงานทั้งสามระยะ (ก่อน ระหว่าง และหลังการสนทนา) เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและปฏิสัมพันธ์ และข้อพิจารณาทางจริยธรรม ผลการสังเคราะห์ได้กรอบแนวทางการดำเนินการสนทนากลุ่มที่เชื่อมหลักการกับการปฏิบัติในทุกระยะ และชี้ว่าคุณภาพของข้อมูลขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสถานศึกษา การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีความเป็นเอกพันธ์ และสมรรถนะของผู้ดำเนินการสนทนา บทความนี้จึงเสนอเป็นกรอบแนวทางเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติสำหรับนักวิจัย เพื่อให้การเก็บข้อมูลมีความรัดกุม น่าเชื่อถือ และทรงคุณค่าต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-10-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4479
หน้าปก ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2569)
2026-10-14T17:01:56+07:00
2026-10-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4481
บทบรรณาธิการ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569)
2026-10-14T17:49:05+07:00
2026-10-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4213
ผลของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยีช่วยสอนต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านการติดตั้งและปรับแต่งระบบปฏิบัติการและเครือข่ายของนักศึกษาที่มีพื้นฐานทางการศึกษาแตกต่างกัน
2026-09-19T10:47:34+07:00
นรินทร์ พนาวาส
narin.pa@chonburi.spu.ac.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติงานจริง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความพึงพอใจในการเรียนรู้ด้านการติดตั้งและปรับแต่งระบบปฏิบัติการและเครือข่าย ระหว่างนักศึกษาที่เรียนด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกและเทคโนโลยีช่วยสอนกับนักศึกษาที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบดั้งเดิม และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสอนกับพื้นฐานทางการศึกษาของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นปีที่ 1 จำนวน 75 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส. 50 คน และระดับ ม.6/ปวช. <br />25 คน) จัดเข้ากลุ่มทดลอง 38 คน และกลุ่มควบคุม 37 คนโดยการจับคู่ตามพื้นฐานทางการศึกษา และคะแนนก่อนเรียน ทดลอง 15 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ของทั้งสองกลุ่ม แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงานจริง แบบทดสอบสถานการณ์ปัญหา แบบสอบถาม<br />ความพึงพอใจ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม เครื่องมือวัดมีค่าความเชื่อมั่น .82–.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) สำหรับความรู้ความเข้าใจโดยใช้คะแนนก่อนเรียนเป็นตัวแปรร่วม และการวิเคราะห์ความแปรปรวน<br />แบบสองทาง (Two-way ANOVA) สำหรับทักษะการปฏิบัติงานจริง ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความพึงพอใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) เมื่อควบคุมคะแนนก่อนเรียน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปรับของคะแนนความรู้<br />ความเข้าใจ (81.80) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (72.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองมีทักษะการปฏิบัติงานจริง (85.52) ความสามารถในการแก้ไขปัญหา (80.34) และความพึงพอใจในการเรียนรู้ (4.35) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (71.99, 69.14 และ 3.60 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ <br />3) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการสอนกับพื้นฐานทางการศึกษาในทั้งสามผลลัพธ์ ซึ่งอาจแสดงว่านวัตกรรมให้ผลในทิศทางเดียวกันกับผู้เรียนทั้งสองพื้นฐาน แต่ด้วยขนาดกลุ่มย่อยที่เล็ก ข้อสรุปเรื่องปฏิสัมพันธ์จึงยังมีข้อจำกัด</p> <p>คำสำคัญ: การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้เชิงรุก เทคโนโลยีช่วยสอน ระบบปฏิบัติการและเครือข่าย พื้นฐานทางการศึกษา การบริหารงานวิชาการ</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/LEAD/article/view/4482
สารบัญ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569)
2026-10-14T17:53:11+07:00
กมลทิพย์ ทองกำแหง
kthongkamhaeng@gmail.com
2026-10-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยรามคำแหง