https://so15.tci-thaijo.org/index.php/A_EMS/issue/feed Applied Economics, Management and Social Sciences 2026-04-17T15:32:44+07:00 Open Journal Systems <p><strong>นโยบายของวารสาร (</strong><strong>Journal Policies )</strong></p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)<br /></strong> Applied Economics, Management and Social Sciences (AEMS) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาสังคมศาสตร์ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ, สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, พัฒนาสังคม, จิตวิทยา การศึกษา รวมถึง สหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์ วารสารตีพิมพ์เผยแพร่บทความออนไลน์ ปีละ 3 ฉบับ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 ท่าน โดยผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ และผู้นิพนธ์บทความจะไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) AEMS เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งวารสารใช้โปรแกรม Copy Catch ของระบบ ThaiJO โดยกำหนดความซ้ำของผลงานไม่เกิน 15%</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร (</strong><strong>Types of articles)<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์ และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านสังคมศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร (</strong><strong>Publication schedule)<br /></strong> Applied Economics, Management and Social Sciences มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน<br />- ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม <br />- ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ (</strong><strong>Publication fee)<br /></strong> เปิดรับบทความวิจัย และบทความวิชาการ <strong>โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</strong></p> <p><strong>กระบวนการการพิจารณาบทความ (</strong><strong>Review process)<br /></strong> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยจากหลากหลายสถาบันและต่างสังกัดกับผู้เขียน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) โดยมีขั้นตอนดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อ<br /> 2) บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน <br /> 3) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิครบทั้ง 3 ท่าน<br /> 4) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ <br /> กระบวนการโดยรวม ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 60 วัน ทั้งนี้ขึ้นกับผูพิจารณาบทความ และการปรับแก้ไขของผู้ประพันธ์<br /> ผลการประเมินมี 4 แบบ คือ 1) เห็นควรได้รับการตีพิมพ์โดยไม่ต้องแก้ไข 2) ควรปรับปรุงแก้ไขก่อนการตีพิมพ์ (มอบหมายให้กองบรรณาธิการพิจารณาต่อ) 3) ควรปรับปรุงแก้ไขก่อนการตีพิมพ์ (โดยส่งมาให้พิจารณาใหม่) 4) ไม่สมควรได้รับการตีพิมพ์ </p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ (</strong><strong>Review criteria)<br /></strong> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) 3 ท่าน<br /> 2) เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ<br /> 3) ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์<br /> 4) เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/A_EMS/article/view/2655 ความผูกพันต่อองค์กรที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการทำงานของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในเขตกิ่งแก้วจังหวัดสมุทรปราการ 2026-01-11T20:45:49+07:00 ภูวนัตถ์ รัตนกรเกศ vajiraporn@go.buu.ac.th วชิราภรณ์ ศรีพุทธ vajiraporn@go.buu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (2) เพื่อศึกษาความผูกพันต่อองค์กรจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความผูกพันต่อองค์กรที่มีต่อพฤติกรรมในการทำงานของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในเขตกิ่งแก้วจังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 170 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test One-way ANOVA และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานอยู่ในระดับมาก และพฤติกรรมการทำงานของพนักงานอยู่ในระดับมาก พฤติกรรมการทำงานจำแนกตาม เพศ อายุ สถานภาพ และระดับการศึกษามีความแตกต่างกัน และความผูกพันต่อองค์กรจำแนกตามระดับการศึกษา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าความผูกพันต่อองค์กร ความต้องการพื้นฐาน (X₁) สัมพันธภาพ (X₃) และ ความก้าวหน้าในงาน (X₄) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทำงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยความผูกพันต่อองค์กรสามารถอธิบายพฤติกรรมการทำงานได้ร้อยละ 43.2 โดยมีสมการทำนาย Y=1.418+ .207 (X₁) + .312 (X₃) +.172 (X₄) สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความผูกพันในมิติความต้องการพื้นฐาน สัมพันธภาพ และความก้าวหน้าในงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีพฤติกรรมเชิงบวกต่อองค์กร พร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2026-04-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Applied Economics, Management and Social Sciences https://so15.tci-thaijo.org/index.php/A_EMS/article/view/3094 การประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตรต่อการยกระดับรายได้ของเกษตรกร 2026-02-21T19:40:52+07:00 ภารา จันทร์สุวรรณ์ para.jansuwan2527@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตรที่มีต่อการยกระดับรายได้จากกลุ่มของเกษตรกรสมาชิก สุ่มตัวอย่างเพื่อเก็บข้อมูลแบบหลายขั้นตอน โดยเลือกตัวอย่างจังหวัดแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Selection) 12 จังหวัด สุ่มตัวอย่างองค์กรเกษตรกรแบบง่ายโดยไม่ใส่คืน (Simple Random Sampling without Replacement) 36 กลุ่ม สุ่มตัวอย่างเกษตรกรในโครงการแบบง่ายโดยไม่ใส่คืนและเลือกตัวอย่างเกษตรกรนอกโครงการแบบเฉพาะเจาะจง 215 และ 186 ราย ตามลำดับ รวมเป็นตัวอย่างเกษตรกรทั้งสิ้น 401 ราย และวิเคราะห์ข้อมูล โดยวิธีการจับคู่ด้วยค่าคะแนนความโน้มเอียงในการเข้าร่วมโครงการ (Propensity Score Marching Method: PSM) ผลการศึกษา พบว่า การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตโดยโครงการมีส่วนช่วยยกระดับรายได้จากกลุ่มของเกษตรกร โดยเกษตรกรสมาชิกกลุ่มผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในโครงการมีรายได้จากกลุ่มมากกว่ากลุ่มนอกโครงการเฉลี่ยปีละ 28,482 และ 12,638 บาท ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินโครงการในอนาคตว่า ควรนำวิธีการดำเนินโครงการแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up Approach) มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถสนับสนุนองค์ความรู้และปัจจัยการผลิตได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร</p> 2026-04-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Applied Economics, Management and Social Sciences https://so15.tci-thaijo.org/index.php/A_EMS/article/view/3091 การประเมินผลลัพธ์โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยแบบจำลองเชิงตรรกะและความสัมพันธ์กับเกษตรปลอดภัย 2026-03-24T16:59:53+07:00 ภรัณยู ด้วงอินทร์ paranyu.d@gmail.com <p>โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน (เกษตรทฤษฎีใหม่) ปี 2566 มุ่งเน้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดการผลิตสินค้าระบบเกษตรปลอดภัยในพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ ประชากรเป้าหมาย 71 จังหวัด เกษตรกร 10,900 ราย ดำเนินการโดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7 หน่วยงาน ในการประเมินผลมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์จากการดำเนินงานและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่กับความพร้อมในการทำเกษตรปลอดภัย โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองเชิงตรรกะเป็นกรอบแนวคิด เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 22 จังหวัดด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 327 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนาและสถิติไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรร้อยละ 13.46 เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเกษตรทั่วไปเข้าสู่ระบบเกษตรปลอดภัย ในเรื่องความสัมพันธ์ การจัดสรรรพื้นที่ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความพร้อมในการทำเกษตรปลอดภัย การมีน้ำใช้เพียงพอตลอดปีและมูลค่าอาหารบริโภคในครัวเรือน อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยด้านความรู้ พบว่าระดับความรู้เกี่ยวกับระบบการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยพบว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติกับความพร้อมในการปฏิบัติที่ระดับนัยสำคัญ 0.1 แสดงว่าปัจจัยความสำเร็จของการทำเกษตรปลอดภัยในพื้นที่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมเชิงโครงสร้างพื้นฐานของแปลงเกษตรเป็นสำคัญ ข้อค้นพบและข้อเสนอแนะ ควรปรับกระบวนการส่งเสริมโดยเน้นความต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี ในระยะต่อไปควรพิจารณาปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากที่เน้นการจัดอบรมให้ความรู้ในเชิงทฤษฎี มาเป็นการสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นที่แปลง</p> 2026-04-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Applied Economics, Management and Social Sciences https://so15.tci-thaijo.org/index.php/A_EMS/article/view/2810 การประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของนวัตกรรมปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตผ้าบาติกในระดับชุมชน 2026-03-29T15:17:58+07:00 อาภาพร สินธุสาร sertkaew@gmail.com สร้อยฟ้า เสริฐแก้ว pimzz_ku@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเขียนเทียนบาติกด้วยปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพา และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวให้สามารถขยายผลการใช้งานในวงกว้าง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ประกอบการผ้าบาติกและหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 55 ราย โดยทำการสัมภาษณ์หลังการฝึกอบรม ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ประกอบการ 13 รายที่นำไปใช้ในการผลิตและจำหน่าย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุน คือ การลดเวลาเตรียมน้ำเทียน พิจารณาเวลาที่ประหยัดได้เทียบกับการใช้เทียนแบบเดิม การลดเวลาการเขียนเทียน พิจารณาระยะเวลาที่ใช้ลดลงเมื่อเทียบกับแบบเดิม โดยเวลาที่ลดลงใช้ค่าจ้างแรงงานเป็นค่าแทนทางการเงินในการพิจารณามูลค่าที่ประหยัดได้ และการลดต้นทุนเทียน พิจารณามูลค่าต้นทุนเทียนที่ลดลงจากแบบเดิม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวม 108,657.08 บาทภายใน 1 ปี หรือเฉลี่ย 8,358.24 บาทต่อราย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปากกาจันติ้งไฟฟ้าแบบพกพามีศักยภาพในการใช้งานจริง และควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในด้านรูปลักษณ์และการใช้งาน วัสดุและกระบวนการผลิต การเรียนรู้และการถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ เพื่อเพิ่มการยอมรับและการใช้งานในวงกว้างต่อไป</p> 2026-04-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Applied Economics, Management and Social Sciences https://so15.tci-thaijo.org/index.php/A_EMS/article/view/3261 มโนทัศน์ความเสมอภาคในงานเขียนความยุติธรรมในฐานะความเที่ยงธรรมของ จอห์น รอว์ลส์ 2026-03-26T15:14:14+07:00 ศิโรรัตน์ ประศรี siroratprasri5@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องความเสมอภาคในงานเขียนระยะแรกของจอห์น รอว์ลส์ โดยเฉพาะบทความ “Justice as Fairness” ซึ่งมักถูกมองเพียงในฐานะจุดเริ่มต้นของทฤษฎีที่พัฒนาเต็มรูปแบบในงานที่ชื่อว่า ทฤษฎีความยุติธรรม (A Theory of Justice) การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์เชิงมโนทัศน์เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของความเสมอภาคในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการให้เหตุผลเกี่ยวกับความยุติธรรม ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ความเสมอภาคในงานปี 1958 มิได้หมายถึงความเสมอภาคของผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นความเสมอภาคเชิงสถานะและเชิงกระบวนการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการเลือกหลักการยุติธรรมภายใต้สถานการณ์ที่บุคคลไม่สามารถใช้อำนาจหรือความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเพื่อกำหนดกติกาให้เอื้อประโยชน์แก่ตนเองได้ ความเสมอภาคจึงทำหน้าที่เป็นทั้งเงื่อนไขของความชอบธรรมทางศีลธรรมและเกณฑ์กำกับการยอมรับความไม่เสมอภาคที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง บทความยังอภิปรายข้อวิจารณ์และการตีความจากนักวิชาการร่วมสมัย เช่น เบร์น บาร์รี่ (Brian Barry) และจี เอ โคเฮน (G. A. Cohen) เพื่อแสดงให้เห็นขอบเขตและความท้าทายของแนวคิดดังกล่าว ตลอดจนเชื่อมโยงกับการอภิปรายเชิงนโยบายผ่านข้อเสนอของอมาตยา เซน (Amartya Sen) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การอ่านงานของรอว์ลส์ในปี 1958 อย่างใกล้ชิดช่วยทำให้เข้าใจรากฐานของทฤษฎีความยุติธรรมในฐานะความเที่ยงธรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเปิดพื้นที่สำหรับการอภิปรายร่วมสมัยเกี่ยวกับความเสมอภาคและความชอบธรรมของความไม่เสมอภาคในสังคมประชาธิปไตย</p> 2026-04-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Applied Economics, Management and Social Sciences