https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/issue/feed Journal of Creative Education Research and Development 2026-06-30T15:49:04+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาย พาชอบ nn.pachob@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p> Journal of Creative Education Research and Development ISSN : 3088 - 2257 (online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านศึกษาศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย ทางด้านศึกษาศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่ ทางด้านศึกษาศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong>Journal of Creative Education Research and Development มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) ฟรี<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) ฟรี<br /> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:<br /></strong>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: Pcbu.0504@gmail.com โทร. 065-4414661 เเละ 081-8730583 (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมชาย พาชอบ : บรรณาธิการ)</p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/3833 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการจำแนกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2026-06-26T19:30:31+07:00 วิราศิณี อุบลพิทักษ์ wirasinee.ub@ksu.ac.th ศศิธร แสนพันดร wirasinee.ub@ksu.ac.th สุพจน์ ดวงเนตร wirasinee.ub@ksu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มุ่งพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการจำแนก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)การศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ 2)การสร้างและหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ 3)การทดลองการจัดการเรียนรู้บอร์ดเกม 4)การประเมินความพึงพอใจพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการจัดการวิจัยและพัฒนา(R&amp;D)ดำเนินการเป็น 4 ระยะ โดยทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design) ร่วมกับบอร์ดเกมบอร์ดเกม แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการจำแนกแบบสอบถามความพึงพอใจต่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบความแตกต่างโดยการทดสอบอันดับที่ของผลต่างของวิลคอกซัน <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1)สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ครูใช้หนังสือเรียนเป็นสื่อหลักส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการจำแนก 2) การจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1)การเตรียมเนื้อหาการเรียนรู้ล่วงหน้า (2)นักเรียนรู้ด้วยตนเอง (3)การนำความรู้มาใช้ในห้องเรียน (4)การตรวจสอบและประเมินผลร่วมกับบอร์ดเกม โดยทุกแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมในระดับมากที่สุด มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.50/81.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7027 3)ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการจำแนก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4)นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับร่วมกับบอร์ดเกม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/3836 ภาวะผู้นำดิจิทัลและบรรยากาศองค์กรในวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคนิคชั้นสูงในเมืองกว่างโจว ประเทศจีน:ผลกระทบเชิงตัวกลางของการสนับสนุนจากองค์กรต่อประสิทธิภาพการทำงานของครู 2026-06-27T08:17:05+07:00 ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ dr.thiwat@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบภาวะผู้นำและสภาพแวดล้อมขององค์กรในสถาบันอาชีวศึกษาในประเทศจีนโดยเฉพาะในเขตเมืองขนาดใหญ่ เช่น เมืองกว่างโจว ซึ่งวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคนิคชั้นสูงถูกคาดหวังให้บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่การจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการองค์กรและการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างเข้มข้นภายใต้บริบทดังกล่าวภาวะผู้นำดิจิทัลและบรรยากาศองค์การจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่อธิบายกลไกความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านองค์การดังกล่าวต่อผลการปฏิบัติงานโดยเฉพาะบทบาทของการสนับสนุนจากองค์การในฐานะตัวแปรส่งผ่านยังมีอยู่อย่างจำกัดในบริบทของอาชีวศึกษาการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของภาวะผู้นำดิจิทัลและบรรยากาศองค์การที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูโดยกำหนดให้การสนับสนุนจากองค์การเป็นตัวแปรส่งผ่าน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูในวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคนิคของรัฐในเมืองกว่างโจว ประเทศจีน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เพื่อให้เกิดความเป็นตัวแทนของแต่ละสถาบันการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน(Confirmatory Factor Analysis: CFA)เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดและการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM)เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัยผลการวิจัยพบว่าภาวะผู้นำดิจิทัลและบรรยากาศองค์การมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู นอกจากนี้การสนับสนุนจากองค์การยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนในความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู รวมถึงระหว่างบรรยากาศองค์การกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแนวปฏิบัติด้านภาวะผู้นำและสภาพแวดล้อมขององค์การจะสามารถยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนจากองค์การทั้งในเชิงรูปธรรมและการรับรู้ของบุคลากรอย่างชัดเจน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/3847 ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู ในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสถาบันการศึกษาพิชญบัณฑิต 2026-06-29T12:39:07+07:00 พงศ์นิธิศ ฤทธิพงศ์ nukiswin@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสถาบันการศึกษาพิชญบัณฑิต 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสถาบันการศึกษาพิชญบัณฑิต จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสถาบันการศึกษาพิชญบัณฑิต ปีการศึกษา 2568 จำนวน 227 คนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที ค่าความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ของเชฟเฟ่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสถาบันการศึกษาพิชญบัณฑิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการสนับสนุนการจัดการและการปฏิบัติ ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านผลิตภาพและความชำนาญเชิงวิชาชีพ ด้านการเรียนรู้และการสอน ด้านความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ และด้านสังคม กฎหมายและประเด็นทางวัฒนธรรม ตามลำดับ 2. ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนสถาบันการศึกษาพิชญบัณฑิต จำแนกตามเพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/3848 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านโคกสะอาดศรีบูรพา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 2026-06-29T12:45:38+07:00 สรารัตน์ ภูริศรี sararatpoorisri@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลขของเด็กอนุบาล 2 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่กำหนด กลุ่มเป้าหมายคือ เด็กอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านโคกสะอาด ศรีบูรพา จำนวน 6 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข จำนวน 4 ชุด รวม 16 กิจกรรม แบบทดสอบท้ายกิจกรรมแต่ละชุดจำนวน 4 ชุด และแบบทดสอบการปฏิบัติหลังเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที แบบ One-Sample T-Test <br>&nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 2 พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 2 มีจำนวน 4 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เรื่องการเขียนและการนับเลข ชุดที่ 2 เรื่องเรขาคณิต ชุดที่ 3 เรื่องการเปรียบเทียบขนาด และชุดที่ 4 เรื่องการเปรียบเทียบจำนวนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.21/88.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80ที่กำหนด 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข สำหรับเด็กอนุบาล 2 พบว่า หลังเรียนเด็กอนุบาล 2 สามารถเรียนรู้จำนวนกับตัวเลข คิดเป็นร้อยละ 88.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/3846 The Roles of Local Administrative Organizations in Promoting Digital Learning Management to Enhance Learner Quality in Schools under the Maha Sarakham Primary Educational Service Area Office 1, Muang District, Maha Sarakham Province 2026-06-29T12:23:03+07:00 Ntapat Worapongpat dr.thiwat@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;This study aimed to (1) examine the roles of local administrative organizations (LAOs) in supporting educational budgets, digital infrastructure, and teacher development; (2) investigate the levels of digital learning management and learner quality; and (3) analyze the relationships among LAOs’ roles,digital learning management, and learner quality. The sample comprised 317 participants selected through stratified random sampling, including school administrators, teachers,and personnel from local administrative organizations in Mueang Maha Sarakham District, Maha Sarakham Province. Data were collected using a questionnaire with content validity indices ranging from 0.80 to 1.00 and a reliability coefficient of 0.938. The data were analyzed using descriptive statistics, Pearson’s correlation coefficient, and Structural Equation Modeling (SEM).The results showed that: (1) the roles of local administrative organizations were rated at a high level, with digital infrastructure receiving the greatest support; (2) digital learning management was at the highest level, while learner quality was at a high level; and (3) local administrative organizations significantly influenced digital learning management (β = 0.62,p&lt; .001) and learner quality both directly (β=0.28) and indirectly through digital learning management (β = 0.34). Digital learning management also had a significant positive effect on learner quality (β = 0.54,p&lt; .001).These findings indicate that digital learning management serves as an important mechanism linking local administrative support to learner quality. The study highlights the crucial role of local administrative organizations in promoting educational quality in the digital era.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026