https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/issue/feed
Journal of Creative Education Research and Development
2025-12-30T17:52:50+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิรดา เเพงไทย
sasirada.p63@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p> Journal of Creative Education Research and Development ISSN : 3088 - 2257 (online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านศึกษาศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย ทางด้านศึกษาศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่ ทางด้านศึกษาศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong>Journal of Creative Education Research and Development มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) ฟรี<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) ฟรี<br /> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน</li> <li>บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ</li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</li> </ol> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </li> <li>เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</li> <li>ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</li> <li>เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</li> </ol> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:<br /></strong>ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: Pcbu.0504@gmail.com โทร. 091 - 0611685 เเละ 093 - 3635858 (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิรดา เเพงไทย : บรรณาธิการ)</p>
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/2789
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H
2025-12-30T17:35:44+07:00
ธิตินันท์ ศิริมนตรี
thitinun8745@gmail.com
ณิชาภาท์ กันขุนทศ
thitinun8745@gmail.com
นาตยา หกพันนา
thitinun8745@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียนในห้องที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน ที่มีผลคะแนนการทดสอบ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ต่ำกว่าร้อยละ 50 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ The Wilcoxon Signed Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H พบว่า หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยรวมเท่ากับ 69.00 ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 หลังการจัดกิจกรรมโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค LT ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/2790
การประเมินความต้องการจำเป็นการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
2025-12-30T17:43:06+07:00
จักรพงษ์ วรรณขันธ์
ChakraphongWannakhan@gmail.com
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 2) ประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 จำนวน 93 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีจัดเรียงลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <p> 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับ ปานกลาง</p> <p> 2. สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> 3. ความต้องการจำเป็นของการบริหารตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเมือง 3 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา ด้านหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการสอน ด้านผลลัพธ์ภาพความสำเร็จ และด้านการพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา ตามลำดับ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/2791
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลกานวดี
2025-12-30T17:48:15+07:00
กานดา เลิศโกเมนกุล
Anubarnkanwadeeschool@gmail.com
<p> การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 และ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลกานวดี มีจำนวน 26 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด แม่กก แม่กบ แม่กน แม่กด และแบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนสะกดคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งฉบับ 0.875 และมีค่าความสอดคล้องตั้งแต่ 0.66 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <p> 1. ประสิทธิภาพกระบวนการของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด (E1) เท่ากับ 90.52 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 86.77 ดังนั้น แบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลกานวดี มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 90.52/86.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้</p> <p> 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อนักเรียนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลกานวดี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย และด้านการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/2788
5D MODEL ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา
2025-12-30T15:50:39+07:00
กุลธิดา หนูนุ่มนวล
aunging2507@gmail.com
ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์
aunging2507@gmail.com
มุจรินทร์ ผลกล้า
aunging2507@gmail.com
<p> บทความวิชาการเรื่องภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ความสำคัญ และองค์ประกอบของภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลที่ส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการจัดการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาจึงจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารไม่เป็นเพียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา แต่ยังเป็นแนวทางที่ช่วยให้ การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> <p> โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ คือ โมเดลภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา (Digital Leadership Model : 5D) เป็นแนวคิดใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัล ประกอบด้วย (1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล (Digital Vision) (2) ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล (Digital Culture Building) (3) ด้านการสื่อสารดิจิทัล (Digital Communication) (4) ด้านการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning) (5) ด้านการพัฒนาองค์กรด้วยดิจิทัล (Digital-Driven Organizational Development) โดยเน้นให้ผู้บริหารเป็นผู้นำที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนองค์กร ให้สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/JCERD/article/view/2792
หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21
2025-12-30T17:52:50+07:00
ยินดี กังสังข์
yindee171717@hotmail.com
ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์
yindee171717@hotmail.com
มุจลินทร์ ผลกล้า
yindee171717@hotmail.com
<p> บทความวิชาการเรื่อง “หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21” มีเป้าหมายเพื่อเป็นแนวทางการประยุกตใช้หลักการของธรรมาภิบาลในการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ความสำคัญของหลักธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วยหลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และหลักนิติธรรม อันเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายทางการศึกษาและตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในศตวรรษที่ 21</p> <p> โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ คือ หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานงบประมาณของสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 โดยโมเดล Money Model ซึ่งการบูรณาการระหว่างหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการงบประมาณของสถานศึกษา ในศตวรรษที่ 21 เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารงานด้านงบประมาณของสถานศึกษาให้มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ มีความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบัน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการ (Management) 2) การควบคุมดูแล (Oversee) 3) เครือข่าย (Network) 4) การประเมินผล (Evaluate) 5) ผลตอบแทน (Yield)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025