วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL
<table width="865"> <tbody> <tr> <td colspan="9" width="865"><strong>วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">ISSN: 3027-883X (Online)</td> </tr> <tr> <td colspan="9"> </td> </tr> <tr> <td colspan="9"><strong>กำหนดออก</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">ตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ราย 4 เดือน ในรูปแบบออนไลน์ดังนี้</td> </tr> <tr> <td colspan="9">ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน (Volume 1: January – April)</td> </tr> <tr> <td colspan="9">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม (Volume 2: May – August)</td> </tr> <tr> <td colspan="9">ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม (Volume 3: September – December) </td> </tr> <tr> <td colspan="9"> </td> </tr> <tr> <td colspan="9"><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในด้านสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ </td> </tr> <tr> <td colspan="9">ศึกษาศาสตร์ วิทยาการจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เกษตรศาสตร์และสหกรณ์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ </td> </tr> <tr> <td colspan="9">วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมศาสตร์ </td> </tr> <tr> <td colspan="9">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจที่จะศึกษาค้นคว้า หรือเผยแพร่บทความ</td> </tr> <tr> <td colspan="9"> </td> </tr> <tr> <td colspan="9"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">ไม่เสียค่าใช้จ่าย</td> </tr> </tbody> </table>
สำนักบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
th-TH
วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3027-883X
-
การรักษาฟันฝังร่วมกับควักถุงน้ำเดนทิเจอรัสที่สัมพันธ์กับโพรงอากาศขากรรไกรบน : รายงานผู้ป่วย
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2754
<p>รายงานผู้ป่วยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวินิจฉัยและรักษาฟันฝังร่วมกับถุงน้ำเดนทิเจอรัสที่มีความสัมพันธ์กับโพรงอากาศขากรรไกรบน ซึ่งเป็นถุงน้ำพัฒนาการที่เกิดจากฟัน มักไม่มีอาการและตรวจพบโดยบังเอิญจากภาพรังสี โดยทั่วไปมักพบในฟันคุดขากรรไกรล่างมากกว่า ในรายงานนี้เป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 37 ปี มาพบทันตแพทย์จากอาการบวมบริเวณฟันกรามน้อยบนที่ไม่ขึ้นในช่องปาก ไม่มีอาการปวดหรือการขยายตัวของรอยโรค ผลการตรวจทางคลินิก ภาพรังสี และพยาธิวิทยายืนยันว่าเป็นถุงน้ำเดนทิเจอรัสเกี่ยวข้องกับฟันฝังและลุกลามสู่โพรงอากาศขากรรไกรบน ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้น้อยทางระบาดวิทยา</p> <p>การรักษาประกอบด้วยการผ่าตัดควักถุงน้ำออกทั้งหมดร่วมกับนำฟันฝังที่เป็นสาเหตุออก เพื่อกำจัดรอยโรคและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ ระหว่างการผ่าตัดพบรูทะลุช่องปาก-โพรงอากาศขากรรไกรบน จึงทำการปิดรูทะลุโดยใช้เนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มเพื่อป้องกันการรั่วไหลของเชื้อโรคหรือของเหลว การผ่าตัดมีความซับซ้อนและต้องได้รับการดูแลหลังผ่าตัดจากผู้ป่วย การสื่อสารและการให้ข้อมูลที่ชัดเจนจึงมีความสำคัญเพื่อให้เกิดความร่วมมือและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น</p> <p>ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนหายเป็นอย่างดี ไม่พบการติดเชื้อ รูทะลุช่องปาก-โพรงอากาศขากรรไกรบนปิดสนิท ฟันข้างเคียงไม่มีความผิดปกติ ผลทางพยาธิวิทยาพบว่าเป็นถุงน้ำ ไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติ อย่างไรก็ตามพบว่าร่องระหว่างเหงือกและกระพุ้งแก้มมีลักษณะตื้น ซึ่งอาจมีผลต่อการบูรณะฟันในอนาคต การติดตามผลเป็นระยะเวลา 3 เดือนไม่พบสัญญาณการกลับเป็นซ้ำของถุงน้ำ การรักษานี้สะท้อนความสำคัญของการวินิจฉัยที่ครบถ้วน การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดี ลดภาวะ แทรกซ้อนระยะยาวของผู้ป่วย</p>
เกศกมล โตวนิชย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
3 1
5
21
-
การออกแบบสารในการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2312
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอกรอบแนวคิดในการออกแบบสารเพื่อการสื่อสารที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา โดยครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสื่อสารเรื่องความเชื่อและอัตลักษณ์ การนำเสนอพุทธคุณ เครื่องราง และวัตถุมงคล การถ่ายทอดพิธีกรรมแบบมีส่วนร่วม การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย</p> <p>การศึกษาใช้วิธีการสังเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสื่อสารเพื่อการจัดการท่องเที่ยว การออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในบริบทของสังคมไทยเป็นหลัก เพื่อสร้างแนวทางในการพัฒนาการสื่อสารการท่องเที่ยวให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ซับซ้อนของนักท่องเที่ยวและนำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด</p> <p>ผลการศึกษาเสนอว่าการออกแบบสารเชิงศรัทธาที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องสามารถสะท้อนความเป็นของแท้ทางวัฒนธรรม ผสานการเล่าเรื่องที่ทรงพลัง และสร้างความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังต้องเอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับสากล</p>
สัยยาภรณ์ เรืองรัตนไพศาล
วิทยาธร ท่อแก้ว
หัสพร ทองแดง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
3 1
22
36
-
แบบจำลองกระบวนการสร้างแบรนด์บุคคล ทางการเมืองของผู้สมัครหน้าใหม่: การสังเคราะห์เชิงแนวคิด
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2421
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแบบจำลองกระบวนการสร้างแบรนด์บุคคลทางการเมืองของผู้สมัครหน้าใหม่ โดยอาศัยการสังเคราะห์แนวคิดจากการตลาดทางการเมืองและการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลเป็นกรอบในการวิเคราะห์ ผู้เขียนได้ประยุกต์ใช้แนวคิด Brand Identity Prism ของ Kapferer ร่วมกับกระบวนการสร้างแบรนด์ 3 ขั้นตอนของ Philip Kotler และ David Aaker ได้แก่ การวางตำแหน่งของแบรนด์ การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และการพัฒนาอัตลักษณ์แบรนด์ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับการสร้างแบรนด์บุคคลทางการเมืองของผู้สมัครหน้าใหม่ ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การเสนอแนวทาง การพัฒนาแบรนด์บุคคลทางการเมืองผ่านองค์ประกอบ 6 มิติ ได้แก่ ลักษณะภายนอก บุคลิกภาพ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์กับประชาชน ภาพสะท้อนจากผู้สนับสนุน และการรับรู้ตนเองของประชาชน ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวมีความสัมพันธ์เชิงพลวัตและทำงานร่วมกันในการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สมัครหน้าใหม่ แบบจำลองที่นำเสนอสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงกระบวนการในการวางแผนและพัฒนาแบรนด์บุคคลทางการเมืองได้อย่างเป็นระบบ และมีความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้กับผู้สมัครที่มีภูมิหลังและบริบททางการเมืองที่แตกต่างกัน รวมถึงสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารทางการเมืองในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบทความนี้เป็นการศึกษาและวิเคราะห์เชิงแนวคิดในระยะเริ่มต้น ยังมิได้ผ่านกระบวนการ วิจัยเชิงประจักษ์ การศึกษาครั้งต่อไปควรดำเนินการผ่านกระบวนการวิจัยพื้นฐาน เช่น การสัมภาษณ์ การสำรวจความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ตลอดจนการประเมินแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญ และการทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาแบบจำลองให้มีความสมบูรณ์และสามารถนำไปใช้ในเชิงปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม</p>
ตวงภัทร ตีรสวัสดิชัย
สุภาภรณ์ ศรีดี
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-09
2026-02-09
3 1
37
56
-
ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้ออาหารปรุงสำเร็จของผู้บริโภคตำบลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2375
<p>การศึกษาเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ด้านโภชนาการ ทัศนคติต่ออาหารปรุงสำเร็จ และพฤติกรรมการซื้ออาหารปรุงสำเร็จ ครอบคลุมทั้งอาหารพร้อมรับประทานและอาหารพร้อมเสิร์ฟ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ ระดับทัศนคติ และระดับพฤติกรรมการซื้ออาหารปรุงสำเร็จของผู้บริโภค ตำบลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p> <p>ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้บริโภคที่มีอายุ 18-59 ปี อาศัยอยู่ในหมู่ที่ 1-5 ตำบลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2,235 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน โดยใช้สูตรของเครซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (สถิติไคสแควร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคเป็นเพศหญิงร้อยละ 69.7 และเพศชายร้อยละ 30.3 กลุ่มตัวอย่างมีอายุ 51-59 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 33.6) ส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 81.7) และอาศัยอยู่กับครอบครัว (ร้อยละ 93.1) กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.6 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. และ ร้อยละ 28.6 ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท/ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 43.6 มีระดับความรู้ด้านโภชนาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง (ร้อยละ 51.4) มีระดับทัศนคติต่ออาหารปรุงสำเร็จอยู่ในระดับปานกลาง รองลงมามีทัศนคติเชิงลบ (ร้อยละ 45.3) และมีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 3.3) ที่มีทัศนคติเชิงบวก กลุ่มตัวอย่างมีความถี่ในการซื้ออาหารปรุงสำเร็จในช่วง 7 วันที่ผ่านมาอยู่ในระดับน้อย (ร้อยละ 86.7) งานวิจัยนี้ได้ข้อสรุปว่า ทัศนคติต่ออาหารปรุงสำเร็จมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้ออาหารปรุงสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ด้านโภชนาการกับพฤติกรรมการซื้ออาหารปรุงสำเร็จ</p>
ยุสรา สุติก
วิมลิน ริมปิกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
3 1
57
77
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักศึกษาในการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2621
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการตัดสินใจและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักศึกษาในการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบค่าที (T-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA)</p> <p>ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 68.00) มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคใต้ (ร้อยละ 98.00) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนรัฐบาลในสายวิชาศิลป์-คำนวณ ด้วยเกรดเฉลี่ยระหว่าง 3.01-3.50 ครอบครัวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขายหรือธุรกิจส่วนตัว มีรายได้รวมเกิน 30,000 บาทต่อเดือน และรับรู้ข่าวสารการสมัครผ่านกิจกรรมแนะแนวการศึกษาเป็นช่องทางหลัก (ร้อยละ 50.67)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่ออยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตรที่มีความทันสมัย (4.66) ด้านอาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถตรงสาขา (4.62) ด้านอาคารเรียนที่สะอาด (4.61) และด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย (4.60) ตามลำดับ ส่วนด้านแรงจูงใจภายนอกอยู่ในระดับมากโดยเน้นเรื่องการเดินทางสะดวก สำหรับผลการเปรียบเทียบพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
สลิลทิพย์ เหมะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
3 1
78
93
-
บทบรรณาธิการ
https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2956
ศรชัย สินสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
3 1
2
2