https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/issue/feed วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2026-05-18T23:41:29+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย สินสุวรรณ Sornchai.Sin@stou.ac.th Open Journal Systems <table width="865"> <tbody> <tr> <td colspan="9" width="865"><strong>วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">ISSN: 3027-883X (Online)</td> </tr> <tr> <td colspan="9"> </td> </tr> <tr> <td colspan="9"><strong>กำหนดออก</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">ตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ราย 4 เดือน ในรูปแบบออนไลน์ดังนี้</td> </tr> <tr> <td colspan="9">ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน (Volume 1: January – April)</td> </tr> <tr> <td colspan="9">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม (Volume 2: May – August)</td> </tr> <tr> <td colspan="9">ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม (Volume 3: September – December) </td> </tr> <tr> <td colspan="9"> </td> </tr> <tr> <td colspan="9"><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในด้านสังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ </td> </tr> <tr> <td colspan="9">ศึกษาศาสตร์ วิทยาการจัดการ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เกษตรศาสตร์และสหกรณ์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ </td> </tr> <tr> <td colspan="9">วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมศาสตร์ </td> </tr> <tr> <td colspan="9">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจที่จะศึกษาค้นคว้า หรือเผยแพร่บทความ</td> </tr> <tr> <td colspan="9"> </td> </tr> <tr> <td colspan="9"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></td> </tr> <tr> <td colspan="9">ไม่เสียค่าใช้จ่าย</td> </tr> </tbody> </table> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2820 แนวทางการประยุกต์ใช้มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2026-02-05T15:51:42+07:00 สหทัศน์ โชติวงศ์ sahathuc@gmail.com สุภาภรณ์ ศรีดี Supaporn.Sri@stou.ac.th กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์ Kawit.Sri@stou.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ พ.ศ. 2568 ที่ประกาศโดยคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ในการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากกฎหมาย มาตรฐานสากล และบริบทปัญหาของหน่วยงานท้องถิ่นที่มักเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ผลการศึกษาพบว่า การนำมาตรฐานฯ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต้องอาศัยแนวทางปฏิบัติใน 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะการกำกับดูแล โดยเน้นการกำหนดเจ้าภาพผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) และการปรับปรุงข้อกำหนดในขอบเขตงาน (TOR) เพื่อควบคุมคุณภาพผู้ให้บริการภายนอกผ่านการประเมินช่องโหว่ (Vulnerability Assessment) (2) ระยะการสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคนิค ผ่านการตั้งค่าความปลอดภัยขั้นพื้นฐานและการบริหารจัดการแพตช์ และ (3) ระยะการเฝ้าระวัง โดยส่งเสริมการใช้เครื่องมือประเมินตนเอง (Self-Assessment) การจัดทำแผนเผชิญเหตุ และการสร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นเพื่อแบ่งปันทรัพยากร ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust) ให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2613 พลังแห่งการสื่อสารเครือข่ายสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย: การปลดล็อกตลาดคราฟท์เบียร์ไทย 2026-01-06T11:32:34+07:00 รัตน์สุดา ทองแดง rutsuda.th@gmail.com กรกช ขันธบุญ korrakoch.kan@stou.ac.th วิทยาธร ท่อแก้ว wittayatorn.tor@stou.ac.th สมาน งามสนิท Smanngam@outlook.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พลวัตการสื่อสารเครือข่ายของกลุ่ม "ประชาชนเบียร์" ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อปลดล็อกตลาดคราฟท์เบียร์ในประเทศไทย โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาข้อเท็จจริง ผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิที่ครอบคลุมบทสัมภาษณ์ของแกนนำที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ การวิเคราะห์เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ และบันทึกเหตุการณ์ทางนิติบัญญัติ โดยนำมาสังเคราะห์ภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และทฤษฎีเครือข่าย</p> <p>ผลการศึกษาแบ่งออกเป็นสองมิติหลัก มิติแรก กระบวนการและกลยุทธ์การสื่อสารเครือข่าย พบว่ามีการใช้กระบวนการสร้างฐานความรู้เพื่อสร้างการรับรู้ปัญหา การปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคม และการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านการ บูรณาการกลยุทธ์การสื่อสารทั้งภายในเครือข่าย การสื่อสารข้ามเครือข่าย และการสื่อสารสาธารณะเพื่อกดดันผู้กำหนดนโยบาย มิติที่สอง ปัจจัยกำหนดความสำเร็จของการสื่อสารเครือข่าย พบว่าขึ้นอยู่กับทุนทางสังคม (Social Capital) โดยเฉพาะความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่างสมาชิก ความน่าเชื่อถือของผู้นำเครือข่าย และความสามารถในการจัดการความขัดแย้งเพื่อแสวงหาจุดร่วมของผลประโยชน์</p> <p>บทสรุปจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ร่างพระราชบัญญัติสุราก้าวหน้าจะไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในวาระแรก แต่กระบวนการสื่อสารเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพได้ก่อให้เกิดพลังกดดันทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายระดับรองในที่สุด การศึกษานี้จึงไม่เพียงสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการสื่อสารเครือข่ายในบริบทสังคมไทย แต่ยังนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับภาคประชาสังคม ภาครัฐ และนักวิชาการ ในการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/3523 การจัดการปุ่มกระดูกขนาดใหญ่หลายตำแหน่งในช่องปากก่อนการบูรณะด้วยฟันเทียมถอดได้แบบทั้งปาก: รายงานผู้ป่วย 2026-05-18T23:41:29+07:00 พงษ์สกร ทัศนราพันธ์ pskthatsana@gmail.com <p>รายงานผู้ป่วยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการปุ่มกระดูกขนาดใหญ่หลายตำแหน่งในผู้ป่วยที่ต้องเข้าสู่ภาวะไร้ฟันสมบูรณ์เพื่อรับการบูรณะด้วยฟันเทียมทั้งปาก โดยใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบแบ่งระยะผู้ป่วยที่นำเสนอเป็นชายไทย อายุ 75 ปี ที่มีภาวะสันเหงือกไร้ฟันบางส่วน ตรวจพบปุ่มกระดูกขนาดใหญ่หลายตำแหน่ง ประกอบด้วยปุ่มกระดูกด้านแก้มของขากรรไกรบนทั้งสองข้าง ทอดยาวตั้งแต่ตำแหน่งฟันหน้าจนถึงฟันกรามซี่ที่สอง และปุ่มกระดูกด้านลิ้นในขากรรไกรล่างทั้งสองข้างที่มีลักษณะเป็นก้อนมน ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการใส่ฟันเทียม ผู้ป่วยมีความประสงค์ที่จะใส่ฟันเทียมเพื่อฟื้นฟูประสิทธิภาพการบดเคี้ยว</p> <p>แผนการรักษาประกอบด้วยการผ่าตัดตกแต่งสันเหงือกและกำจัดปุ่มกระดูกในขากรรไกรบนและล่างทั้งสองข้าง ร่วมกับการตัดเนื้อเยื่อยึดเกาะริมฝีปากบน โดยใช้แนวทางการผ่าตัดแบบแบ่งระยะออกเป็น 4 ครั้ง เพื่อลดความรุนแรงของอาการภายหลังการผ่าตัด ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมการหายของแผลแบบปฐมภูมิ</p> <p>การติดตามผลที่ระยะ 1 เดือนและ 3 เดือน พบว่ามีการสมานตัวที่ดี สันเหงือกมีความเรียบมนและมีความกว้างเพียงพอต่อการรองรับฐานฟันเทียม ภายหลังการบูรณะด้วยฟันเทียมทั้งปาก ผลการประเมินคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปรากฏแนวโน้มที่ดีขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบและการใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบแบ่งระยะสำหรับปุ่มกระดูกขนาดใหญ่หลายตำแหน่ง มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการฟื้นฟูระบบบดเคี้ยวของผู้ป่วย</p> 2026-05-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2878 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ร่วมกับเกมจับคู่ประสมคำกับภาพ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2026-04-26T08:58:34+07:00 พิยดา ไมยกิจ piyada.ma@ksu.ac.th เยาวเรศ รัตนธารทอง yaovared.ra@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ร่วมกับเกมจับคู่ประสมคำกับภาพ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ 2) สร้างและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ 3) ทดลองจัดการเรียนรู้ และ 4) ประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้</p> <p>การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา ดำเนินการเป็น 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในวิจัยระยะทดลอง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผน การจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบอันดับที่ของผลต่างของวิลคอกซัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้นักเรียนจำตัวสะกดไม่ได้ 2) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ขั้นสอน (2) ขั้นทบทวนความรู้เป็นกลุ่ม (3) ขั้นทดสอบย่อย (4) ขั้นหาคะแนนพัฒนาการ และ (5) ขั้นให้รางวัลกลุ่ม โดยทุกแผนการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมในระดับมาก มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 84.38/82.50 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6957 3) ทักษะการอ่านคำที่มีตัวสะกดตรงมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/2583 การศึกษาความรู้ความเข้าใจในระเบียบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการภายในประเทศและต่างประเทศของบุคลากรมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2025-12-28T15:12:13+07:00 นราศักดิ์ จงคูณกลาง narasak.jon@stou.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจของบุคลากรมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเกี่ยวกับสิทธิและอัตราในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามระเบียบมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการภายในประเทศ พ.ศ. 2562 และระเบียบมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว พ.ศ. 2562 ตลอดจนศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย จำนวน 273 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและอัตรา ในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามระเบียบดังกล่าวในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความรู้ความเข้าใจในระเบียบมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการภายในประเทศ พ.ศ. 2562 มากกว่าระเบียบมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว พ.ศ. 2562 ทั้งนี้สาเหตุสำคัญมาจากบุคลากรส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการเดินทางไปราชการภายในประเทศมากกว่า ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว พบว่า บุคลากรส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 56.41 ขณะที่มีเพียงร้อยละ 43.59 ที่ประสบปัญหา ซึ่งประเด็นปัญหาสำคัญ ได้แก่ ขั้นตอนการอนุมัติและการเบิกจ่ายที่ยุ่งยากซับซ้อน และการขาดความเข้าใจในขั้นตอนการเบิกจ่ายที่ถูกต้อง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยควรปรับปรุงหรือแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้มีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งกำหนดประกาศแนวทางปฏิบัติและวิธีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ควรจัดทำแนวทางหรือคู่มือการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ โดยระบุหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธี การเบิกจ่ายอย่างละเอียด เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ลดข้อผิดพลาด และส่งเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของมหาวิทยาลัย</p> 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต https://so15.tci-thaijo.org/index.php/GSLL/article/view/3432 บทบรรณาธิการ 2026-04-08T15:16:41+07:00 ศรชัย สินสุวรรณ Sornchai.Sin@stou.ac.th 2026-05-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต