วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid
<p>Print ISSN : 2985-2242 Online ISSN : 2985-2250 </p> <p>กำหนดออก : 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านการบริหารจัดการองค์กรในภาครัฐและเอกชน และด้านอุตสาหกรรมสัมพันธ์</p>
Faculty of Business and Industrial Development, King Mongkut's University of Technology North Bangkok.
th-TH
วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
2985-2242
-
บทบรรณาธิการ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/4185
<p>-</p>
ศุภกร เจริญประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
-
การพัฒนารูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของอุตสาหกรรมการบินไทยในยุคดิจิทัล
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/1016
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนารูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของอุตสาหกรรมการบินไทยในยุคดิจิทัล 2) พัฒนารูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของอุตสาหกรรมการบินไทยในยุคดิจิทัล และ 3) จัดทำคู่มือแนวทางการพัฒนารูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของอุตสาหกรรมการบินไทยในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถาม แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินคู่มือ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์องค์ประกอบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการแจกแบบสอบถามประกอบด้วยหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศ จำนวน 412 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของรูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของอุตสาหกรรมการบินไทยในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 2 มิติ 6 องค์ประกอบหลัก และ 21 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ มิติที่ 1 สมรรถนะในการเป็นหัวหน้างาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์ประกอบหลักที่ 1) ความรู้ในการทำงาน องค์ประกอบหลักที่ 2) ทักษะในการทำงาน และองค์ประกอบหลักที่ 3) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ส่วนมิติที่ 2 คุณภาพในการทำงาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์ประกอบหลักที่ 1) การวางแผนการทำงาน องค์ประกอบหลักที่ 2) ระบบการดำเนินงาน และองค์ประกอบหลักที่ 3) การควบคุมการปฏิบัติงาน ส่วนคู่มือแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของหัวหน้างานในฝ่ายขนส่งสินค้าทางอากาศของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยยุคดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีความเหมาะสม สอดคล้องกับเนื้อหา และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกอบรมหัวหน้างาน</p>
อรทัย เกียรติวิรุฬห์พล
ธีรวัช บุณยโสภณ
ธีรวุฒิ บุณยโสภณ
รุ่งรัตน์ สร้อยเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
1
16
-
การให้บริการของร้านคำหวานเบเกอรี่ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในจังหวัดปทุมธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2366
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค 2) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยการให้บริการและพฤติกรรมของผู้บริโภค และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยการให้บริการส่งผลพฤติกรรมของผู้บริโภค ในจังหวัดปทุมธานี โดยการประยุกต์แนวคิดเกี่ยวกับปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค 7Ps ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) การส่งเสริมการตลาด (Promotion) บุคลากร (People) กระบวนการ (Process) หลักฐานทางกายภาพ (Physical Evidence) การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research Methodology) โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 410 ตัวอย่าง จากผู้บริโภคที่เคยซื้อวัตถุดิบหรืออุปกรณ์เบเกอรี่ภายในพื้นที่อำเภอเมือง ในจังหวัดปทุมธานีและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักสถิติ One-way ANOVA และ Multiple Regression Analysis เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของ7Ps ที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างพบว่า เพศ อายุ อาชีพ ไม่มีผลในการใช้บริการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะกลับมาใช้บริการซ้ำ (59.8%) ได้มีการแนะนำบุคคลอื่นเข้ามาใช้บริการมากกว่า 5 คนต่อเดือน (50.5%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (49.3%) ที่เข้ามาใช้บริการ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ (35.6%) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001–25,000 บาท (32.0%) ซึ่งมีอายุระหว่าง 31-40 ปี (29.3%) ที่เข้ามาซื้อในช่วงเวลา 08:00-10:00 น. (26.3%) และมีการซื้อต่อครั้งเป็นจำนวนเงิน 101–200 บาท (22.4%) ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.43) โดยด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านหลักฐานทางกายภาพ (ค่าเฉลี่ย 4.45) ด้านบุคลากร (ค่าเฉลี่ย 4.44) และด้านผลิตภัณฑ์ (ค่าเฉลี่ย 4.43) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคตามปัจจัยส่วนบุคคล ด้วย One-way ANOVA ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (Sig. = 0.028) ระดับการศึกษา (Sig. = 0.040) และรายได้ต่อเดือน (Sig. = 0.015) ในขณะที่เพศและอาชีพไม่มีผลต่อความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภค และผลการศึกษาปัจจัยการให้บริการส่งผลพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ Multiple Regression พบว่า ความตั้งใจกลับมาใช้บริการได้ ร้อยละ 68.6 (Adjusted R² = 0.686) โดยหลักฐานทางกายภาพมีอิทธิพลสูงสุด (29.8%) รองลงมาคือบุคลากร (27.5%) และผลิตภัณฑ์ (24.1%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
เจนนี่ แสงดาลา
นฤมล ตรีพัฒนเกียรติ
สุจิตรา แนใหม่
วีระกาจ ดอกจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
17
25
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าห้องพักของคนทำงานในเขตพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2388
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าห้องพักของคนทำงานในเขตพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม โดยเก็บข้อมูลจากคนทำงานในเขตพื้นที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 400 ราย สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ช่วงอายุระหว่าง 21–30 ปี อยู่ในสถานภาพโสด มีระดับรายได้ 15,001 ขึ้นไป อาชีพหลักคือนักศึกษา/ ฟรีแลนซ์ / พนักงานรายชั่วโมง 2) พฤติกรรมของผู้เช่าห้องพักกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกห้องพักด้วยตนเอง รองลงมาคือปรึกษาพ่อ/แม่ ค้นหาห้องเช่าด้วยตนเอง ต้องการเช่าห้องพักที่อยู่ใกล้สถานที่ทำงานมากที่สุด 3) ปัจจัยส่วนผสมทางการตลาด ด้านลักษณะห้องพัก ด้านราคา ด้านทำเลที่ตั้ง ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านการนำเสนอลักษณะทางกายภาพ และด้านกระบวนการบริการ ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเช่าห้องพักของคนทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
กนกพร วีระสวัสดิ์
ศิริรัตน์ สัยวุฒิ
พรเทพ แก้วเชื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
26
41
-
การพัฒนาสื่อวีดิทัศน์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ในองค์กรอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2425
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อออกแบบและพัฒนาสื่อวีดิทัศน์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ในองค์กรธุรกิจภาคอุตสาหกรรม (2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายในองค์กร (3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสื่อในด้านความเข้าใจ ความพึงพอใจ และการลดภาระของฝ่ายทรัพยากรบุคคล และ (4) เพื่อพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับกระบวนการเรียนรู้ในองค์กร การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับกระบวนการออกแบบสื่อตามรูปแบบ ADDIE เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 4 คน พนักงานใหม่ 11 คน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ในสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบประเมินคุณภาพสื่อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า (1) สื่อวีดิทัศน์ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี AI มีความครบถ้วนของเนื้อหา ถูกต้องตามบริบทการทำงานจริง และมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ (2) พนักงานใหม่และผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อสื่อ โดยเฉพาะด้านความชัดเจนของเนื้อหาและความน่าสนใจของการนำเสนอ (3) พนักงานใหม่ทั้งหมด (11/11 คน) รายงานว่ามีความเข้าใจเนื้อหาชัดเจนขึ้น พนักงานใหม่ 10/11 คนมีความพึงพอใจต่อสื่อ และเจ้าหน้าที่ HR รายงานว่าเวลาในการปฐมนิเทศลดลงประมาณร้อยละ 40–50 และ (4) การสังเคราะห์แนวทางการใช้สื่อชี้ว่า AI-วีดิทัศน์สามารถใช้เป็นสื่อหลักในการปฐมนิเทศ ผสานเข้ากับระบบ LMS และพัฒนาเวอร์ชันเฉพาะสายงานได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดด้านขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เล็กและการเก็บข้อมูลจากองค์กรเดียว จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในบริบทที่หลากหลายและใช้การวิจัยแบบผสมผสานเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของผลการวิจัย</p>
จิรัชญา แซ่ชื้อ
สรวงอัยย์ อนันทวิจักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
42
62
-
อิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการสำนักงานคลังจังหวัดนครพนม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2422
<p>การวิจัยเรื่อง “อิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการสำนักงานคลังจังหวัดนครพนม” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพการบริการและความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ (2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการบริการที่มีต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ ภายใต้กรอบแนวคิดที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการให้บริการและผลลัพธ์ของระบบบริการ การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้แทนหน่วยงานและผู้มาติดต่อราชการ จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการโดยรวมอยู่ในระดับสูงที่สุด (𝑥̄ = 4.73, S.D. = 0.445) และความพึงพอใจของผู้รับบริการโดยรวมอยู่ในระดับสูงที่สุด (𝑥̄ = 4.70, S.D. = 0.458) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า คุณภาพการบริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจได้ร้อยละ 83.4 (Adjusted R² = .834, p < .05) ทั้งนี้ มิติด้านการเข้าใจและรู้จักผู้รับบริการ และด้านการให้ความมั่นใจ มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจมากที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพกระบวนการให้บริการ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้าใจผู้รับบริการและความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการในหน่วยงานการคลังระดับจังหวัด</p>
อรชร เรียบชารี
ปัททมา สุริยกุล ณ อยุธยา
นัฐนันท์ ศักดิ์สัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
63
77
-
พฤติกรรมผู้บริโภคและส่วนประสมทางการตลาดต่อการรับรู้รูปแบบสื่อออนไลน์ ของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก บริษัท Glenta Pharma จำกัด
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2661
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล และพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก บริษัท Glenta Pharma จำกัด 2) เพื่อวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก บริษัท Glenta Pharma จำกัด และ 3) เพื่อวิเคราะห์การรับรู้การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมในรูปแบบสื่อออนไลน์ระหว่างผู้บริโภคกับนักการตลาดของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก บริษัท Glenta Pharma จำกัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยมีอายุตั้งแต่ 18 ปี จำนวน 400 คน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนประสมทางการตลาด อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ =4.77, S.D.=0.43) เมื่อพิจารณารายด้านดังนี้ ด้านบุคลากร (𝑥̄ =4.81, S.D.=0.40) ด้านกระบวนการ (𝑥̄ =4.80, S.D.=0.40) ด้านผลิตภัณฑ์ (𝑥̄ =4.79, S.D.=0.42) ด้านองค์ประกอบทางกายภาพ (𝑥̄ =4.78, S.D.=0.42) ด้านการส่งเสริมการตลาด (𝑥̄ =4.76, S.D.=0.46) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (𝑥̄ =4.75, S.D.=0.44) ด้านราคา (𝑥̄ =4.71, S.D.=0.48) ตามลำดับ ทั้งนี้ การรับรู้การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมในรูปแบบสื่อออนไลน์ระหว่างผู้บริโภคกับนักการตลาด อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ =4.76, S.D.=0.45) เมื่อพิจารณารายด้านดังนี้ การเลือกจดจำ (𝑥̄ =4.76, S.D.=0.45) การเลือกตีความ (𝑥̄ =4.76, S.D.=0.45) การเลือกสนใจ (𝑥̄ =4.76, S.D.=0.45) การเลือกเปิดรับ (𝑥̄ =4.76, S.D.=0.45) ตามลำดับ ซึ่งการเปรียบเทียบการรับรู้สื่อออนไลน์ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน จำแนกตามเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน รวมถึงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกัน จำแนกตามเหตุผลการตัดสินใจซื้อ การซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก ความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก และความพึงพอใจกับประสบการณ์การซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก มีผลต่อการรับรู้สื่อออนไลน์ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
พัฒนา ปิยะกาญจน์
อริยา พงษ์พานิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
78
96
-
พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้ปกครองที่มีต่ออาหารเสริมเด็กผ่านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมออนไลน์
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2561
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล และพฤติกรรมของผู้ปกครองที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมเด็กผ่านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมออนไลน์ และ 2) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้ปกครองที่มีต่ออาหารเสริมเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด คือผู้ปกครองที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมของผู้ปกครองที่มีต่ออาหารเสริมเด็กผ่านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมช่องทางออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̄ =4.27, S.D.=0.59) เมื่อพิจารณารายด้านดังนี้ ด้านการใช้เวลา (𝑥̄ =4.45, S.D.=0.58) ด้านค่านิยมและความเชื่อ (𝑥̄ =4.35, S.D.=0.56) ด้านการสื่อสารที่ไม่ใช่คำพูด (𝑥̄ =4.35, S.D.=0.56) การตีความบริบท (𝑥̄ =4.35, S.D.=0.59) ภาษา (𝑥̄ =4.34, S.D.=0.57) การใช้สัญลักษณ์ (𝑥̄ =4.34, S.D.=0.57) ลำดับชั้นทางสังคม (𝑥̄ =4.33, S.D.=0.58) พื้นที่ส่วนตัว (𝑥̄ =3.67, S.D.=0.69) ตามลำดับ ทั้งนี้ กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้ปกครองที่มีต่ออาหารเสริมเด็กผ่านช่องทางออนไลน์ อยู่ในระดับบมากที่สุด (𝑥̄ =4.37, S.D.=0.59) เมื่อพิจารณารายด้านดังนี้ การค้นหาข้อมูล (𝑥̄ =4.40, S.D.=0.59) การประเมินทางเลือก (𝑥̄ =4.38, S.D.=0.59) การตัดสินใจจะซื้อ (𝑥̄ =4.37, S.D.=0.59) การตระหนักถึงปัญหา (𝑥̄ =4.35, S.D.=0.58) พฤติกรรมภายหลังการซื้อ (𝑥̄ =4.33, S.D.=0.58) ตามลำดับ ซึ่งเปรียบเทียบกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้ปกครอง ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA)ด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน จำแนกตามระดับการศึกษา รวมถึงด้านพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จำแนกตาม วัตถุประสงค์ในการซื้อ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
พงษ์ธนิต ชมภู
ศุศราภรณ์ แต่งตั้งลำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
97
111
-
อิทธิพลของสมรรถนะโลจิสติกส์ด้านการบริการ ต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2862
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความรวดเร็วในการให้บริการ และความถูกต้องของข้อมูล กับความพึงพอใจของผู้รับบริการ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม ของสมรรถนะโลจิสติกส์ด้านการบริการที่มีต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยประชากรคือผู้รับบริการซึ่งมีจำนวนไม่ทราบแน่นอน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า (1) ความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้เป็นอย่างดี (2) สมรรถนะโลจิสติกส์ด้านการบริการ ได้แก่ ความรวดเร็วในการให้บริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความถูกต้องของข้อมูล และมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านความถูกต้องของข้อมูล ส่งผลให้อิทธิพลรวมอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความถูกต้องของข้อมูลมีอิทธิพลโดยตรงต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความถูกต้องของข้อมูลเป็นตัวแปรสื่อกลางสำคัญในการถ่ายทอดผลของความรวดเร็วในการให้บริการไปสู่ความพึงพอใจของผู้รับบริการ และเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานสาธารณูปโภค</p>
อรธิชา วงษ์ศิลป์
ธีระศักดิ์ ทรัพย์ประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
6 2
112
124