https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/issue/feed
วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
2025-12-30T11:20:28+07:00
Asst. Prof. Dr. Supakorn Charoenprasit
Journal@bid.kmutnb.ac.th
Open Journal Systems
<p>Print ISSN : 2985-2242 Online ISSN : 2985-2250 </p> <p>กำหนดออก : 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านการบริหารจัดการองค์กรในภาครัฐและเอกชน และด้านอุตสาหกรรมสัมพันธ์</p>
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2767
บทบรรณาธิการ
2025-12-29T16:17:16+07:00
ศุภกร เจริญประสิทธิ์
supakorn.c@bid.kmutnb.ac.th
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/849
การพัฒนารูปแบบศักยภาพผู้บริหารธุรกิจภัตตาคารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล
2024-07-19T15:36:18+07:00
สรัลรัส ถีระแก้ว
t.sarunrus@gmail.com
ธีรวัช บุณยโสภณ
t.sarunrus@gmail.com
ธีรวุฒิ บุณยโสภณ
t.sarunrus@gmail.com
สักรินทร์ อยู่ผ่อง
t.sarunrus@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบศักยภาพผู้บริหารธุรกิจภัตตาคารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนารูปแบบศักยภาพผู้บริหารธุรกิจภัตตาคารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล และเพื่อจัดทำคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารธุรกิจภัตตาคารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล การวิจัยเป็นแบบผสมผสานระหว่างเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 10 คน 2) กลุ่มตัวอย่างในการตอบแบบสอบถามที่เป็นผู้บริหารธุรกิจภัตตาคารที่จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป จำนวน 408 คน 3) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมการประชุมสนทนากลุ่ม จำนวน 14 คน และ 4) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคู่มือ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม แบบประเมินคู่มือ สถิติที่ใช้ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบศักยภาพผู้บริหารธุรกิจภัตตาคารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 2 มิติ 7 องค์ประกอบหลัก 22 องค์ประกอบย่อย ดังนี้ มิติด้านการเป็นผู้บริหาร ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความรู้และความสามารถของผู้บริหารธุรกิจภัตตาคาร การเป็นผู้นำที่ดี และมนุษยสัมพันธ์การมีส่วนร่วมในองค์กร มิติด้านการบริหาร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การจัดการธุรกิจและสร้างอัตลักษณ์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การบริหารการเงิน และการบริหารความสำเร็จ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/877
การศึกษาความต้องการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพบริการในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย
2024-06-07T13:45:19+07:00
ถมทอง บรรณรงค์
tomtong.b@gmail.com
กุลทรัพย์ ทองประสิทธิ์
tomtong.b@gmail.com
จุฑารัตน์ ปิณฑะแพทย์
tomtong.b@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความต้องการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย 3) เปรียบเทียบระดับความต้องการฝึกอบรมและศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย จำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการฝึกอบรมและศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต้นทุนตํ่าในประเทศ คือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ และสายการบินไทยเวียตเจ็ท จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการฝึกอบรมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยรวมอยู่ในระดับความต้องการมาก 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยรวมอยู่ในระดับความคิดเห็นมากที่สุด 3) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า พนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลในด้านอายุ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และสายการบินที่สังกัดที่แตกต่างกัน มีความต้องการฝึกอบรมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และสายการบินที่สังกัดที่แตกต่างกัน มีศักยภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการในการฝึกอบรมและศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/1033
การพัฒนารูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
2024-09-02T14:23:33+07:00
บัญชาสิทธิ์ ตั้งศิริสกุล
bunchasit.tang@gmail.com
สุชาติ เซี่ยงฉิน
suchart.s.pe@tggs-bangkok.org
สมนึก วิสุทธิแพทย์
somnoek.w@op.kmutnb.ac.th
ชาญชัย ทองประสิทธิ์
cct@kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2) พัฒนารูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และ 3) จัดทำคู่มือแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นวิจัยผสมผสาน การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน และการประชุมสนทนากลุ่มย่อย (Focus Group) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การวิจัยเชิงปริมาณใช้เครื่องมือแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 300 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ประกอบด้วยสมรรถนะ 3 ด้าน 17 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านที่ 1 ด้านความรู้ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) ความรู้ด้านการจัดการการผลิต 2) ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต 3) ความรู้ด้านการซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องจักร 4) ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร และ 5) ความรู้ด้านการออกแบบและเลือกใช้วัตถุดิบ ด้านที่ 2 ด้านทักษะ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) ทักษะการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพ 2) ทักษะการพัฒนาระบบการทำงาน 3) ทักษะการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 4) ทักษะการปรับปรุงกระบวนการผลิต 5) ทักษะการติดตามและประเมินผล 6) ทักษะการจัดการความปลอดภัยในการทำงาน 7) ทักษะการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ และ 8) ทักษะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการผลิต และด้านที่ 3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) คุณธรรม จริยธรรมและ ภาวะผู้นำ 2) มนุษยสัมพันธ์และการสื่อสารที่ดี 3) การทำงานเป็นทีม และ 4) ความรักและภักดีในองค์กร สำหรับรูปแบบสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 15 คน มีความเห็นว่ามีความเหมาะสม และคู่มือแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญ 5 คนเห็นว่ามีความเหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในการพัฒนาสมรรถนะของหัวหน้างาน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/1409
Business Model Canvas Analysis of Hale’s Blue Boy: Market Strategy, Consumer Trends, and Competitive Challenges
2025-01-13T15:46:07+07:00
Nachakamol Klinthong
maichanok.k@ic.kmutnb.ac.th
Piyaphat Viwatthammakul
s6315011660482@email.kmutnb.ac.th
Maichanok Krapookthong
maichanok.k@ic.kmutnb.ac.th
Thanapat Panthanapratez
thanapat@supplychainguru.co.th
Achareeya Robkit
achareeya.r@ic.kmutnb.ac.th
<p>Hale's Blue Boy has led the Thai-flavored syrup market for over 60 years with strong brand equity, superior-quality ingredients, and a secret formula. A Business Model Canvas (BMC) analysis was conducted to assess its strategic approach, key success factors, and potential areas for future development. Its key customers include dessert shops, families, and sweet flavor lovers. Its strength lies in its unique taste, premium glass packaging, and nostalgic emotional appeal. Hale's Blue Boy uses a multi-channel distribution system via hypermarkets, convenience stores, and traditional retailers for widespread market penetration. The company builds customer loyalty through taste and product quality consistency, and uses Collaborative Planning, Forecasting, and Replenishment (CPFR) to coordinate with partners. Sales of syrups are the major revenue source, underpinned by brand strength and product consistency. Hale's Blue Boy is faced with the threat of shifting consumer preference for healthy products and growing competition. The study recommends long-term sustainability initiatives such as diversification into healthier foods, eco-friendly packaging, and online interaction with younger consumers. Having reliance on a single category of products is risky. It requires innovation and flexibility to stay competitive.</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/1758
การถอดรหัสความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรแห่งการเรียนรู้กับความยั่งยืน: บทบาทตัวแปรกำกับของสภาพแวดล้อมแบบวูก้าและการเป็นตัวแปรคั่นกลางของความคล่องตัวบริษัทมหาชนในประเทศไทย
2025-05-29T11:14:39+07:00
พชร ใจอารีย์
phachara.j@ku.th
สันติธร ภูริภักดี
phachara.j@ku.th
เกิดศิริ เจริญวิศาล
phachara.j@ku.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาผลกระทบของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ต่อความคล่องตัวขององค์กร 2. ศึกษาผลกระทบของความคล่องตัวขององค์กรต่อความยั่งยืนขององค์กร 3. ศึกษาบทบาทตัวแปรคั่นกลางของความคล่องตัวขององค์กรระหว่างการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้กับความยั่งยืนขององค์กร 4. ศึกษาบทบาทตัวแปรกำกับของสภาพแวดล้อมแบบวูก้าต่อผลกระทบระหว่างความคล่องตัวขององค์กรต่อความยั่งยืนขององค์กร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดในประเทศไทยจำนวน 269 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุเพื่อทดสอบบทบาทตัวแปรกำกับ และการวิเคราะห์ Bootstrapping ผลการวิจัยพบว่า 1. การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในด้านการส่งเสริมการตั้งคำถามและการเสวนา การสร้างระบบจัดเก็บและแพร่กระจายความรู้ การเชื่อมโยงองค์กรกับสภาพแวดล้อมภายนอก การส่งเสริมผู้นำเชิงกลยุทธ์ในการเรียนรู้ (p<.01) และ การสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (p<.05) มีอิทธิพลต่อความคล่องตัวขององค์กร (R2 = .64) 2. ความคล่องตัวขององค์กร ด้านการดำเนินงานและด้านพันธมิตร มีอิทธิพลต่อความยั่งยืนขององค์กร (p<.01) (R2 = .41) 3. ความคล่องตัวขององค์กรแสดงบทบาทตัวแปรคั่นกลางของระหว่างการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้กับความยั่งยืนของบริษัทมหาชนในประเทศไทย (อิทธิพลทางตรง = .40, อิทธิพลทางอ้อม = .25) 4. สภาพแวดล้อมแบบวูก้าแสดงบทบาทตัวแปรกำกับต่อผลกระทบระหว่างความคล่องตัวขององค์กรต่อความยั่งยืนขององค์กร</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/1904
การพัฒนาธุรกิจขายรถยนต์มือสอง ด้วยระบบสำนักงานอัตโนมัติในจังหวัดลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี
2025-06-27T10:49:42+07:00
พันธ์ศักดิ์ พึ่งงาม
phansak_com@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการบริหารจัดการธุรกิจขายรถยนต์มือสองในจังหวัดลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี 2) เพื่อพัฒนาระบบสำนักงานอัตโนมัติสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจขายรถยนต์มือสอง 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบสำนักงานอัตโนมัติในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจขายรถยนต์มือสอง 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของที่ปรึกษาการขายรถยนต์มือสองต่อระบบสำนักงานอัตโนมัติในการบริหารจัดการธุรกิจ และ 5) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจขายรถยนต์มือสองในจังหวัดลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ธุรกิจขายรถยนต์มือสองขนาดเล็กและขนาดกลางในจังหวัดลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี รวมจำนวน 33 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวัดประสิทธิภาพของระบบสำนักงานอัตโนมัติและแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยและจัดสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาหลักคือความเชื่อมั่นของลูกค้า 2) ระบบสำนักงานอัตโนมัติสามารถเพิ่มข้อมูลรถยนต์ของเต้น เพื่อให้พนักงานขายสามารถมีข้อมูลรถเสนอลูกค้าอย่างรวดเร็ว และเปิดใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลา พร้อมสามารถเพิ่มข้อมูลลูกค้าเพื่อไว้ติดตามลูกค้าได้ 3) ระบบมีประสิทธิภาพการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของธุรกิจขายรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลและติดตามการขายอยู่ในระดับมาก 4) ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.47 และ 5) แนวทางการพัฒนาธุรกิจสามารถการสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าผ่านรายงานประวัติรถยนต์ การรับประกัน และการตรวจสอบคุณภาพ การใช้เทคโนโลยีในการบริหารธุรกิจ เช่น Airtable และแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการปรับกลยุทธ์การขาย เช่น Live Sale และบริการเสริมช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/1993
การส่งมอบคุณค่าแบรนด์ การสื่อสารทางการตลาดและความเชื่อมั่นช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงในกลุ่มผู้บริโภคประเภท Pet Parents
2025-10-10T12:36:26+07:00
บริดตา อินรัญ
Boridta.i@gmail.com
นฤดม ต่อเทียนชัย
narudom.t6798@gmail.com
นพณธร นวชัย
nopnathon@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับมูลค่าแบรนด์ การสื่อสารการตลาแบบบูรณาการ และความเชื่อมั่นบนระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงในกลุ่มผู้บริโภคประเภท Pet Parents โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นในมูลค่าแบรนด์และการสื่อสารการตลาดในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการเชื่อมโยงแบรนด์และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ในขณะที่ความเชื่อมั่นในระบบ Social Commerce อยู่ในระดับสูง ทั้งในด้านความสามารถ ความหวังดี และความซื่อสัตย์ของผู้ขาย ทั้งนี้ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแสดงให้เห็นว่า ทั้งมูลค่าแบรนด์ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ และความเชื่อมั่นในระบบ Social Commerce มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยง ผลการศึกษา พบว่าผู้บริโภคกลุ่ม Pet Parent ไม่เพียงคำนึงถึงประโยชน์ของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ ความผูกพัน และความไว้วางใจในแบรนด์และผู้ขายอย่างลึกซึ้ง จึงเสนอแนะแก่แบรนด์ว่า ควรพัฒนาเรื่องเล่าและการสื่อสารที่สอดคล้องกันในทุกช่องทาง พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือผ่านข้อมูลจริงและบริการหลังการขาย เพื่อเสริมสร้างความภักดีและความตั้งใจซื้อซ้ำในระยะยาว</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/Journalbid/article/view/2000
การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารไทยในอินเดีย
2025-07-30T16:26:24+07:00
วนิดา พิมพ์โคตร
pimvanida@live.com
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารไทยในอินเดีย และศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคของอาหารไทยที่เป็นอาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง และเครื่องปรุง ในตลาดอินเดีย โดยรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริโภคอาหารไทยในอินเดีย จำนวน 392 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 30 คน แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารไทยด้วยค่าไคสแควร์ การวิเคราะห์หาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคของอาหารไทยในตลาดอินเดีย โดยใช้ SWOT Analysis ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน จำนวนสมาชิกในครอบครัว มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารไทยของคนอินเดีย ด้านจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคของอาหารไทยในตลาดอินเดีย พบว่า อาหารไทยมีจุดแข็งที่รสชาติดี มีหลากหลายเมนู สามารถดัดแปลงไปทำเป็นอาหารมังสวิรัติได้แบบไม่เสียรสชาติเดิม จุดอ่อน คือ เครื่องปรุงหรือส่วนผสมบางอย่างของอาหารไทยมีกลิ่นแรงที่คนอินเดียไม่ชอบ ด้านอุปสรรคมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบเพราะส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศไทยและมีขายอยู่ในเมืองใหญ่ เมืองอื่นยังหาซื้อวัตถุดิบได้ยาก ส่วนโอกาสของอาหารไทยในตลาดอินเดียยังมีอยู่อีกมาก เนื่องจากอาหารไทยได้รับความนิยมนำไปทำเป็นเมนูอาหารของโรงแรม ร้านอาหารนานาชาติ และในการจัดงานเลี้ยงของคนอินเดียในโอกาสต่าง ๆ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม