วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ราชนครินทร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ราชนครินทร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น<br />Rajanagarindra Journal of Humanities and Social Sciences for Local Development</p> <p>คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br />มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์<br /><span style="font-size: 0.875rem;">Faculty of Humanities and Social Science</span><br />RAJABHAT RAJANAGARINDRA UNIVERSITY</p> th-TH บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร sarawutethno@hotmail.com (รศ.สราวุธ โรจนศิริ) sarawutethno@hotmail.com (รศ.สราวุธ โรจนศิริ) Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แม่ธรณีกับผู้หญิง: ภาพสะท้อนบทบาททางเพศกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านมุมมองแนวคิดนิเวศสตรีนิยมและนิเวศวิทยาเชิงจิตวิญญาณ กรณีศึกษา ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วด้ายเหลือง จังหวัดอุทัยธานี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2618 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ ความเชื่อเรื่องพระแม่ธรณี และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในลัทธิเจ้าวัดของชาวกะเหรี่ยงโผล่วด้ายเหลือง จังหวัดอุทัยธานี และ 2) อธิบายบทบาทของผู้หญิงในฐานะตัวกลางเชิงสัญลักษณ์และเชิงปฏิบัติการระหว่างธรรมชาติ จิตวิญญาณ และระเบียบทางสังคม ภายใต้กรอบแนวคิดสตรีนิยมเชิงนิเวศ (Ecofeminism) และนิเวศวิทยาเชิงจิตวิญญาณ (Eco-spirituality) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงชาติพันธุ์วรรณนา โดยเก็บข้อมูลจากการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการศึกษาพิธีกรรมสำคัญของลัทธิเจ้าวัดในชุมชนบ้านภูเหม็น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 คน ครอบคลุมผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้หญิงผู้มีบทบาทพิธีกรรม และสมาชิกชุมชนหลากหลายช่วงวัย ผลการศึกษาพบว่า ระบบความเชื่อของลัทธิเจ้าวัดจัดวาง “ผู้หญิง–แม่ธรณี–แผ่นดิน” เป็นแกนกลางของจักรวาลวิทยาทางสังคม โดยผู้หญิงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์เชิงนามธรรม หากแต่มีบทบาทเชิงปฏิบัติการจริงในการกำกับพิธีกรรม การเกษตร และการรักษาความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความสัมพันธ์เชิงคู่ระหว่างเจ้าวัดกับแม่ย่า เพศชายกับเพศหญิง และโลกมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นกลไกทางวัฒนธรรมในการควบคุมการใช้ทรัพยากรและการธำรงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ บทความเสนอว่าความรู้เชิงจิตวิญญาณของผู้หญิงกะเหรี่ยงเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจเชิงนิเวศ (ecological authority) ที่ท้าทายกรอบการพัฒนาและนโยบายทรัพยากรของรัฐสมัยใหม่ และช่วยขยายความเข้าใจสตรีนิยมเชิงนิเวศในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p> นัฐวุฒิ สิงห์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2618 Fri, 06 Feb 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2252 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ จำนวน 10 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น พบว่า มีการพัฒนาและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (E<sub>1</sub>) 80.77/ (E<sub>2</sub>) 86.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 𝒙̅ = 16.80, SD = 3.70 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 𝒙̅ = 22.80, SD = 1.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่คาดไว้ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยร้อยละหลังการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เท่ากับ 76.00 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 5 STEPs เรื่อง มารยาทชาวพุทธ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> รัตนาวดี ป้านพลู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2252 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้และพฤติกรรมการแสดงออกทางมารยาทไทยของนักเรียน โรงเรียนประจันตราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/3456 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้และพฤติกรรมการแสดงออกทางมารยาทไทยเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงมารยาทไทย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการแสดงมารยาทไทยของนักเรียนโรงเรียนประจันตราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนประจันตราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 297 คน โดยการแจกแบบสอบถาม และสัมภาษณ์ ผู้บริหาร จำนวน 1 คน ตัวแทนคุณครู จำนวน 5 คน และตัวแทนนักเรียน จำนวน 4 คน รวมผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งสิ้น จำนวน 10 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และสัมภาษณ์แบบเจาะลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ t-test และค่าสถิติทดสอบ f-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้และพฤติกรรมการแสดงออกทางมารยาทไทยของนักเรียนโรงเรียนประจันตราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงมารยาทไทยของนักเรียนโรงเรียนประจันตราษฎร์บำรุง จังหวัดปราจีนบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล จำแนกตามเพศ และการศึกษา พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามอายุ พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการแสดงมารยาทไทยของนักเรียน พบว่า (1) การปลูกฝังตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว สถานศึกษา (2) การฝึกอบรมและกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึก การสร้างแรงจูงใจผ่านสื่อและเทคโนโลยี (3) การบูรณาการกับกิจกรรมหน้าเสาธง โดยให้คุณครูใช้เวลาสั้น ๆ (4) การใช้กิจกรรมเชิงปฏิบัติ และ (5) การจัดโครงการพัฒนามารยาทไทยร่วมกับชุมชน</p> พัฒนพงษ์ แดงโชติ, วัชรพงษ์ สมสา, พรภิรมย์ ยอดบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2526 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/3456 Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้ทางสังคมศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อลดการผลิตซ้ำอคติทางวัฒนธรรม https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2656 <p>บทความนี้นำเสนอแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ทางสังคมศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Learning: CBL) ในฐานะกลไกสำคัญเพื่อลดการผลิตซ้ำอคติทางวัฒนธรรมในบริบทการศึกษาไทย ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ผู้เรียนจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้มีความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยได้ทบทวนวรรณกรรมและสังเคราะห์องค์ความรู้จากทฤษฎี Constructivism และงานวิจัยด้านอคติทางวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์จริงของชุมชน</p> <p>ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) สำรวจและวิเคราะห์บริบทชุมชน (2) กำหนดประเด็นการเรียนรู้ด้วยพลังคำถาม (3) การจัดการเรียนรู้ด้วยแหล่งเรียนรู้ในชุมชน (4) ประเมินผลและสะท้อนผลการเรียนรู้ และ (5) ประยุกต์และเผยแพร่ โดยกำหนดบทบาทผู้สอนและผู้เรียนในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน กระบวนการดังกล่าวช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหลากหลายอย่างลึกซึ้ง ตระหนักรู้และทบทวนอคติที่มีอยู่ ลดการเหมารวมและการตัดสินผู้อื่น ตลอดจนส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและการยอมรับความแตกต่าง โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสามารถเป็นแนวทางสำคัญในการลดการผลิตซ้ำอคติทางวัฒนธรรมในห้องเรียน และเป็นฐานของการพัฒนาพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม</p> ธีรศักดิ์ สุขสันติกมล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2656 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความคิดสร้างสรรค์ที่หล่นหายไปของผู้เรียนกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2682 <p>ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เกิดแต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคนรวมถึงการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม การเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรมในชุมชนที่อยู่อาศัย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในทุกวันนี้เกิดจากความฉลาดและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นหากประชากรในประเทศใดมีทักษะความคิดสร้างสรรค์จำนวนมากย่อมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศนั้น โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เด็กและเยาวชนในยุคนี้ควรได้รับการพัฒนาส่งเสริมทักษะอื่นที่นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการและเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสามารถดำรงชีวิตได้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ ซึ่งส่วนทางกับรูปแบบการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของไทยในปัจจุบันที่ยังคงเน้นเนื้อหาวิชาการให้หนักเน้นการสอบให้ได้คะแนนดีและมีการแข่งขันตัดสินผ่านไม่ผ่านรวมถึงหลักสูตรการเรียนที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลางไม่ได้เกิดจากความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและสังคม ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กหายไปเรื่อย ๆ</p> <p>ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สอนและพัฒนาได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อระบบการศึกษาไทยรวมถึงครูผู้สอนและผู้ปกครองในยุคนี้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์กับผู้เรียนอย่างจริงจังเพื่อให้ผู้เรียนนำไปปรับใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้ต่อไปในอนาคต</p> นางสาวณัฐกานต์ ภูมิคอนสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2526 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so15.tci-thaijo.org/index.php/HUSOCRRU/article/view/2682 Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 +0700