https://so15.tci-thaijo.org/index.php/ACJJ/issue/feed Journal of Education and Social Agenda 2025-03-31T00:00:00+07:00 ดร.จรูญศักดิ์ สุนทรเดชา journal.jesa@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>Journal of Education and Social Agenda</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและบทวิจารณ์หนังสือที่เป็นภาษาไทยและมีข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงความคิดริเริ่มที่มีผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติในวงกว้าง อีกทั้งยังมุ่งหมายที่จะเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการศึกษา การสอน โดยเน้นสาขาวิชาพระพุทธศาสนา การบริหารการศึกษา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการชุมชน รวมถึงสหวิทยาการอื่น ๆ Journal of Education and Social Agenda ได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 และมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 3057-0239 (Online)</p> https://so15.tci-thaijo.org/index.php/ACJJ/article/view/1216 การศึกษา คือ ความมั่นคงของชาติ 2024-12-17T00:09:53+07:00 สุทธิพงศ์ เสมสูงเนิน samsungnoen14@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายของการศึกษา หรือการศึกษากับการพัฒนาประเทศในมิติด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์ พบว่า การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาทางสติปัญญา และการประพฤติปฏิบัติทางคุณธรรมความสามารถเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรืองงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้น ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนหรือส่วนรวมผ่านพ้นไปได้นำมาซึ่งการเสวยผลแห่งความมีชีวิตได้สมบูรณ์ การศึกษาหรือการแสวงหาความรู้ก่อนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บุตร ธิดา หรือหลานเจ้านายและชนชั้นผู้ปกครองจะศึกษาเล่าเรียนวิชาการเมือง การปกครอง และการพระศาสนา ส่วนราษฎรจะศึกษาในเรื่องการกสิกรรม การประกอบสัมมาชีพเท่านั้นโดยมีวัง วัด และสำนักเรียน เป็นแหล่งให้การศึกษาถ่ายทอดสรรพวิชาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องตามบทบาทหน้าที่ของตน เมื่อถึงรัชสมัยล้นเกล้าราชกาลที่ 5 พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายด้านการศึกษาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นเพื่อราษฎรจะได้รับและมีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงเน้นให้สอนชาวสยามตระหนักว่าการมีปัญญาต้องควบคู่กับคุณธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความมีน้ำใจ ความมีเมตตาอารี ดังนั้น การศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ความรู้สึก เป็นต้น เพื่อให้เป็นมนุษย์ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม สามารถพึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ผู้อื่น สังคม ตลอดจนประเทศชาติบ้านเมืองได้นั้น จึงกล่าวได้ว่าการศึกษาคือความมั่นคงของชาติ เพราะว่า การศึกษา คือ รากฐานของชีวิตเมื่อชีวิตมั่นคง ย่อมส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน สังคม และชาติ เกิดความมั่นคงตามมาด้วยเนื่องจากประชาชนมีความรู้ในการพัฒนาประเทศ บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความหมายของการศึกษา หรือการศึกษากับการพัฒนาประเทศในมิติด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์</p> 2025-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 Journal of Education and Social Agenda https://so15.tci-thaijo.org/index.php/ACJJ/article/view/1471 การมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำตามหลักสาราณียธรรมของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตำบลทับหมัน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร 2025-03-11T10:59:55+07:00 พระครูพิจิตรวรเวท manus.mar@mcu.ac.th พระมหาสุเมฆ สมาหิโต sumektaweekul2561@gmail.com พระครูโพธิวรคุณ jjjs0985@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำตามหลักสาราณียธรรมของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาหลักสาราณียธรรมที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตำบลทับหมัน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยสํารวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 214 คน จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการน้ำตามหลักสาราณียธรรม และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย ค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพทั่วไปของการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำตามหลักสาราณียธรรมของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) การเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีจำนวนพื้นที่นา และอายุต่างกัน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่เพศ ระดับการศึกษา และจำนวนครั้งในการทำนา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และ 3) หลักสาราณียธรรมที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตำบลทับหมัน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร พบว่า หลักสาราณียธรรมทั้ง 6 ด้าน มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในระดับมีความสัมพันธ์มาก มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณคิดเป็นร้อยละ 78.7 (R = .787) และสามารถร่วมกันพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 61.9 (R<sup>2</sup> = .619) เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวพยากรณ์ พบว่า มีหลักสาราณียธรรม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีความเห็นชอบร่วมกัน ด้านการตั้งจิตปรารถนาดี ด้านการแบ่งปันสิ่งของที่ได้มาอย่างทั่วถึง สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่ด้านการประพฤติปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 Journal of Education and Social Agenda https://so15.tci-thaijo.org/index.php/ACJJ/article/view/1474 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองปล้อง อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร 2025-03-11T10:59:35+07:00 พระครูพิสุทธิปัญญาภิวัฒน์ phisutthipanya.kla@mcu.ac.th พระครูสิริปริยัติโยดม mathee1971@gmail.com พระครูวิวิธธวัชชัย khwanchai.pm1984@gmail.com พระมหาสุเมฆ สมาหิโต sumektaweekul2561@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 2) เปรียบเทียบระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยส่งเสริมจากสังคมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และ 4) ศึกษาหลักจักร 4 ที่ส่งผลต่อต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองปล้อง อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณสํารวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองปล้อง อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร จำนวน 259 คน จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามโดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย ค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพทั่วไปของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองปล้อง พบว่า ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ระดับความคิดเห็นต่อการใช้หลักจักร 4 และระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และบุคคลดูแลเวลาป่วยต่างกันมีระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่อเดือน และเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการต่างกันมีระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ประชาชนที่มีเพศ สถานภาพการสมรสต่างกันมีระดับความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวม พบว่า มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองปล้อง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมีความสัมพันธ์สูง คิดเป็นร้อยละ 74.8 และสามารถร่วมกับพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 55.9 และ 4) หลักจักร 4 โดยภาพรวม พบว่า ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองปล้องในระดับมีความสัมพันธ์สูง คิดเป็นร้อยละ 50.2 และสามารถร่วมกันพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 25.2</p> 2025-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 Journal of Education and Social Agenda https://so15.tci-thaijo.org/index.php/ACJJ/article/view/1492 แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัย ฝ่ายพลเรือน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร 2025-03-11T10:59:47+07:00 พระครูพิทูรนคราภิรักษ์ anuchat.yoo@mcu.ac.th พระครูวินิตธรรมาทร p5570204023@gmail.com พระครูพิจิตรวรเวท manus.mar@mcu.ac.th วิมาน สุขขวัญ wiman.suk2021@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน โดยจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล 3) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน และ 4) ศึกษาหลักอิทธิบาท 4 ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กรอบแนวคิด ประกอบด้วย ตัวแปรอิสระได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล แรงจูงใจในการปฏิบัติติงานตามทฤษฎี 2 ปัจจัยของ Herzberg และการปฏิบัติงานตามอิทธิบาท 4 ในขณะที่ตัวแปรตามคือประสิทธิผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2553 ประชากรที่ศึกษาได้แก่ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร จำนวน 391 คน ใช้แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92 เก็บรวบรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิงได้แก่ t -test, F-test และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพทั่วไปของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านเรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ การปฏิบัติงานตามอิทธิบาท 4 (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 3.96) แรงจูงใจในการปฏิบัติติงาน (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 3.92) และประสิทธิผลการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 3.90) 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพต่างกัน มีระดับความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกันมีระดับความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน 3) แรงจูงใจส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับความสัมพันธ์สูง คิดเป็นร้อยละ 80.10 และสามารถร่วมกับพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 64.10 และ 4) หลักอิทธิบาท 4 ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับความสัมพันธ์สูง คิดเป็นร้อยละ 76.80 และสามารถร่วมกับพยากรณ์ คิดเป็นร้อยละ 59.10</p> 2025-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 Journal of Education and Social Agenda https://so15.tci-thaijo.org/index.php/ACJJ/article/view/1241 การพัฒนาทักษะของเยาวชนในการป้องกันและหลีกเลี่ยงภัยจากบุหรี่ โรงเรียนอนุบาลตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ตามแนวพระพุทธศาสนา 2024-12-16T22:19:55+07:00 สามเณรศักดาวุฒิ ทวีศรี sakdawut3488@gmail.com สามเณรกมลภพ ใจรักษา aodykamonpop@gmail.com จุทารัตน์ สีทอง jutrarat18@gmail.com ชานนท์ มงคลทอง chanon.150439@gmail.com สามเณรวรัทยา บุญมาพร bunmaporn2545@gmail.com พระกิตติศักดิ์ ทองพูล csc40536@gmail.com สามเณรณัฐพล โพธิ์หวี zoowx1478@gmail.com รัตติยา เหนืออำนาจ rattitik.prom@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดกิจกรรมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่ และ 2) ประเมินผลกิจกรรมให้ความรู้และพัฒนาทักษะของเยาวชนในการป้องกันและหลีกเลี่ยงภัยจากบุหรี่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการให้ความรู้ การให้ความรู้เรื่องพิษภัยจากบุหรี่จากวิทยากรจากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอตากฟ้า กิจกรรมธรรมนำใจ ลดภัยบุหรี่ใช้หลักสติสัมปชัญญะและเบญจศีล โดยพระวิทยากรให้ความรู้และหลักธรรม เพื่อใช้หลักธรรมในการหลีกเลี่ยงภัยจากบุหรี่ เกม Bingo No Smoking เป็นสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของการสูบบุหรี่ และกฎหมายคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ ทำแบบประเมินความพึงพอใจ โดยการประเมินแบบโต้ตอบ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในการสอบถามและตอบคำถามในการจัดกิจกรรม ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดกิจกรรมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่ โดยมีกิจกรรมธรรมนำใจ ลดภัยบุหรี่ และ กิจกรรมการรู้โทษเท่าทันพิษภัยจากบุหรี่เป็นการบรรยายเรื่อง “การรู้โทษเท่าทันพิษภัยจากบุหรี่” พบว่า สามารถช่วยให้เยาวชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของบุหรี่และสามารถลดความเสี่ยงในการสูบบุหรี่ได้ และ 2) การประเมินผลกิจกรรมให้ความรู้และพัฒนาทักษะของเยาวชนในการป้องกันและหลีกเลี่ยงภัยจากบุหรี่ พบว่า ผลรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสังเกตแล้วนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ร้อยละ 75 มีความเข้าใจและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดปัจจัยเสี่ยงจากบุหรี่</p> 2025-03-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 Journal of Education and Social Agenda